สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๐

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย พูดถึงการดำเนินคดีและกระบวนการยุติธรรม และยื่นแปรญัตติว่า สิทธิของบุคคลที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาต้องเปึนไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ขอบพระคุณครับ เรียนท่านประธาน กับท่าน สมาชิกอย่างนี้นะครับว่า ข้อความใน (๓) นั้นนี่ เดิมตามฉบับรับฟังความคิดเห็น กำหนดไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างยุติธรรม ภายในเวลาอันสมควร ผม เรียนอย่างนี้ครับว่า การที่บุคคลมีสิทธิจะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างยุติธรรมตามที่ ร่างมานั้นนี่ คำว่า ยุติธรรม นั้น หมายถึงผลลัพธ์ หรือผลสุดท้ายของการพิจารณาคดี ทีนี้ในการ พิจารณาคดีนั้น ก่อนที่จะไปสู่ผลลัพธ์ หรือผลสุดท้ายของการพิจารณา ซึ่งอาจจะนำไปสู่ข้อยุติ ว่า นั่นคือ ความยุติธรรมตามที่กฎหมายกำหนดนั้นนี่ มันจะต้องมีกระบวนการ กระบวนการที่ว่า นี้ก็คือ กระบวนการในการพิจารณาคดี ซึ่งถ้าพูดถึงในชั้นสอบสวน ก็จะมีกระบวนการในชั้น สอบสวน ซึ่งอยู่ในอนุถัดไป ซึ่งผมก็ได้ขอแปรญัตติไว้เช่นเดียวกัน แต่ผมกำลังจะเรียนว่า กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้นี่มันมีความสำคัญยิ่ง เพราะจะนําไปสู่การพิจารณา ท้ายที่สุดของ ศาลก็คือ การทำคำพิพากษาของศาล กระบวนการ ไม่ว่าจะเปึนกระบวนการสอบสวนก็ดี กระบวนการในชั้นพิจารณาก็ดีนี่ คือ กระบวนการในการแสวงหาพยานหลักฐาน แล้วก็นำ พยานหลักฐานมาสู่การพิจารณาคดีของศาล แล้วก็นำไปสู่การที่ศาลจะใช้ดุลพินิจในการชั่ง น้ำหนักว่า พยานหลักฐานต่าง ๆ เหล่านั้นรับฟังได้มากน้อยเพียงใด ความสำคัญจึงอยู่ที่ กระบวนการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน กระบวนการได้มาซึ่งการรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วก็ กระบวนการในการรับฟังพยานหลักฐาน กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ ผมกราบเรียนที่ประชุมครับ ว่า จะต้องทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถ้ากระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ทำอย่างไม่ถูกต้องตาม กฎหมาย จะนำไปสู่การทำให้ผลลัพธ์สุดท้าย ก็คือ การพิพากษาคดีนั้น อาจจะมีความ คลาดเคลื่อนได้ ด้วยเหตุนี้นี่ ในประมวลกฎหมายทั้งวิธิพิจารณาความแพ่งก็ดี วิธีพิจารณา ความอาญาก็ดี จึงได้มีบทบัญญัติ หรือหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้ได้มาซึ่งความถูกต้องใน กระบวนการทั้งในชั้นสอบสวน และทั้งในชั้นพิจารณาคดี ผมจะยกตัวอย่างสั้น ๆ นะครับ ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะมีอยู่มาตราหนึ่ง มาตรา ๑๓๔ จะวางเปึนกติกาไว้เลยว่า ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนจัด หรือ ทำการใด ๆ อันเปึนการล่อลวงหรือขู่เข็ญ หรือชักจูงให้บุคคลให้ถ้อยคำ หรือให้ผู้ต้องหาให้การ รับสารภาพ โดยมีข้อสัญญาต่าง