สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๐

ปกรณ์ ปรียากร พูดถึงการแก้ไขมาตราที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมกันและไม่เลือกปฏิบัติ โดยพูดถึงปัญหาการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมและความเข้าใจที่ผิดพลาดในเรื่องนี้

นายปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการยกร่าง ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านนะครับ ที่ได้กรุณา แปรญัตติในมาตรานี้อย่างกว้างขวาง และชี้ให้เห็นว่า ในสภาแห่งนี้ไม่มีใครนะครับ ที่ไม่เห็นใจบุคคลต่าง ๆ ที่อาจจะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน แต่เราก็เข้าใจว่า กรรมาธิการทั้งหมดที่อยู่ใน ๓๕ คน ก็เห็นตรงกันว่า เรื่องนี้เปึ้นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่ปัญหาที่เราเกิดขึ้น ก็คือว่า จะบัญญัติถ้อยคำอย่างไรที่จะทำให้เกิดภาวะที่ ไม่ทำก่อให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดต่อบุคคลที่ได้อ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ความจริง แล้วบรรดาท่านทั้งหลายก็ได้เอ่ยถึงเรื่องของมาตราที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเปึนในมาตราที่ ๔ ซึ่งเปึนต้นเรื่องของการที่ทําให้เราเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พัฒนาไปสู่ ความมี เรียกว่า ความก้าวหน้าอย่างสูงยิ่งในการยอมรับเรื่องของศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ และในมาตรา ๓๐ นั้น ผมคิดว่า เราน่าที่จะต้องอ่านทุกวรรคเชื่อมโยงกัน มิใช่เปึนการ อ่านที่แยกในแต่ละวรรค ทั้งนี้ เพราะว่า ในวรรคแรกนั้นเริ่มต้นเปึนการล้อตามความใน มาตราก่อนหน้านั้นที่มีมาก่อน ก็คือใช้คำว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ความจริงถ้าเราจะเขียนมาแค่นี้ มันก็กินความ ถึงการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลทั้งหมดอย่างกว้างขวาง ความพยายามที่เรา จะยกสภาพของความเท่าเทียมกัน ก็ปรากฏในมาตรา ๒ ซึ่งเปึนความเปึนจริงในทาง ด้านของสภาพของชีวิตของมนุษย์ ก็คือ ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ซึ่งไม่มีใคร โต้แย้งในเรื่องนี้ กระผมเชื่อว่า ทุกคนในห้องนี้เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ว่าชายต่อหญิง และหญิงต่อชาย ความจริงแล้วผมจะไม่ไปพูดพาดพิงถึงมาตราอื่น ๆ ซึ่งเปึนมาตราที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ มาตรานี้ ปัญหาที่เรามาพบ ซึ่งตรงกันในที่ประชุมแห่งนี้ หลังจากการอภิปรายยาว และ ผมเชื่อว่า เปึนการอภิปรายที่มีประโยชน์ และเปึนการอภิปรายที่ได้คุณค่ามากกว่าการ อภิปรายครั้งใด ๆ ที่ผ่านมา ก็คือ ทุกคนนั้นเปึนห่วงเรื่องของปัญหาในทางการปฏิบัติ และ เปึ้นข้อเท็จจริงที่เราหลีกเลี่ยงในเรื่องนั้นไม่ได้ แต่ปัญหาในทางการปฏิบัตินั้น มันไม่ใช่ ความผิดของตัวกฎหมาย และไม่ใช่ความผิดของตัวรัฐธรรมนูญ แต่เปึนปัญหาที่เกิดขึ้น จากความไม่เข้าใจ ความเปึนอคติของกลุ่มบุคคล ของบุคคล หรือขององค์กร ตลอดจน ความห่วงใยของผู้คนต่าง ๆ ที่มีต่อบุคคลที่มีปัญหาความเบี่ยงเบน อย่างที่เราได้กล่าว แล้ว ความพยายามที่จะเขียนกฎหมายฉบับนี้ มิได้หมายความว่า กรรมาธิการมิได้ ตระหนักถึงความเปึ้นจริงในข้อนี้ บรรดากรรมาธิการซึ่งเปึ้นนักกฎหมายชั้นนำของ ประเทศที่นั่งอยู่บนโต๊ะนี้นะครับ ก็พยายามที่จะพูดในหลายลักษณะที่จะชี้ให้เห็นว่า เจตนารมณ์ของเรานั้น รัฐธรรมนูญของเราให้ความเท่าเทียมต่อบุคคล และบันทึกไว้ ชัดเจนว่า การเลือกปฏิบัติเปึนสิ่งที่ทําไม่ได้ ก็ไม่มีประเด็นว่า เราใช้คําว่า เพศ น่าจะเปึน เรื่องที่พอหรือไม่ เพราะคำว่า เพศ นั้น มันอาจจะรวมทุกอย่างที่เข้าด้วยกันในความหมาย นั้น เจตนารมณ์ของเราก็เปึนอย่างนั้น แต่ว่าเมื่อสมาชิกพยายามที่จะอภิปราย และ บางครั้งก็ดูเหมือนว่า จะพูดในเชิงที่ทำให้เกิดมุมมองว่า กรรมาธิการใจไม่กว้างพอ เราก็ ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ ก็พยายามที่จะหาทางที่จะใช้คำบางคำ แต่พอเกิดการใช้คำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำที่ได้มีการเสนอขึ้นมา ทั้งใน ๒ ญัตติ ก็คือ ในญัตติของกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยเอง กับญัตติของกลุ่มของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง และผมเชื่อว่า ผู้ที่มี บทบาทสำคัญน่าจะเปึน ขออภัยที่เอ่ยชื่อ ก็คือ คุณสวิ่ง ตันอุด ซึ่งเท่าที่เคยคุยกับคุณสวิ่ง มาตลอดนี่นะครับ ในระหว่างที่มีการปรึกษาหารือกันนั้น ก็ได้เห็นว่า ในวรรคที่ ๒ นั้นไม่ได้ ใส่ไว้ก็คงจะรับได้ ซึ่งกรรมาธิการก็เห็นตรงกัน แต่พอเราจะมาใช้คำว่า ความหลากหลาย ทางเพศ มันก็มีปัญหาเรื่องของความหมายของถ้อยสำนวน ซึ่งมันเปึนคำใหม่จริง ๆ และ ความจริงเวลาเราใช้กันนี่ก็มีการคิดกันในหลายคำ เช่น คำว่า เพศสภาพ เพศวิถี่ หรือวิถีทางเพศที่เบี่ยงเบนออกไป ตลอดจนคำที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้กรุณานำเสนอ เมื่อสักครู่นี้ ซึ่งมันก็เปึนคำที่หลากหลายค่อนข้างมาก ในท้ายที่สุด ความเข้าใจของทุกคน ไม่ตรงกัน ในการประชุมเมื่อสักครู่นี้ เราก็บอกว่า ถ้าเปึนเช่นนั้น สิ่งที่กรรมาธิการพยายาม ที่จะประนีประนอม ก็คือ เราใช้ตัดคําว่า เพศ ออกไปเสีย เราอาจจะใช้คําว่า ความหลากหลายทางเพศ หรือ เพศสภาพ ซึ่งมันหมายถึงความหมายที่ครอบคลุมทุกเพศ อย่างที่พวกเราเข้าใจกัน เข้าใจตรงกันที่คุณสวิ่งได้พยายามจะพูด ผมเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ โดยฐานะของความเปึนส่วนตัวนี่นะครับ ผมเปึนครู ผมเจอลูกศิษย์ลูกหาเหล่านี้มากมาย ผมเข้าใจ ผมมีเพื่อนที่มีลักษณะของสภาพในทำนองนี้ ผมมีญาติพี่น้องซึ่งมีสภาพใน ทำนองนี้ ลูกหลานผมหลายคน เพื่อนของลูกสาว เพื่อนลูกชาย ก็มีสภาพเช่นนี้ แต่สิ่ง เหล่านี้ เราก็พยายามที่จะระมัดระวังในการใช้คำ แน่นอนเราเห็นด้วยว่า ถ้าเราไปใช้ใน วรรคสองนั้น มันจะมีผลกระทบต่อรูปแบบในทางกฎหมายยืนยาว ซึ่งอันนั้นเปึนเรื่องที่เรา เข้าใจ และผมคิดว่า เราเปึ้นผู้หลักผู้ใหญ่พอที่จะเข้าใจในเรื่องนี้ตรงกัน ปัญหาก็มีแต่เพียง ว่า เราจะเอาที่คํา ๆ นี้ไปไว้ตรงไหนเท่านั้นเองนะครับ หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอเอ่ยชื่อ อย่างคุณอลิสา ก็ดูจะประนีประนอมมาก ทั้ง ๆ ที่เปึนผู้ที่เสนอเรื่องนี้ด้วยความ เจตนารมณ์มาตั้งแต่เริ่มต้นเลย ผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด ก็ดูเหมือนว่า ยอมที่จะใช้ คำว่า ความหลากหลายทางเพศ ผมเข้าใจอย่างนั้น แต่ว่าเอาไปไว้ตรงไหน อาจจะไปไว้ สภาพทางกาย หรือสุขภาพจะได้ไหมนะครับ ก็มีประเด็นว่า ถ้าเราจะตัดคําว่า เพศ ออก แล้วใช้คํานี้จะได้ไหม ซึ่งดูเหมือนกรรมาธิการ จะยอมมาถึงจุดนั้น ถ้าเราทำตรงจุดนี้ได้นี่ ผมคิดว่า เหมือนอย่างที่ท่านมนตรี ขออภัยที่ เอ่ยนาม ได้พยายามจะพูดเมื่อสักครู่นี้ มันก็น่าที่จะลงตัวได้ แต่ว่า ถ้ามันลงตัวไม่ได้ มันก็ อาจจะต้องจำเปึนนะครับ ทีนี้เราต้องกลับ เพราะในสภาเราคงไม่หวั่นไหวในเรื่องของการ โหวต ซึ่งก็จําเปึนในเรื่องนั้น แต่ถ้าเราสามารถทําได้ก็เปึนความตกลงกันนะครับ ถ้า ไม่อย่างนั้น เราก็คงจะยืนยันในร่างเดิม ยืนยันในร่างเดิม แล้วเราก็คงอาจจะยินดีนะครับ ถ้าเราจะมีการลงมติก็ได้ เพราะว่าเขาเข้าใจว่า คำว่า เพศ เรามีความที่ค่อนข้างกว้าง แล้วก็ค่อนข้างจะในความครอบคลุมที่มันจะมีอยู่นะครับ สิ่งที่ไม่อยากที่จะให้เกิดขึ้นใน ความรู้สึกของพวกเราในที่ประชุมนี้ ก็คือ การใช้คำพูดที่ดึงดูดใจ แล้วก็ไปกระทบ กระเทียบเปรียบเปรย เหมือนกับว่ากรรมาธิการทั้งหลาย ซึ่งผมเชื่อว่า เรามีความใจกว้าง พอในเรื่องเหล่านี้ แต่เราคำนึงถึงว่า ผลกระทบในระยะยาวของการใส่คำเพียงบางคำ และ การตีความผิดพลาดนี่ อาจจะทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมมากขึ้นหรือไม่ ก็ อยากให้ที่ประชุมช่วยพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบด้วยครับ