คมสัน โพธิ์คง เสนอความเห็นเกี่ยวกับมาตรา 32 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญว่าควรแยกหลักการการจับและคุมขังบุคคลออกมาเป็นอีกวรรคหนึ่ง เพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม คมสัน โพธิ์คง กรรมาธิการ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ กระผม แล้วก็ท่านกรรมาธิการ คุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ แล้วก็ศาสตราจารย์เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม ขอสงวนความเห็น ในมาตรา ๓๒ วรรคสาม นะครับ ในเรื่องของการจับกุม คุมขังบุคคล โดยไม่ได้มีคำสั่ง หรือ หมายของศาล แล้วก็การตรวจค้นตัวบุคคลนะครับ ซึ่งในร่างของกรรมาธิการนี่ได้กำหนด ในมาตรา ๓๒ วรรคสาม ว่า การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล หรือกระทำการใด อันกระทบต่อ สิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุ อย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ สาเหตุของการที่ต้องสงวนความเห็นในเรื่องนี้นะครับ ก็เนื่องจาก ในบทบัญญัติ ในมาตรา ๓๒ วรรคสาม และมาตรา ๓๒ ทั้งหมดนี่ กรรมาธิการได้ยุบ รวมมาตราหลายมาตราครับ ก็คือ มาตรา ๒๓๗ แล้วก็มาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เข้ามารวมด้วยกัน แล้วเอาหลักการในเรื่องของการจับ คุมขังบุคคล แล้วก็การตรวจค้น ซึ่งเปึน คนละเรื่องกันมาไว้ในมาตราเดียวกัน ซึ่งมาตรา ๓๒ วรรคสามนี่นะครับ เรื่องของการจับหรือ คุมขังตัวบุคคล โดยหลักการนี่ครับจะกระทำไม่ได้ ในมาตรา ๒๓๗ แล้วก็วางหลักการไว้ว่า เว้นแต่จะมีคำสั่งหรือหมายของศาล ก็หมายความว่า ข้อยกเว้น ในเรื่องของการจับ คุมขังนั้น ต้องเปึนหลักการที่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลเท่านั้นนะครับ นอกจากจะมีเหตุอื่นตามที่ กฎหมายบัญญัตินะครับ ส่วนในเรื่องของการตรวจค้น แบ่งออกเปึ้น ๒ เรื่อง ก็คือ เรื่องของการ ค้นเคหสถาน ซึ่งเปึนการละเมิดเสรีภาพของบุคคลในเคหสถาน กับเรื่องของการค้นตัวบุคคล ในทางกฎหมายอาญานั้น ถือหลักว่า การตรวจค้นนั้น สามารถที่จะกระทำได้ภายใต้บทบัญญัติ ของกฎหมาย คือ ข้อยกเว้นเพียงข้อยกเว้นเดียว การที่กรรมาธิการเอา ๒ เรื่อง ก็คือ การจับ คุมขัง การตรวจค้นตัวบุคคล แล้วก็การกระทำใด ๆ อันกระทบสิทธิเสรีภาพนี่มารวมไว้ใน วรรคสาม โดยเขียนข้อยกเว้นว่า เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่ กฎหมายบัญญัตินั้นนะครับ มันก่อให้เกิดปัญหาเปึนประการนี้ครับ ท่านประธานครับ ก็คือว่า ทำให้การตรวจค้นตัวบุคคลในที่ต่าง ๆ นี่ ซึ่งเช่น การตั้งด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจในที่สาธารณะ นั้น เมื่อดูถ้อยคำแล้ว จะหมายความว่า มีคำสั่งหรือหมายของศาลมาก่อนนะครับ แล้วก็มีเหตุ อย่างอื่นตามมาที่หลัง หมายความว่า การตรวจค้นตัวบุคคลนั้น จะต้องใช้คำสั่งหรือหมายของ ศาลเสมอ เพราะฉะนั้นในประเด็นตรงนี้นี่ผมคิดว่า ถ้อยคําไม่มีความชัดเจนในจุดนี้ แล้วจะเปึน ปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในกรณีที่มีเหตุสงสัยในเรื่องของการตรวจค้น ตัวบุคคลนะครับ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะว่าการตรวจค้นตัวบุคคลนั้นกลายเปึนว่า จะต้องไปขอคำสั่งหรือหมายของศาลทุกครั้ง