วุฒิสาร ตันไชย เสนอข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรา 44 ที่เกี่ยวข้องกับหลักประกัน โดยเน้นย้ำว่า กรอบในการปฏิบัติหลักประกันสภาพการทำงานตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญจะต้องคิดถึงกฎหมายที่มีอยู่เดิมด้วย และระบุว่าหลักประกันการดำรงชีพของผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบอาชีพด้วยตนเอง ไม่ได้มีเฉพาะจากของรัฐและนายจ้างเท่านั้น แต่ยังมีระบบประกันตนเองและระบบการออมอีกด้วย
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการ ครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านผู้มีเกียรติที่ได้อภิปราย ในมาตรา ๔๔ ที่เกี่ยวข้องกับหลักประกัน ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ในส่วนที่เปึนเรื่องที่เปึนกรอบของหลักประกัน การที่กรรมาธิการไม่ได้ระบุเรื่องของรายได้ สวัสดิภาพการทำงาน และสวัสดิการสังคมไว้ มีเหตุผลสองสามประการครับ แล้วก็ไม่ได้ เกี่ยวข้องกับงบประมาณ
ประการแรก ก็คือว่าหลักประกันของบุคคลผู้อยู่ในหมวดนี้ คือ หลักประกันของ บุคคลผู้ประกอบอาชีพ ซึ่งผู้ประกอบอาชีพมีหลายส่วนนะครับ ดังนั้น หลักประกันในเรื่องของ การประกอบอาชีพนั้น จึงมีหลักประกันที่กำหนดเอาไว้ทั้งในภาวะการทำงานและพื้นภาวะ การทำงาน แต่อย่างไรก็ตามครับ ในหลักประกันทั้งหมดนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า แนวทางหรือที่มาของหลักประกันมีหลายอย่าง หลักประกันอันเกิดจากที่จะทำให้เฉพาะกลุ่ม ผู้มีปัญหาหรือผู้ขาดโอกาส นี่ก็เปึนหลักประกันอย่างหนึ่งครับ ที่เราเรียกว่า การสังคมสงเคราะห์ หลักประกันประการที่ ๒ คือ หลักประกันในการที่เปึนหลักประกันว่า บุคคลทั่วไปสามารถจะได้รับประโยชน์จากสวัสดิการสังคม จากการจัดบริการของรัฐ ซึ่งเราเรียกว่าเปึนการบริการสังคม หลักประกันประการที่ ๓ อาจจะมาจากหลักประกัน ที่เรียกว่า เปึนหลักประกันในการประกันตน ดังนั้น หลักประกันที่มาจาก ๓ แหล่งนี้ จึงเอาไปใช้ กับบุคคลในหลายสถานะ ในบุคคลที่ขาดแคลนหลักประกันในเรื่องของการช่วยเหลือทางสังคม เปึ้นหลักใหญ่ หลักประกันของบุคคลทั่วไปที่นอกเหนือจากสภาพบังคับการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงานที่กฎหมายแรงงานได้กำหนดแล้ว ก็มีหลักประกันในเรื่อง การจัดสวัสดิการสังคม ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้กําหนดและตราเอาไว้หลายอย่าง ซึ่งอยู่ใน หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รวมทั้งสิทธิของประชาชนในโอกาสที่ได้รับการบริการจากรัฐ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการศึกษา เรื่องของสุขภาพอนามัย และเรื่องอื่น ๆ หลักประกัน ประการที่ ๓ ที่ผมกราบเรียนว่า เปึนหลักประกันเพื่อการประกันตน เปึนหลักประกันที่เกิดจาก ระบบที่หลายฝ์ายร่วมกันในการที่จะประกันตนเอง บางระบบ รัฐ นายจ้าง และลูกจ้างร่วมกัน บางระบบเปึนเรื่องของเฉพาะนายจ้าง แล้วก็ลูกจ้าง ดังนั้น เมื่อแหล่งที่มาของหลัก ในการหลักประกันของสภาพการทำงานมีความแตกต่างกัน ในมาตรานี้ จึงไม่สามารถไป กำหนดในเบื้องต้นได้ว่า จะมีหลักประกันในส่วนที่เปึนรายได้สักเท่าไร ในส่วนที่จะเปึ้นเรื่องของ ความปลอดภัย ในเรื่องของสวัสดิการสังคมอย่างไร เราจึงพยายามที่จะเป่ดโอกาสที่จะ ขยายขอบเขต ถ้าท่านอ่านดูจะเห็นว่าประเด็นที่จะเห็นว่า ตามที่ท่านสมาชิก ท่าน สสร. วิชัย นะครับ ท่านอาจารย์วิชัย ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ว่า ขอให้กำหนดว่า ทั้งนี้ ตามกฎหมาย บัญญัติ แล้วอาจารย์ก็ไม่ติดใจ เพราะจริง ๆ แล้วในบทเฉพาะกาล ในมาตรา ๒๙๓ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กําหนดเอาไว้แล้วว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๔๔ ต้องตราให้ เสร็จภายใน ๑ ป้ ดังนั้น กรอบในการปฏิบัติที่จะมีผลบังคับใช้ตามมาตรา ๔๔ จึงเปึนกรอบ ที่จะต้องไปคํานึงถึงกฎหมายที่มีอยู่เดิมด้วยว่า เราจะคํานึงถึงหลักประกันในระดับมาตรฐานใด ในเรื่องใดบ้าง
ประการที่ ๒ ครับ ที่ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในประเด็นที่ท่านอาจารย์วิชัยได้ กรุณาแปรญัตติว่า ที่มาของหลักประกันนั้น จากรัฐ หรือนายจ้าง อย่างที่ผมกราบเรียนล่ะครับ ว่า แหล่งที่มาของทรัพยากรในการสร้างหลักประกัน ในการดำรงชีพของผู้ใช้แรงงานนั้น หรือผู้ประกอบอาชีพด้วยตนเองนั้น มิได้มีเฉพาะรัฐและนายจ้าง ระบบประกันตนเองก็เปึนอีก ระบบหนึ่ง ระบบการออมก็เปึ้นอีกระบบหนึ่ง ดังนั้น ในระบบทั้งหมดนี้ จึงต้องกลับมาคิดครับว่า หากเราไปเขียนจํากัดตัวเองเอาไว้ในมาตรานี้ อาจจะทําให้เราเสียโอกาสในการพิจารณาถึง กลุ่มเปัาหมายต่าง ๆ ที่มีความจำเปึนแตกต่างกัน มีความสามารถในการที่จะใช้ระบบประกัน ใช้ระบบสวัสดิการสังคม และใช้ระบบการช่วยเหลือจากรัฐแตกต่างกัน ดังนั้น การเป่ดไว้ แล้วก็กำหนดเอาไว้ในกฎหมายบทเฉพาะกาล ในมาตรา ๒๙๓ น่าจะเปึ้นการเป่ดโอกาส ที่กว้างขวางกว่า และเปึนหลักประกันที่ชัดเจนกว่า ในการที่จะเปึนหลักใหญ่สำหรับผู้ประกอบ อาชีพทั้งหมดครับ จึงขออนุญาตกราบเรียนว่า ในความเห็นกรรมาธิการจึงเห็นว่า การคงไว้ ในความเห็นกรรมาธิการนั้นน่าจะเป่ดกว้าง แล้วก็เหมาะสมครับ ขอบพระคุณครับ