สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๐

ธวัช บวรวนิชย์กูร หารือเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง สส. โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ ซึ่งทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลง และส่งผลให้บุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาเป็น สส.

นายธวัช บวรวนิชย์กูร

กราบเรียนท่านประธานสภา กระผม นายธวัช บวรวนิชย์กูร สสร. ครับ ผมต้องขออนุญาตใช้สิทธิอภิปรายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเมื่อในตอน เริ่มผมได้อภิปรายไปแล้วในเรื่องเกี่ยวกับแนวคิดของกลุ่มผม เรื่องเกี่ยวกับการ เลือกตั้ง สส. แบบเขตเดียวเบอร์เดียว แต่ปรากฏว่า ในช่วงหลังก็ได้ยินเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้อภิปราย เรื่องเกี่ยวกับการใช้เขตใหญ่เรียงเบอร์ แล้วก็มีการนำเสนอ แนวคิดนี้ค่อนข้างกว้างขวางในหมู่มวลสมาชิกเรา ผมก็เริ่มเปึนห่วงว่าความคิดนี้ อาจจะทำให้พวกเราเชื่อว่ามันอาจจะดี เพราะว่าการใช้เขตเล็กจะทำให้ซื้อเสียงง่าย เราก็จะได้ สส. ที่ซื้อเสียงเข้ามา แต่ผมอยากชี้ภาพให้เห็นนะครับว่า เขตเล็ก เขตเดียว เบอร์เดียว กับเขตใหญ่มันจะต่างกันอย่างไร ปัญหาของเขตใหญ่เรียงเบอร์ เราเคยเจอกัน มาแล้วครับ ในการเลือกตั้งหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา ปัญหาเปึนอย่างไรครับ เราไม่ได้ สส. ซึ่งเปึนตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ จึงแก้ให้แต่ละคน ดูแลพื้นที่ในพื้นที่ที่จำกัด เพื่อตนเองจะสามารถดูแลประชาชนของตนเองได้ เหลือ สส. ๑ คน ดูแลพื้นที่สำหรับประชากร ๑ แสน ๕ หมื่นคน อันนี้ผมสมมุตินะครับว่า กลับไป เหมือนเดิม สมมุติว่าเปึ้นเขตใหญ่ขึ้น เอา ๓ เขตมาร่วมกัน ผมยกตัวอย่างให้นะครับ เอาเขต ก เขต ข เขต ค มาร่วมกัน แน่นอนวันนี้เรากำลังห่วงว่า ถ้าหากว่า เราทำแบบเดิม เราก็จะได้ สส. แบบเดิมมา คนเดิมมา ผมถามว่าเรากลัวอะไรครับ ถ้า สส. นั้นเปึน สส. ซึ่งเปึนตัวแทนของประชาชนที่ประชาชนพื้นที่เขารักจริง ชอบจริง เรากลัวอะไรครับ ถ้าหากว่าเขาเข้ามา ถ้า สส. เลว เราก็มีวิธีที่เราจะหาทางที่จะกำจัดเขา โดยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้เราร่างขึ้นมาแล้ว วิธีการที่เราจะดูแล เราจะมีศาลอาญา เพื่อที่จะดูแล นักการเมืองเราก็มีต่าง ๆ นานา กกต. ผมก็เชื่อว่าเข้มแข็งขึ้นแล้ว เราแบ่งเปึ้นเขตใหญ่ขึ้น เขต ก เขต ข เขต ค ถ้าเปึนเขต ก มีคนดีศรีเขต ก มา เราก็เชื่อว่าเขต ก ได้ เขต ข มีคนดี ศรีเขต ข มาเราก็เชื่อว่าเขต ข ได้ เขต ค เราก็ได้คนดีศรีเขต ค มา เขาก็มีสิทธิได้ แต่ถ้าเรา รวม ๓ เขตรวมกัน มันจะเกิดอะไรขึ้นครับ ผมจะยกภาพตัวอย่างให้ท่านประธานเห็น