สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เสนอการแก้ไขมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้บุคคลที่ทราบการกระทำที่อาจล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สามารถนำเรื่องเสนอต่ออัยการสูงสุดได้ โดยไม่ต้องเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้แปรญัตติ มาตรา ๖๗ ครับ กราบเรียนท่านประธานสภา และท่านกรรมาธิการยกร่างอย่างนี้ครับว่า มาตรา ๖๗ นี้ อยู่ในส่วนที่ ๑๓ คือ สิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึ้นส่วนหนึ่งในหมวด ๓ ซึ่งว่าด้วย เรื่องของสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย บทบัญญัติในมาตรา ๖๗ นี้ ได้บัญญัติให้เปึน สิทธิของบุคคลที่จะใช้สิทธิในการนำเรื่องเสนอต่ออัยการสูงสุด ในกรณีที่ทราบว่า มีบุคคล หรือมีพรรคการเมืองที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อเปึนการล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข นอกจากนี้ในมาตรา ๖๗ ยังกําหนดผลของการกระทําว่า ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทําที่มี ผู้ร้องเรียนนั้น เปึนการกระทำที่มีลักษณะตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง และวรรคสอง คือ มีการกระทำที่มีลักษณะเปึนการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุขนั้น จะมีผลที่ทําให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถมีคําสั่ง ยุบพรรคการเมืองได้ ในกรณีที่ผู้กระทำเปึนพรรคการเมือง นอกจากนั้น ในวรรคท้ายของ มาตรานี้ ที่ท่านกรรมาธิการยกร่างได้มีบทบัญญัติเพิ่มเติมมา มีผลให้เพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งของผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งเปึนกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรค ด้วย นอกจากนี้ ถ้าเราย้อนไปดูในวรรคสองของมาตรานี้ จะพูดได้เลยว่า การดำเนินการ ของอัยการสูงสุดในกรณีที่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยการกระทำของบุคคล หรือพรรคการเมืองว่า มีลักษณะของการกระทำที่เปึนการล้มล้างการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยหรือไม่นั้น ไม่ตัดสิทธิในการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำการดังกล่าว ทั้งหมดที่ผมนำเรียนมานี้ จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติของมาตรา ๖๗ นั้น มีลักษณะของการที่ จะลงโทษ ทั้งในเชิงของการเปึนโทษในทางอาญา ตามที่ปรากฏอยู่ในข้อความใน วรรคที่ ๒ รวมถึงโทษที่ไม่มีลักษณะเปึนโทษทางอาญา แต่เปึนการลงโทษตามกฎหมาย ว่าด้วยเรื่องของการเลือกตั้งหรือการเมือง นั่นคือ โทษของการยุบพรรค รวมถึงโทษของ การตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มีการกระทำดังกล่าว เมื่อเปึนเช่นนี้แล้วนี่ กระผมจึงมีความเห็นว่า สิทธิของบุคคลที่จะนำเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุด ในกรณีที่เขา ทราบว่า หรือพบว่า มีการกระทำที่เข้าข่ายในลักษณะที่จะเปึนการกระทำที่เปึนการ ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุขนั้นนี่ จึงไม่ จำเปึนว่า จะต้องเปึนผู้รู้เห็นเหตุการณ์นั้นเสียก่อน ถ้าเราใช้คำว่า ผู้รู้เห็น ดังที่บัญญัติอยู่ ในมาตรา ๖๗ วรรคแรกนะครับ ก็จะทำให้เหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นเสียก่อน แล้วผู้รู้เห็น เหตุการณ์นั้นจึงจะมีสิทธิที่จะนำเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุด ผมเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับว่า ในทางอาญานั้นนี่ ถ้าเราทราบว่า มีการกระทำความผิดกฎหมาย อาญาเกิดขึ้น แม้ไม่รู้ตัวว่า ผู้ใดเปึนผู้กระทำความผิด ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญาก็ยังเป่ดช่องว่า สามารถไปกล่าวโทษกับเจ้าพนักงานได้ เพื่อให้เจ้าพนักงานทำการ สอบสวนว่า มีการกระทำความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริงไหม เพียงแค่ทราบเท่านั้น ก็สามารถที่จะใช้สิทธิในการที่จะไปกล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานของรัฐได้ เมื่อนำบทบัญญัติ ในเรื่องของการกล่าวโทษในทางอาญามาเปรียบเทียบกับมาตรา ๖๗ เราจะเห็นว่า ระดับ ของความผิด ความร้ายแรง และผลเสียหายสูงกว่าการกระทำความผิดในทางอาญามาก เพราะเปึนเรื่องของการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เปึนประมุข แล้วเช่นนี้ ทําไมเราถึงต้องเขียนเปึนเงื่อนไขว่า ผู้ที่จะมีสิทธินําเรื่องเสนอต่อ อัยการสูงสุดนั้น ต้องเปึนผู้ที่รู้ถึงการกระทำนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราพิจารณาประกอบว่า มาตรา ๖๗ นั้นนี่ เปึ้นเรื่องของสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งผมถือว่า เปึ้นสิทธิของ ปวงชนชาวไทยทุกคนที่เขามีหน้าที่ ที่เขามีสิทธิในการที่จะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ พิทักษ์ รักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุข เพราะฉะนั้น เพียงแค่ทราบว่า มีบุคคลหรือมีพรรคการเมืองใด กำลังจะดำเนินการไปในวิถีทางเพื่อให้ ได้อํานาจรัฐมา นอกเหนือจากวิธีการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผู้ทราบเหตุการณ์นั้น ควรที่จะต้องมีสิทธิที่จะมาร้องเรียนต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้ทําการตรวจสอบได้แล้ว แล้วขั้นตอนที่มาร้องเรียนนั้นนี่ ก็เปึ้นหน้าที่ของอัยการสูงสุดครับ ท่านประธานครับ ที่จะต้องตรวจสอบเรื่องราวว่า มีมูลหรือไม่มีมูล ก่อนที่ท่านจะนำเรื่องเสนอต่อศาล รัฐธรรมนูญให้ดําเนินการในขั้นตอนต่อไป เพราะฉะนั้นผู้ที่จะมาช่วยกันพิทักษ์ รัฐธรรมนูญ พิทักษ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เปึน ประมุขนั้น จึงไม่ควรที่จะกำหนดเงื่อนไขว่า ต้องเปึ้นผู้รู้ในเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่การ ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ด้วยเหตุผลที่ได้กราบเรียนท่านประธานมา กระผมจึงได้ใช้สิทธิขอแปรญัตติข้อความในวรรคที่ ๑ ครับ ท่านประธานครับ ว่า ในกรณีที่ บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำ ขอแก้ไขคําว่า ผู้รู้ เปึน ผู้ทราบการกระทําดังกล่าวมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ กราบเรียนท่านประธานครับ