สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๒๘ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๐

พิสิฐ ลี้อาธรรม พูดเรื่องการแก้ไขคำว่า "เสรี" ในรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าไม่มีเศรษฐกิจที่เป็นเสรีแบบแท้จริง และต้องการให้รัฐดูแลประชาชนและผู้ด้อยโอกาส

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ กระผมขออนุญาตตอบประเด็นแรก ที่ท่านประธานได้ ถามขึ้นมาก่อนนะครับว่า ในการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับมาตรา ๗๗ นั้นนี่ จะไปไว้ ที่ไหนนะครับ ซึ่งเมื่อวานนี้กระผมก็ได้หารือกับเพื่อน สสร. หลายท่านด้วยกัน ก็เห็นพ้อง กันครับว่า ควรจะต้องมีการปรับถ้อยคำ ทั้งในมาตรา ๗๗ แล้วก็ในมาตรา ๘๓ จะมีตรงใน ส่วนที่ว่าด้วยการออมเพื่อชราภาพนี่นะครับ เพื่อใช้ในยามชรานี่นะครับ ว่า จะให้มีการ เพิ่มเติมถ้อยคําลงไปว่า ให้รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย ขณะเดียวกันตรงมาตรา ๗๗ (๑๐) นี่นะครับ ก็จะมีการปรับถ้อยคําให้บอกว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ อย่างเหมาะสม อันนี้เวิร์ดดิง (Wording) นี่ ทางผู้ช่วยเลขานุการของกรรมาธิการก็จะร่างประเด็น ให้ ซึ่งประเดี๋ยวถ้าเราไปมาตรา ๘๓ (๒) แล้วนี่ ก็คงจะพูดประเด็นนี้อีกทีหนึ่งนะครับ แต่ในช่วงต้นนี้ กระผมขออนุญาตที่จะตอบประเด็น ที่ท่าน สสร. ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจเสรีนะครับว่า มีความเหมาะสมอย่างไรที่จะมีการใช้ถ้อยคำ ในรัฐธรรมนูญของเรานะครับ กระผมขออนุญาตเริ่มต้น โดยเท้าความให้ท่านเห็นนะครับ ว่า จริง ๆ แล้วนี่ ในทางเศรษฐศาสตร์นะครับ ซึ่งในที่นี้ก็มีเพื่อน สสร. หลายท่านก็เปึน นักเศรษฐศาสตร์เหมือนกัน ก็คงจะเห็นด้วยกันนะครับว่า คำว่า เสรี นี่ ไม่มีที่ไหนที่เปึ้นเสรี อย่างแท้จริง แม้กระทั่งในประเทศที่เปึนทุนนิยมอย่างสุดโต่ง อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษนี่นะครับ เขาก็ยังมีกลไกในการดูแลประชาชนนะครับ มีกลไกในการกํากับ มีการแทรกแซงของรัฐ มีการจะออกกฎหมาย ที่เรียกกันว่า แอนไททรัสต์ ลอว์ (Antitrust law) กฎหมายปัองกันการผูกขาดนะครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ชี้ให้เห็นครับว่า จริง ๆ แล้วนี่ความ เปึ้นเสรีอย่างสุดโต่งนี่ มันไม่มีที่ไหนในโลกนะครับ หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เราเข้าใจกันในทาง ทฤษฎีที่ว่า ถ้าเสรีจะต้องเปึนระบบที่มือใครยาวสาวได้สาวเอานะครับ เปึ้นระบบที่รัฐนี่จะ เข้าไปดูแลคนจนไม่ได้นะครับ ใครมีโอ่งใบใหญ่กว่า ก็จะสามารถรองรับน้ำได้ และรัฐก็ ไม่ต้องไปสนใจว่า ใครไม่มีโอ่ง ก็ไม่ต้องไปรับน้ำจากฝน อย่างที่ท่านอดีตนายก็ได้เคย กล่าวไว้นะครับว่า ทั้งหมดนี้เปึ้นเรื่องของธรรมชาตินี่นะครับ ซึ่งสิ่งนี้ผมคิดว่า ในทาง เศรษฐศาสตร์ หรือว่าในทางวิชาการนี่ ไม่มีใครที่เห็นว่า เศรษฐกิจเสรีแบบสุดโต่งนี่มันเปึน จริงนะครับ ในทางปฏิบัติแล้วนี่ สุดท้ายทุกประเทศต้องพยายามจัดระบบสังคมนิยม ระบบที่จะให้มีการดูแลประชาชน ดูแลผู้ด้อยโอกาสนะครับ ดูแลเอสเอ็มอีส์ (SMEs – Small and Medium Enterprises) ไม่ว่าจะเปึ้นในญี่ปุ์น หรือในยุโรปนะครับ หรือใน อเมริกา ก็มีการดูแลเรื่องคนกลุ่มน้อย เหล่านี้ เปึนต้น ลงไปในบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ของเขา หรือว่าในระบบของการบริหารจัดการของเขานะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการ บริหารจัดการของรัฐ ในเรื่องนี้นะครับ ก็คงจะต้องเปึ้นเรื่องที่ว่า รัฐนี่จะต้องดูความ เหมาะสมว่า จะเข้าไปแทรกแซงอย่างไรนะครับ ที่จะให้ประชาชนนี่ได้ประโยชน์สูงสุด เพราะว่า การที่ว่าเศรษฐกิจเสรีจะต้องมุ่งหากำไรสูงสุดนี่ จริง ๆ แล้วระบบผูกขาดนี่ ก็ต้องการมุ่งกำไรสูงสุด และกำไรสูงสุดที่น่าเกลียด น่าชังกว่าเศรษฐกิจเสรี เพราะเสรี ก็คือ ยังเป่ดให้คนอื่นมีโอกาสบ้าง แต่ระบบผูกขาดที่สุดท้าย ก็คือ มุ่งกำไรสูงสุดอยู่ดีนี่ นะครับ ไม่เป่ดโอกาสให้ใครต่อใครเข้ามามีบทบาท มีส่วนร่วมเลยนะครับ เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วนี่ ความหมายของคำว่า เสรี ของเราในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราไม่ได้ต้องการที่ จะประสงค์ให้บอกว่า รัฐนี่จะเป่ดทางให้ใครมือยาวสาวได้สาวเอา หรือว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ เอาเปรียบบริษัทขนาดเล็ก หรือว่าให้ธุรกิจนี่เอาเปรียบผู้บริโภคนะครับ จริง ๆ แล้วนี่ นะครับ หลักปฏิบัติของรัฐ ก็คือ รัฐต้องดูแลให้เกิดการแข่งขันอย่างเปึนธรรมนะครับ เพื่อ จะให้บริษัทขนาดเล็ก หรือว่าประชาชนนี่ได้รับผลนะครับ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ และทุก วันนี้นี่นะครับ แม้กระทั่งบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติทั้งหลายทั้งปวง ทุกวันนี้นี่นะครับ ก็ต้อง ถูกกดดันให้มุ่งดูแลเรื่องสังคม ดูแลเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่เรียกกันว่า ทรูปเปอร์ บอตท่อม ไลน์ (Trooper bottom line) นะครับ เราจะเห็นได้ว่าบริษัทในต่างประเทศทุกวันนี้เขาก็ จะต้องพยายามดูแลในส่วนนี้ แน่นอน บอตท่อม ไลน์ เขาก็ยังคงเปึ้นเรื่องกำไรอยู่ดี แต่เราก็จะต้องมีการดูแลว่า เขานี่ต้องดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ให้ปล่อยมีก๊าซ (Gas) คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide) เข้าไปในบรรยากาศมากเกินไปนะครับ หรือว่า เรื่องของการไม่เอาเปรียบลูกจ้าง เหล่านี้เปึนต้นนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ผมขอ อนุญาตที่จะเรียนท่านกรรมาธิการ ที่ตั้งข้อสังเกตนี้ขึ้นมาครับว่า หลักของการบริหาร ประเทศนะครับ เราคงต้องดูความเหมาะสมในส่วนนี้ นะครับ แล้วก็ประเด็นเกี่ยวกับเรื่อง ความเสรี ไม่เสรีนี่นะครับ จริง ๆ แล้วมันก็มีข้อพิสูจน์ ที่เกิดขึ้นมากมายครับว่า ประเทศ ต่าง ๆ ที่ไม่เป่ดให้มีการแข่งขันนี่นะครับ หรือว่าใช้ระบบของการ รัฐนี่เข้าไปจัดการ เข้าไป กำหนดมากเกินไป มันก็นำไปสู่ประโยชน์ที่จะตกอยู่กับคนกลุ่มน้อย ตกอยู่กับนายทุน นะครับ ตกอยู่กับผู้ที่ผูกขาด หรือผู้ที่ครอบครองตลาดอยู่แล้ว ไม่เป่ดโอกาสให้บุคคลอื่นนี่ เข้าไป เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ที่เขียนเอาไว้นะครับ ในมาตรา ๘๗ นะครับ มาตรา ๘๗ ทั้งมาตรา ที่มีการย้ําในประเด็นนี้นะครับ ก็เปึนการเขียนที่เหมาะสม แล้วก็ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่ เราก็ไม่ควรจะละเลยในประเด็นนี้ เพราะว่าประเด็นนี้ มีความสําคัญต่อทิศทางในการลงทุน ทิศทางในการค้าของประเทศไทยในระยะข้างหน้า ในป้ที่ผ่านมา เราคงจะทราบดีครับ ท่านผู้มีเกียรติครับ ว่า ประเทศไทยของเราได้รับ ผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองนะครับ ผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ถัดถอย จนกระทั่ง ประชาชนเกิดความเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า