สวิ่ง ตันอุด เสนอแนวคิดในการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสัดส่วนความคิดหลากหลายในสภา เพื่อให้ระบบรัฐสภาของประเทศไทยเข้มแข็งและสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกตั้ง โดยเสนอระบบสัดส่วนเพื่อลดการซื้อเสียง และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้ง
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สวิ่ง ตันอุด ผมคิดว่า ในการอภิปรายนี่นะครับ ผมอยากจะตั้งต้นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับว่า การแก้ไข รัฐธรรมนูญหรือการร่างรัฐธรรมนูญของเราฉบับนี้นี่นะครับ ทําอย่างไรถึงจะตอบคําถาม เรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองที่ผ่านมาให้ได้ การปฏิรูปการเมือง ก็คือ หมายความว่า เราจะทําการเมืองของเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ แล้วก็ทําให้ระบบการเมืองของเราเปึน ระบบการเมืองที่แท้จริง นั่นก็คือว่า เราจะต้องตอบคำถามอยู่สองสามเรื่องครับ ท่านประธาน ก็คือ ๑. นี่ทําอย่างไรเราถึงจะให้สภาที่จะเรียกว่า เปึนสภาผู้แทนราษฎรนี้ ก็ตาม เปึนสภาของการเมือง เปึนสภาของความหลากหลายทางความคิดที่แท้จริง ผมคิดว่าต้องตอบคำถามนี้ด้วยนะครับ ซึ่งผมจะอธิบายต่อไป ประการที่ ๒ ก็คือว่า เราจะต้องตอบคำถามว่า ทำอย่างไรนะครับ เราถึงจะทำให้พฤติกรรมการเลือกตั้งของ นักการเมือง แล้วก็ของประชาชนนี่เปลี่ยนไปจากสิ่งที่เรียกว่า ใช้เงินในการที่จะมีบทบาท สําคัญในแง่ของการเลือกตั้ง ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ ก็เปึนประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่า ทําอย่างไรเราถึงจะแก้โจทย์ ในเรื่องเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียงนะครับ ที่เปึนโจทย์ มาโดยตลอด ถ้าเราไม่สามารถที่จะปฏิรูปการเมืองและแก้ตรงนี้ได้นี่ ผมคิดว่าเราก็ยัง ล้มเหลวในแง่ของการปฏิรูปการเมืองอยู่ดีนะครับ เรื่องนี้ถ้าเราสามารถที่จะตอบโจทย์ สองสามโจทย์นี้ได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็จะทําให้การปฏิรูปการเมืองของเราพัฒนาไปอีก ขั้นหนึ่งนะครับ ผมอยากจะอธิบายประเด็นแรกนะครับ ที่ผมอภิปรายนี่เพื่อที่จะสนับสนุน หลักการในแง่ของการที่เราจะต้องใช้เรื่องเกี่ยวกับสัดส่วนเข้ามามีบทบาทสำคัญในแง่ของ การเลือกตั้ง ในเมื่อปักธงแบบนี้แล้วนี่นะครับ ผมคิดว่าประเด็นแรกที่เราบอกว่า ทําอย่างไรเราถึงจะให้เวทีของสภาเปึนเวทีของการเล่นการเมืองที่แท้จริง นั่นก็ หมายความว่า คำว่า สัดส่วนไม่ได้เปึ้นสัดส่วนของคะแนนเท่านั้น แต่นั่นหมายความว่า เปึ้นสัดส่วนของความหลากหลายทางความคิดของคนในสังคม ในสังคมตอนนี้นะครับ ผมคิดว่ามี ๒ พื้นที่ ๑. คือพื้นที่ในทางภูมิศาสตร์ที่เราแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหลาย ออกไป นั่นเรียกว่า เปึนพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ผมคิดว่า เรื่องนี้ก็เปึนเรื่องดั้งเดิมที่เราทำกัน มาอยู่แล้ว พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ก็เปึนเรื่องปกติ ดังนั้น เขตก็ยังคงมีอยู่แต่เดิม