ๆ ตรงนี้ก็หมายความว่า ต้องการให้กระบวนการของการ สอบสวน กระบวนการของการได้มาซึ่งพยานหลักฐานนั้น มีความถูกต้อง เมื่อคดีไปถึงศาล ศาลสามารถเอาคำให้การของผู้ต้องหา คำให้การของพยาน ไปใช้งานในการพิจารณาคดีของ ศาล ก็คือ ไปรับฟัง หรือไม่รับฟังได้เลยทันที ถึงตรงนี้ ท่านจะเห็นถึงความถูกต้อง หรือความไม่ ถูกต้องของการได้มาซึ่งพยานหลักฐานนั้นว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง นำไปสู่การพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ในทางคดีแพ่ง เราก็มีบทบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องนี้ไว้อยู่ในมาตรา ๒๗ ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งครับ ในมาตรานี้จะพูด ถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในชั้นศาล ที่อาจจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาได้ ก็เปึนกติกาให้ คู่ความสามารถร้องขอให้มีการเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่ผิดพลาดได้ แต่มี ระยะเวลาครับว่า คู่ความต้องไปร้องขอให้ยกเลิกให้เพิกถอนภายใน ๘ วัน นับจากวันที่ตัวเอง ทราบว่า มีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดพลาดเกิดขึ้นในศาล นั่นแปลว่าอะไรครับ นั่น แปลว่า กฎหมายกำลังให้ความสำคัญกับการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ต้องมีความถูกต้อง แม้กระทั่งการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล ถ้าเปึนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้อง แล้ว คู่ความมีสิทธิที่จะร้องขอให้มีการยกเลิกการดำเนินกระบวนพิจารณานั้น แล้วขอให้มีการ ดำเนินกระบวนพิจารณาขึ้นใหม่ได้ นี่คือ ในส่วนของคดีแพ่ง ดังนั้น ท่านจะเห็นได้เลยครับว่า ไม่ ว่าการดำเนินคดีในคดีแพ่งก็ดี ในคดีอาญาก็ดี เราล้วนแต่ให้ความสำคัญกับการดำเนินกระบวน พิจารณาคดีที่ต้องเปึนไปโดยอย่างถูกต้อง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์สุดท้าย ก็คือ การทำคำพิพากษา อย่างถูกต้อง แล้วนำไปสู่ข้อยุติที่ว่า นั่นคือ การอำนวยความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชน ด้วย เหตุผลตรงนี้ ผมจึงได้ขอแปรญัตติครับว่า ใน (๓) สิทธิของบุคคลที่จะให้คดีของตนได้รับการ พิจารณา ต้องเปึนไปอย่างถูกต้องเสียก่อน นั่นคือ ประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ผมขอแปรญัตติว่า นอกจากบุคคลมีสิทธิให้คดีของเขาได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้องแล้ว ต้องเปึนไปอย่างรวดเร็ว ด้วย ผมเชื่อว่า พวกเราหลายท่านซึ่งเปึนนักกฎหมายในที่ประชุมแห่งนี้ คงทราบถึงสุภาษิตของ กฎหมายอยู่สุภาษิตหนึ่ง นั่นก็คือ การอำนวยความยุติธรรมที่ล่าช้า คือ การปฏิเสธความ ยุติธรรม เพียงแค่นี้ผมเชื่อว่า ผมไม่จำเปึ้นที่จะต้องหยิบยกเหตุผลอย่างอื่นมาประกอบการ อธิบายเพิ่มเติมว่า เหตุใดผมจึงยื่นคำแปรญัตติในอนุสามว่า นอกจากการอำนวยความยุติธรรม ให้กับประชาชนที่ต้องเปึนไปอย่างถูกต้องแล้ว