ทั้งที่ประเทศอื่น ๆ ในรอบข้างของเรา นะครับ มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ป้นี้เปึนป้ที่เศรษฐกิจในยุโรป เศรษฐกิจในญี่ปุ์น หรือแม้กระทั่ง อเมริกาเองนี่ ก็ยังถือว่าไปได้ดี เศรษฐกิจในเอเชีย ไม่ว่าจะเปึนจีนนะครับ ไม่ว่าจะเปึน มาเลเซีย ฟ่ลิปป่นส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย ก็ไปได้ดีมาก ผู้ที่ประกอบการค้า การส่งออกนี่ ก็มีความเห็นพ้องกันครับว่า เพื่อนบ้านของเรานี่ไปได้ดีมาก มีแต่ ประเทศไทยนี่ ที่ป้นี้เปึนที่เราย่ำแย่มาก เพราะผลพวงจากความไม่แน่นอนของภาวะ การเมืองของบ้านเรา และนโยบายของรัฐนะครับ มีเรื่องหลายเรื่องที่ทำให้เกิดความ ไม่มั่นใจในการดำเนินการของรัฐในอนาคตนะครับ ซึ่งก็เปึ้นเรื่องที่น่าเสียดายครับ อย่างมาตรการเรื่องของการที่เรามีการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการค้าปลีก แก้กฎหมาย เกี่ยวกับธุรกิจคนต่างด้าวนะครับ กฎหมายเกี่ยวกับการแปรรูปนะครับ หรือเรื่องของ มาตรการของทางการ เกี่ยวกับเรื่อง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ (Percent) ต่อการนำเข้าทุนนะครับ หรือเรื่องของแม้กระทั่งที่เรามีการอภิปรายกันในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ก็สร้างความฉงน สนเท่ห์ให้กับผู้ลงทุนไม่น้อยนะครับ โดยเฉพาะชาวต่างประเทศ ว่า ประเทศไทยจะเดิน ไปสู่ทิศทางไหน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราเขียนรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี่ แล้วก็ลบ คำว่า เสรี ออกจากรัฐธรรมนูญของเรานี่ ผมก็คิดว่า เปึนการย้ําเตือนให้เขาเห็นครับว่า เอ๊ะ ของเรา จะเดินไปสู่ทิศทางที่ป่ดประเทศหรือเปล่า ผมคิดว่า ประเด็นนี้เปึนประเด็นที่น่าจะต้องเอา ใจใส่ครับว่า มันจะคุ้มหรือเปล่าที่เราจะไปให้เกิดความรู้สึกกันแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงหลังของเรานะครับ ที่เรามีการปฏิวัติรัฐประหารก็ดี เรื่องของการอายัดทรัพย์ก็ดี นะครับ สิ่งเหล่านี้นะครับ ก็เปึนสิ่งที่ทําให้เขานี่มีความรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจพอสมควร เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะขอเรียนว่า เรื่องอันนี้นะครับ มันมีผลต่อความสามารถในการ แข่งขันของประเทศไทยในอนาคต ถ้าเกิดการค้า การลงทุนของเราฝ๋ดเคือง เพราะว่าเขา มีความมั่นใจในประเทศอื่น ๆ รอบข้างมากกว่า แม้กระทั่งเวียดนาม ฟ่ลิปป่นส์ หรือ อินโดนีเซีย ซึ่งเมื่อก่อนหน้านี้ก็เจอปัญหาการเมืองนะครับ แต่ช่วงหลังเขาก็ปรับเนื้อ ปรับตัวดีขึ้น ถ้าประเทศของเรานี่ครับ มีการปรับเปลี่ยนกฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี่นะครับ โดยลบ คำว่า เสรี ออกนี่ครับ ผมก็อยากจะขออนุญาตที่จะย้ำเตือน นะครับว่า เราคงจะได้รับผลกระทบพอสมควรนะครับ ยากแก่การที่เราจะไปชี้แจง แล้วก็ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเรากับนานาประเทศก็จะเสื่อมถอยลงไปได้ครับ ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนในประเด็นที่ท่านได้ยกขึ้นมานะครับ สำหรับเรื่องของความ เปึ้นธรรมนั้นครับ แน่นอน ประเด็นนี้ ก็เปึนประเด็นหนึ่งที่กรรมาธิการก็ได้มีการพิจารณา แล้วก็ได้มีการใส่ไปแล้วในวรรคหกนะครับ ที่ว่า จะให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเปึนธรรม ปัองกันการผูกขาด เพราะฉะนั้นก็เปึนสิ่งที่เราเห็นด้วยกันครับ ขอบพระคุณมากครับ