นะครับ มีนายเอ็กซ์ (X) หิ้วกระเปิามาจากกรุงเทพเลยนะครับมาที่เขต ก ซึ่งเขต ก เดิมที่ ประชากรแสนห้าหมื่นคน เข้ามาเลยมาคุย คุณพ่อ คุณแม่ ญาติพี่น้องของนาย ก บอกว่า โอ้ ผมชอบนาย ก มาก แต่อย่างไรก็ตามผมจะช่วยสนับสนุน คุณกาได้ ๓ เบอร์ใช่ไหม คุณกาให้ผมอีกเบอร์ อย่างไรก็ตาม เขต ก นี่ นาย ก ได้อยู่แล้ว คุณพ่อ คุณแม่ พี่น้องจัดการกาให้เรียบร้อยเลย เอ้า กาให้นายเอ็กซ์ นายวาย (Y) มาอีก คนหนึ่ง เข้ามาใน เขต ก เข้าไปหาเจ้าอาวาส เข้าไปหาผู้อำนวยการโรงเรียน ผมจะช่วยอย่างโน้นอย่างนี้นะ แต่เขต ก นาย ก นี่ดี ผมก็เห็นว่าควรสนับสนุนนาย ก สุดท้ายแล้วกลายเปึนว่า ประชากรในพื้นที่เขต ก ก็ลงให้นาย ก นายเอ็กซ์ นายวาย นายเอ็กซ์ นายวายก็ไปเขต ข ทำอย่างนี้เหมือนกันนะครับ ก็บอกว่า โอ.เค. เขต ข ก็ได้ นาย ข นายเอ็กซ์ นายวาย ไปเขต ค ก็กลายเปึนประชากร เขต ค ก็กานาย ค. นายเอ็กซ์ นายวาย สุดท้ายแล้วกลายเปึนนายเอ็กซ์ นายวายที่ไม่รู้มาจากไหนก็ไม่รู้ครับ หิ้วกระเปิา สตางค์มาเท่านั้นเอง ได้รับเลือกตั้งครับ แล้วผลเกิดอะไรครับ พอก่อนวันเลือกตั้ง เท่านั้นเอง นาย ก นาย ข นาย ค ยิ่งลูกโดดนะครับ ไม่รู้จะอย่างไรผมลงเลือกตั้งแล้ว ผมต้องเอาให้ได้ ผลปรากฏว่าอย่างไร ผลปรากฏว่า คนในพรรคเดียวกันนี่ ตอนนี้นี่ แทนที่ว่าจะช่วยกันสนับสนุนนโยบายของพรรค กลับกลายเปึนมาด่ากันเอง แทนที่จะเอา นโยบายของพรรคมาคุยกัน มาด่ากันเอง พรรคก็อ่อนแออีก วันนี้เราต้องการอะไรครับ เราต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้วนี่นะครับ มันมาจากพรรคการเมืองที่เข้มแข็งนะครับ แต่วันนี้เราทำอย่างนี้นี่ เรากำลังทำให้พรรค การเมืองมันอ่อนแอลงไปอีก แล้วเราได้อะไรครับ เราก็ได้กลับมา ก็คือ สุดท้าย กระเปิา ต้องใบใหญ่ขึ้นครับ ที่จะมาซื้อเสียง กับตอนนี้เรากำลังห่วงว่า คนเก่า ๆ หน้าเก่า ๆ จะเข้ามา จะต้องใช้เงิน ไปแก้ไขในวิธีการใช้เงินสิครับ กฎหมายเลือกตั้งเอาให้แรงสิครับ คุณใช้เงินจริง ๆ นี่นะครับ ติดคุกให้หัวโตไปเลย ไม่ว่ากัน กกต. ดูแลให้เข้มขึ้น แต่วันนี้ เรามาทำอย่างนี้ ทำให้เสียงมันแตกกระจัดกระจาย แทนที่ควรจะพูดนโยบายพรรค พรรคการเมืองก็กลับอ่อนแอลง ผลที่ได้ออกมา เสร็จแล้วบ้านเมืองไม่เหลืออะไรเลยครับ ที่ผ่านมากี่ป้ ที่ผ่านมาก็เปึนอย่างนั้น เรื่องนี้ผมก็เปึ้นเพียงแต่ว่า เรื่องที่ผมกำลังเปึนห่วง เท่านั้นเองว่า เรื่องเกี่ยวกับ สส. เขต นี่นะครับ ผมยังไม่ได้ไปถึงเรื่องเกี่ยวกับระบบ ปาร์ตีลิสต์นะครับ ซึ่งระบบปาร์ตีลิสต์นั่นก็เปึ้นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้พรรคการเมือง เข้มแข็ง เนื่องจากว่า จะมีการนำเสนอนโยบายของพรรคได้ ผู้คนก็สามารถที่จะเลือก วิธีการอย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้กล่าวถึงว่า โอ.