ต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ประการที่ ๒ อีก ๑ หลักเกณฑ์ ก็คือ ความรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เปึนการปฏิเสธความเปึนธรรมให้กับพี่น้องประชาชน ประเด็นที่ ๓ ที่ผมขอแปรญัตติมา ก็คือ ความเปึนธรรม การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ถูกต้อง ที่ รวดเร็ว ต้องนำไปสู่ผลลัพธ์สุดท้าย ที่เราจะคืนให้กับพี่น้องประชาชนที่มาพึ่งกระบวนการ ยุติธรรม นั่นคือ ต้องสร้างความเปึนธรรมให้กับพี่น้องประชาชนได้ รวมความแล้วครับ ท่าน ประธานครับ ใน (๓) นี้ ผมขอแปรญัตติเปึนความใหม่ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตน ได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเปึนธรรม ผมได้ยื่นคำขอแปรญัตติ ดังที่กราบเรียน ไปนี้ต่อกรรมาธิการยกร่าง ตามกติกาที่พวกเราตกลงกันไว้ครับ ในชั้นของการยื่นคำขอ แปรญัตติอย่างไม่เปึ้นทางการ และผมได้รับแจ้งจากท่านกรรมาธิการยกร่างเปึ้นเอกสาร หมายเลข ๒ ที่แจกจ่ายให้พวกเรา เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ชื่อเอกสารว่า สรุป ความเห็นของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการพิจารณาคำขอแปรญัตติอย่างไม่เปึน ทางการ คือ เอกสารที่ผมถืออยู่ในมือฉบับนี้ครับท่านประธาน เป่ดไปที่เอกสารนี้ หน้าที่ ๒ หน้าที่ ๓ ซึ่งเปึนหน้าที่พิมพ์ข้อความที่ผมแปรญัตติไว้ ระบุชื่อผมเปึ้นผู้ขอแปรญัตติไว้ ช่องความเห็นของ กรรมาธิการ เป่ดไปที่หน้าที่ ๔ นะครับ ท่านพิมพ์ว่า เห็นด้วยกับผม แล้วท่านก็บอกว่า ประเด็น ไหนที่เห็นด้วยกับผมนั้น เห็นด้วยกับผู้ขอแปรญัตติในชั้นอย่างไม่เปึ้นทางการ หมายความว่า คำขอแปรญัตติผม กรรมาธิการยกร่างเห็นชอบ ไม่ต้องยื่นคำขอแปรญัตติอย่างเปึ้นทางการเข้า มาอีก แต่ด้วยความที่ผมต้องการความรอบคอบอีกชั้นหนึ่ง ผมจึงได้ยื่นคำขอแปรญัตติใน ประเด็นนี้ ในมาตรานี้ อย่างเปึ้นทางการมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นก็เกิด ท่าน กรรมาธิการยกร่างบอกเห็นด้วยกับผมแล้ว แต่เวลาท่านปรับปรุงแก้ไข ท่านไม่ได้แก้ไขตามที่ ท่านบอกเห็นด้วยกับผม นี่คือความที่ผมเสียใจว่า สิ่งที่ได้พยายามนำเสนอ แล้วเราได้พยายาม ทำความตกลงกันอย่างไม่เปึนทางการไว้ล่วงหน้า แล้วท่านสรุปเปึนเอกสารนะครับ ไม่ได้เปึน ว่าจา ท่านก็ไม่ได้ปฏิบัติตามเอกสารที่ท่านสรุปมาว่า ท่านเห็นด้วยกับผมไว้แล้ว เพราะฉะนั้นผม จึงต้องยืนยันต่อท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้ว่า ผมรับ (๑) เฉพาะข้อความที่ท่านตัดคำว่า เสียค่าใช้จ่ายตามควรแก่กรณี ออก ส่วนข้อความที่ท่านอ้างว่า เอา (๓)ไปผู้กร่วมไว้ใน (๑) แล้ว นี่ ผมจึงไม่อาจรับได้ ด้วยเหตุที่ท่านไม่ได้นำข้อความตามที่ผมขอแปรญัตติไปผูกร่วมไว้ให้ผม อย่างที่ท่านสรุปว่า ท่านเห็นด้วยกับคำขอแปรญัตติของผมแล้ว ผมขอจบคำอภิปรายของผม เฉพาะใน (๓) ที่ขอแปรไว้ครับ เดี๋ยวถึงอนุอื่นแล้วผมจะขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงเพิ่มเติมครับ