ก็ยังจะต้อง ใช้ต่อ แต่เรามีพื้นที่อีกพื้นที่หนึ่งครับ ซึ่งเราไม่ค่อยจะตระหนักกันมากนัก ก็คือ พื้นที่ทาง ความคิดครับ ของคนในทางสังคม ถ้าเราตรวจสอบคนในสภานี้ว่ามาจากจังหวัดไหน เราก็ตรวจสอบได้ว่า เข้ามาจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ไหน แต่ถ้าเราตรวจสอบคนในสภานี้ ว่า มีพื้นที่ทางความคิดแบบใด ผมคิดว่า เราก็จะร่วมกลุ่มกันอีกแบบหนึ่งทันทีเลย ดังนั้น สังคมมี ๒ พื้นที่นี้ครับ ระบบสัดส่วนทําอย่างไรถึงจะทําให้สภามีพื้นที่ทางความคิดของคน ที่ต่างกันในทางความคิดเข้ามามีพื้นที่ของตัวเองในการที่จะพูดถึงปัญหาของตัวเอง ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเรายังออกแบบแบบเดียว คือ แบบพื้นที่ทางด้าน ภูมิศาสตร์ ผมก็คิดว่าไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ และที่สุดเราก็เล่นการเมืองกัน นอกสภาตลอดไป และถึงที่สุดเล่นการเมืองนอกสภาจนป์วนเมืองไปทั้งหมด ถึงที่สุดก็คือ หันมายุบสภา ทั้ง ๆ ที่สภาไม่มีความผิดอะไรเลย ถ้าเราปฏิรูปการเมือง เราต้องสร้าง สภานี้ให้เปึ้นสภาของความคิด ให้เปึนสภาของการที่จะให้คนหลากหลายความคิดมาต่อสู้ กันที่นี่ พอมีปัญหามาสู้กันที่นี่ คุณมีสัดส่วน ๓ เปอร์เซ็นต์ คุณก็มีสัดส่วนของคนอยู่ในนี้ ๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณมีสัดส่วนของความคิด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คุณก็มีสัดส่วนอยู่ในนี้ ดังนั้น สภาจะกลายเปึนพื้นที่เล่นการเมืองกันอย่างแท้จริง แล้วระบบรัฐสภาของเราจะเข้มแข็ง ทีนี้ที่ผ่านมาเราผิดครับ เราหลงทาง เราไม่สามารถที่จะสร้างสภานี้ ให้เปึ้นสภา แห่งความคิดได้ ความหลากหลายทางความคิดได้ เพราะเราไปยึดพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ นี่เปึนตัวตั้ง ระบบรัฐสภาของเราก็เลยไม่พัฒนา ผมเองทำงานกับคนกลุ่มน้อยนะครับ ถามว่าคนกลุ่มน้อยเวลามีปัญหาจะเข้ามาใช้พื้นที่ ในสภาได้ไหม ไม่มีครับ เขาหมดหวังกับระบบรัฐสภา ในเมื่อหมดหวังกับระบบรัฐสภา เขาก็เล่นการเมืองนอกสภา ดังนั้นเดินครับ ถนนกลายเปึ้นที่เล่นการเมืองของคนเหล่านี้ พื้นที่ของถนนกลายเปึนพื้นที่การเมืองของคนเหล่านี้ เดินตั้งแต่เชียงดาวมาจนถึง หน้าทำเนียบก็เคยเดินมาแล้ว ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้แหละ เราจะต้องช่วยกันพิจารณา ดังนั้น ถ้าเราออกแบบเรื่องสัดส่วนที่เปึนสัดส่วนของคนที่มีความคิดในสังคม เราออกแบบ แล้วให้เขาเข้ามาใช้พื้นที่นี้ ผมคิดว่าการเมืองนอกสภาก็จะกลายมาเปึ้นเรื่องที่ประกอบ ทั้งหมดจะกลายมาอยู่ในสภานี้ทั้งหมด ซึ่งเขามีทางออก เขามีช่องทาง ดังนั้นนี่นะครับ เราจะเห็นได้เลยว่า เราไม่ได้มีพื้นที่เฉพาะทางภูมิศาสตร์เท่านั้น ตอนนี้ถ้าถามว่า ผู้ใช้แรงงานเขาจะเข้ามาใช้พื้นที่ไหน ไม่มี ไม่มีพรรคแรงงานที่จะปกปัองผลประโยชน์ ของเขา เรามีพรรคของคนกลุ่มน้อยไหม ไม่มีพรรคของคนกลุ่มน้อย ซึ่งเขาบอกว่า มีจำนวนนับล้านคนที่มีอยู่ในขณะนี้ เรามีพรรคของศาสนาบางศาสนาหรือเปล่า ซึ่งบางพื้นที่เขาก็ตั้งพรรคทางด้านความเชื่อทางด้านศาสนาขึ้นมา ซึ่งพรรคเหล่านี้ ไม่มีทางหรอกครับที่จะมาจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ทําอย่างไร เราถึงจะทําให้เขามีพื้นที่เรื่องนี้ ได้ ผู้หญิงจะขึ้นมามีปากมีเสียงได้ไหม พรรคที่สนับสนุนแนวความคิดของผู้หญิง หรือกลุ่มอย่างพวกผมที่ทำงานทางด้านสิ่งแวดล้อม ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ มีโอกาส บ้างไหมในการที่จะมีที่นั่งในสภาแห่งนี้ในการที่จะเสนอความคิดของตัวเอง ซึ่งนี่เรียกว่า สัดส่วน ไม่ได้เปึ้นเฉพาะสัดส่วนในเรื่องของคะแนนเท่านั้น แต่ต้องออกแบบ เพื่อที่จะให้ ความแตกต่างทางความคิดของคนในสังคมเข้ามาใช้พื้นที่นี้ให้ได้ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้ สำคัญ ถ้าเราทำแบบนี้ได้แล้วนี่นะครับ ผมคิดว่า เราก็จะได้สภาแห่งนี้กลายมาเปึนที่ สะท้อนความคิดของคนทุกกลุ่มในทางสังคมนะครับ ผมคิดว่า เรื่องนี้สําคัญ ดังนั้น นี่นะครับ ผมคิดว่า การที่เราจะปฏิรูปการเมือง แล้วทําให้สัดส่วนของคนที่มีความคิด เข้ามาในสภาเปึนเรื่องที่สำคัญ อันนี้คือเรื่องที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตในอันดับแรกว่า ถึงที่สุดเราจะพัฒนาระบบรัฐสภาของเราเข้มแข็งขึ้น
ทีนี้ประการที่ ๒ ก็คือ เรื่องของการเปลี่ยนพฤติกรรมของการเลือกตั้ง ของนักการเมืองก็ดี ของผู้ที่มาเลือกตั้งก็ดี ทุกวันนี้ ก็คือว่า พอไปสู้กันในพื้นที่ เงินใครหน้า กว่ากัน คนนั้นก็ได้เข้ามานะครับ เราสู้กันที่ว่าใครมีเงินมาก แต่ถ้าเรามีระบบสัดส่วนที่ดี นักการเมืองก็จะคอยที่จะเสนอนโยบายทางการเมืองของตัวเองว่า ทำอย่างไรถึงจะขายได้ ประชาชนถึงจะพึงพอใจ ประชาชนก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมในการที่จะดูว่า พรรคการเมือง ไหนตอบสนองกับตัวเองได้มากที่สุด ก็จะเลือกพรรคการเมืองนั้น ซึ่งผมคิดว่า อันนี้ก็จะทำให้พฤติกรรมของการเลือกตั้งของเรานี่เปลี่ยนไปด้วย เพราะเมื่อไรเรายึดพื้นที่ อย่างเดียว เราก็ยังอยู่ในพฤติกรรมเดิม พื้นที่ทางด้านภูมิศาสตร์อย่างเดียว เราก็ยังเลือก พฤติกรรมเดิม ซึ่งผมคิดว่า อันนี้เปึนองค์ประกอบที่จะมาประกอบในแง่ของระบบสัดส่วน ที่เราจำเปึ้นจะต้องคิดขึ้น ในขณะนี้เอง ถึงที่สุดถ้าเราทำแบบนี้แล้วพัฒนาระบบของการ เลือกตั้งของเรานะครับ ให้มีระบบของตัวแทนกลุ่มความคิดมากยิ่งขึ้น ต่อไปอาจจะมี พรรคนั้น พรรคนี้ ในกลุ่มความคิดเดียวกัน แล้วมีสัดส่วน มีที่นั่งในสภานะครับ หลังจาก นั้นเขาก็จะเลือกกันเองในฐานะที่นิยมในอุดมการณ์ ไม่ใช่นิยมในเรื่องเกี่ยวกับเงินที่ถูกเอา ไปแจกให้ ระบบของการซื้อเสียงของเราเองก็จะลดน้อยลง อย่างน้อยที่สุดถ้าเราบอกว่า แบ่งครึ่ง ๆ ระหว่างพื้นที่ทางภูมิศาสตร์กับพื้นที่ทางความคิด พื้นที่ทางความคิดอย่างไรก็ ยังเปึนอุดมการณ์นะครับ ในการที่จะเลือกคนที่มีอุดมการณ์แบบนั้น พรรคการเมืองของ ตัวเองที่ตัวเองสนับสนุน ดังนั้น ระบบการซื้อเสียงก็จะลดลง ผมไม่ได้พูดว่า จะหมดสิ้นไป แต่ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้จะทําให้เราพัฒนาระบบการเมืองของเราให้เข้มแข็ง มากยิ่งขึ้น ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