เค. หากว่าเราจะทิ้งคะแนนไปเลย มันก็น่าเสียดาย ก็น่าจะเอาไปไว้ที่พรรคบ้าง สมมุติว่า คนหนึ่งในเขตเดียวกัน ถ้าเกิด ๕๐,๐๐๐ คน แล้วมีอีกคนหนึ่งได้ ๔๐,๐๐๐ คะแนน อีกคนหนึ่งได้ ๓๐,๐๐๐ คะแนน เสียดาย ๗๐,๐๐๐ คะแนน แต่อย่าไปเสียดายเลยครับ สส. เขตนี่นะครับ ถึงแม้ว่า ๗๐,๐๐๐ คะแนนนั้นนี่มันจะเสียไป ผมเชื่อว่า คนได้รับเลือกตั้งเปึน สส. นี่ครับ ไม่ละเลย ต่ออีก ๗๐,๐๐๐ คะแนน ถ้าหากว่าเขาได้ ๕๐,๐๐๐ คะแนนนะครับ เขาได้ ๕๐,๐๐๐ คะแนน อีกคนหนึ่งได้ ๔๐,๐๐๐ คะแนน อีกคนหนึ่งได้ ๓๐,๐๐๐ คะแนน ผมเชื่อว่า คนที่เปึ้น สส. ที่ได้คะแนนมา ๕๐,๐๐๐ คะแนนนี่ เขาไม่ละเลยหรอกครับ กับอีก ๗๐,๐๐๐เสียง ที่ไม่ได้ลงคะแนนให้เขานะครับ เพราะฉะนั้นแล้วนี่ วันนี้เรากำลัง เลือกว่า ความนิยมของใครได้รับความนิยมสูงสุด คนนั้น ก็คือ คนซึ่งต้องพยายามมาดูแล พี่น้องประชาชนในพื้นที่ของเขาให้ได้ดีที่สุด เขาก็ต้องพยายามที่จะสร้างคะแนนของเขา ต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ คือ ผมกําลังสนับสนุนว่า เขตเล็กนี่ดีแล้ว อย่าไป ใช้วิธีเขตใหญ่เลยครับ เราจะได้คนที่มาจากพื้นที่หลากหลาย ซึ่งไม่ใช่คนที่มาช่วยเหลือ ประชาชนอย่างแท้จริงนะครับ นี่คือส่วนของผมเอง ขอพูดสนับสนุนเรื่องเกี่ยวกับเขตเล็ก ก่อนนะครับ ในส่วนของปาร์ตีลิสต์ ขณะนี้ก็มีแนวคิด ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็เชื่อว่าระบบ สัดส่วนนี่น่าจะดี แต่ผมจะมีเรื่องฝากอีกเรื่องหนึ่งเท่านั้นเองนะครับว่า ผมเปึนห่วงครับ ระบบสัดส่วน ในระบบซึ่งใช้วิธีการนับคะแนน แล้วก็เอาจำนวนโควตา (Quota) ของคะแนนนั้นมาคิดคะแนนนี่นะครับ หากว่าพรรคไหนนี่ได้จำนวน สส. ออกมาแล้ว จำนวนมากกว่าจำนวนสัดส่วน ยกตัวอย่างนะครับว่า สมมุติว่าเกิดว่าจะเปึ้น ๓๐๐ กับ ๑๐๐ หรืออะไรก็ตาม ปรากฏว่าพรรคไหนได้สัดส่วนออกมาแล้วนี่ ได้ ๑๕๐ เขต สมมุติ นะครับ แต่ปรากฏว่าในระบบสัดส่วนเขาได้อยู่แค่ประมาณ ๑๔๐ นี่ เขาก็ได้ ๑๕๐ เขาจะ ไม่มีปาร์ตีลิสต์อยู่ในนั้นเลย สุดท้ายเราต้องไปเอา สส. มาเปึนรัฐมนตรี การไปเอา สส. เขตมาเปึนรัฐมนตรีนี่ สร้างปัญหาเหมือนกันนะครับ ส่วนนี้ก็สร้างปัญหาเหมือนกัน เพราะว่าการที่เอา สส. เขตมาเปึ้นรัฐมนตรีนี่ ผมถามว่านายกรัฐมนตรีนี่จะเลือกใครมา เปึนรัฐมนตรี บางคนก็มีก๊วน ๒ คน บ้าง ๓ คน บ้าง เอามาเปึ้นรัฐมนตรี บางคนบอกว่า มีก๊วน ๗ คน ๘ คน ทำไมไม่เอาผมเปึ้นรัฐมนตรีล่ะครับ สุดท้ายแล้วในพรรคก็แตกกันอีก ผมไม่ต้องการ ที่จะทำให้ระบบพรรคการเมืองมันอ่อนแอ สส. ในพรรคนี่ต้องมาแตกกัน แล้วสุดท้าย แล้วนี่นโยบายพรรคก็ไม่สามารถที่จะนำไปใช้ในทางปฏิบัติได้ อันนี้ก็เปึ้นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมอยากจะฝากไว้นะครับ ขอบคุณมากครับ