ถ้าหากตีความโดยข้อความที่เขียนในลักษณะ เช่นนี้นะครับ การตั้งด่านที่บริเวณที่ตำรวจตั้งด่าน เพื่อตรวจค้นเหตุร้ายต่าง ๆ ยกตัวอย่าง เช่น การวางระเบิดที่เกิดขึ้นในที่ต่าง ๆ นี่ ถ้ามีการตั้งด่านเพื่อตรวจค้น แล้วสงสัยบุคคลนี่ ถ้าเกิด ความสงสัยในมาตรานี้ต้องไปขอคำสั่งหรือหมายของศาลนะครับ ก็ปรากฏว่า อาจจะระเบิดตรง ด่านนั่นแหละครับ หรือถูกว้างระเบิดในที่อื่น ๆ ไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะตรวจค้นตัวบุคคลได้ ผมคิดว่าประเด็นตรงจุดนี้นะครับ ท่านประธานครับ ต้อง มีความชัดเจน ในเรื่องของการที่จะวางหลักการตรงนี้ว่า ประการที่ ๑ ก็คือว่า ถ้าหากต้องการ เอาหลักการในเรื่องของการจับและคุมขังบุคคล ซึ่งเปึนหลักการสำคัญ และต้องมีคำสั่งหรือ หมายของศาลมาเปึนหลักการสำคัญ ผมคิดว่า ต้องแยกออกมาเปึนอีกวรรคหนึ่งนะครับ ถ้าหากไม่แยกมาอีกวรรคหนึ่ง ก็ต้องเขียนถ้อยคำให้มีความชัดเจน อย่างที่กระผมได้เสนอ ก็คือ การจับหรือคุมขังบุคคลโดยมิได้มีคำสั่งหรือหมายของศาลนี่ จะกระทำไม่ได้ เว้นแต่อาศัย อำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมาย ก็หมายความว่า ถ้าเปึ้นเหตุกรณีของการพบการกระทำ ความผิดซึ่ง ๆ หน้า ก็เปึนข้อยกเว้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ที่จะเปึนการยกเว้น โดยไม่มีหมายหรือคำสั่งของศาลเพียงเท่านั้น การจับหรือคุมขังคนโดยไม่มีหมายของศาล แล้วเขียนกว้าง ๆ ก็ไม่สามารถกระทําได้ครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นในกรณีอย่างนี้ผม เห็นว่า ถ้าจะเขียนต้องเขียนให้ชัด เพราะไม่เช่นนั้น การเขียนรวมและเหมารวมเปึนเรื่องเดียวกัน ผมเห็นว่า ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติกับทางเจ้าพนักงานที่จะต้องดำเนินการในการปฎิบัติ หน้าที่ในการรักษาความสงบ และการปัองกันเหตุร้าย และภัยันตรายที่เกิดขึ้นกับประชาชน เพราะฉะนั้นกระผมจึงได้เสนอข้อความในวรรคสามเสียใหม่ว่า การจับหรือคุมขังบุคคล โดยไม่ได้มีคำสั่งหรือหมายของศาล การตรวจค้นตัวบุคคล หรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติ ถ้าถ้อย ความเปึนลักษณะเช่นนี้นะครับ ท่านประธานครับ ก็สามารถที่จะทำให้มีการตีความออกมาได้ ว่า ในเรื่องของการจับกุมบุคคล หรือคุมขังนั้น ต้องอาศัยคำสั่งศาลเสมอ แล้วก็สาเหตุอื่นที่เปึน เหตุจําเปึนก็ไว้ในเรื่องของกฎหมายไปกําหนดเหตุยกเว้นเท่าที่จําเปึนไว้ ซึ่งประเด็นนี้นะครับ ในมาตรา ๓๒ วรรคสาม ความจริงในการประชุมของกรรมาธิการ ได้มีการรับกันในกรรมาธิการ ว่าจะไปปรับถ้อยคำให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ก็ปรากฏว่า ไม่ได้มีการปรับถ้อยคำนั้นแต่อย่าง ใดนะครับ ร่างที่ออกมานั้นไม่ได้ปรับไปตามที่ได้มีการรับในที่ประชุมของกรรมาธิการ ฉะนั้น กระผมจึงมีความจําเปึ้นที่จะต้องขอสงวนความเห็นในเรื่องนี้ไว้ ถ้าเปึนไปได้ครับท่านประธาน อยากจะขออนุญาตให้ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญท่านอื่น ซึ่งท่านเปึ้นผู้เกี่ยวข้องกับการ ปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องนี้นี่นะครับ คือ เคยเปึ้นเจ้าพนักงานตำรวจมาก่อนนี่ ได้ให้ความเห็นใน ประเด็นเหล่านี้ด้วยครับ ต้องขออนุญาตท่านประธานด้วยครับ