สดศรี สัตยธรรม อภิปรายเรื่องสิทธิของผู้หญิงและเพศที่ 3 ในประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธานนะคะ ดิฉัน สดศรี สัตยธรรม ก่อนอื่นดิฉันขออาศัยสิทธิในการที่ถูกพาดพิงนะคะ ที่คุณหมอชูชัยพูดถึง ว่า มีกรรมาธิการหญิงอยู่ ๓ คน ในที่ประชุม แล้วก็ไม่ช่วยเรื่องผู้หญิงนี่นะคะ ขอให้ท่าน พูดด้วยความเปึนธรรมสักหน่อย กรณีการที่ ๓ คน ได้มีความคิดเห็นว่า สิทธิผู้หญิงและ ผู้ชายนี่ก็ควรจะเท่าเทียมกันในการ ไม่ว่ามีการเลือกตั้งหรืออะไรก็ตามนี่นะคะ ทาง กรรมาธิการมีความเห็นว่า ความเท่าเทียมกัน ใกล้เคียงกัน สัดส่วนควรจะใกล้เคียงกัน แต่ ทางการที่จะพูดกันว่า เอาหนึ่งในห้า ผู้หญิงควรจะมีหนึ่งในห้าของจำนวนผู้ชาย ท่านลอง คิดดูสิคะว่า หนึ่งในห้า คือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น แต่ถ้าพูดถึงว่า สัดส่วนใกล้เคียงกัน ก็คือ ถ้าผู้ชาย ๑๐๐ คน ผู้หญิงจะมีถึง ๙๐ คน หรือ ๙๙ คน เพราะฉะนั้นการที่จะบอกว่า ขอให้สัดส่วนผู้หญิงอยู่ในหนึ่งในห้านี่ ก็เหมือนกับเปึนการวางยากัน ดิฉันก็ถือว่า สิทธิ อันนี้ควรจะใช้ได้ ในเมื่อผู้หญิงแล้ว เราไม่ใช่ว่าแค่หนึ่งในห้า ควรจะมีสัดส่วนเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่าผู้ชาย ๑๐๐ คน เราจะมีสัดส่วนของผู้หญิงเพียง ๒๐ คน ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ เพราะฉะนั้นการที่มีการพูดแปรญัตติกันอย่างนั้น คิดว่า ไม่เปึนธรรมกับกรรมาธิการ ๓ คน ซึ่งอยู่ในห้องประชุมนะคะ แล้วก็ในส่วนนี้ดิฉันเห็นว่า ที่จริงไม่น่าจะมาพูดถึงใน เรื่องนี้เลย สัดส่วนใกล้เคียงกันนี่ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ดิฉันถือว่า ผู้หญิงในประเทศไทยมี ความสามารถมากนะคะ ไม่ใช่น้อย ๆ การที่ท่านจะระบุสัดส่วนเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์นี่ ถือว่าไม่ให้ความเปึนธรรมกับผู้หญิง สิ่งที่ ควรจะได้ ก็คือ สิทธิในการที่ใกล้เคียงกันมากกว่านะคะ ไม่ใช่แค่หนึ่งในห้า หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่จะมีข้อเสนอของทางกรรมาธิการชุดที่ท่านอ้างว่า ผู้หญิงอีก ๓ คน ไม่ยอมนี่นะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่า ถ้าท่านจะพูดอะไร ขอให้พูดในสิ่งที่มันมีความ เปึ้นไปได้ แล้วดิฉันว่า ๓ คนนี่ไม่ได้กีดกันเรื่องผู้หญิงนะคะ เห็นด้วย ผู้หญิงที่จะเข้ามามี สิทธิในทางการเมืองนะคะ เราควรจะเข้าใจดีว่า มีผู้หญิงอีกจํานวนมากที่เก่ง แล้วก็ไม่ สามารถเข้ามานะคะ แต่ท่านไปกำหนดว่า หนึ่งในห้า หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วนี่ จะมี ผู้หญิงเก่งจํานวนมากที่ไม่มีสิทธิจะเข้ามานะคะ ประเด็นนี้ดิฉันขอวางไว้ก่อน ประเด็น ต่อไป ก็คือ เพศที่ ๓ นะคะ คงจะทราบดีว่า พระเจ้าสร้างโลกมานะคะ มี ๒ เพศเท่านั้น ก็คือ ผู้หญิงและผู้ชายนะคะ มีอาดัม (Adam) และอีฟ (Eve) เท่านั้นเอง ตอนนี้เมื่อ บ้านเมืองพัฒนา โลกพัฒนากันขึ้นมานะคะ เพศที่ ๓ ได้เกิดขึ้นมา ซึ่งเปึ้นเพศที่ ที่ก็คือ เปึ้นเพศผู้ชาย ถ้าผู้หญิงก็จะเปึน ลักษณะเปึ้นดี้หรือดี๋ อะไรอย่างนี้นะคะ ซึ่งก็คือผู้หญิง นั่นเอง มีอวัยวะเพศเหมือนผู้หญิงทุกอย่าง ผู้ชายก็จะมีอวัยวะเพศผู้ชาย เพียงแต่ท่าน ต้องการแต่งตัวเปึนผู้หญิงเท่านั้นเอง การแสดงออกของเพศที่ ๓ ดิฉันเห็นว่า สังคมไทยนี่ ยอมรับหมดนะคะ ท่านสามารถประกวดนางงาม ทั้งทิฟฟ้านี ทั้งอัลคาซาร์ (Alcazar) ได้ ซึ่งในขณะเดียวกัน ดิฉันเองอยากจะประกวดยังไม่สามารถประกวดได้เลยนะคะ เพราะว่า ไม่ใช่เพศที่ ๓ นะคะ สิทธิที่ทางสังคมให้กับเพศที่ ๓ ดิฉันว่า ให้มากกว่าที่จะเปึนไปด้วย และในสถานศึกษาต่าง ๆ นี่ จะเห็นได้ว่ามีผู้ชายนะยะแต่งตัวเปึ้นผู้หญิงน่ะเยอะ แต่ก็ ไม่มีความแตกต่างกันนะคะว่า นี่เปึนกะเทยหรือเปึนอะไร ดิฉันอยากทราบว่า ที่ท่าน พยายามให้เข้ามาเปึ้นเพศที่ ๓ ในลักษณะนี้อย่างชัดเจนนี่ เปึนความจริงใจของท่าน หรือเปล่านะคะ ดิฉันอยากจะเทียบว่า เมื่อก่อนนี้เราเคยที่จะจดทะเบียนโสเภณีใช่ไหมคะ เราเคยที่จะคิดว่า โสเภณีควรจะมีการจดทะเบียนไว้ แต่ก็เปึนไปไม่ได้นะคะ เพราะว่า เราจะดูถูกเพศผู้หญิงว่า ผู้หญิงในประเทศไทยมีโสเภณีจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วลูกเต้า เขาจะรู้สึกอย่างไรนะคะ ในการที่จะต้องจดทะเบียน แม่ซึ่งเปึ้นโสเภณี เพราะฉะนั้นใน กรณีอย่างนี้ก็ตาม ผู้ชาย ดิฉันว่า เขาคงไม่อยากจะให้ตราหน้าว่าเขาเปึ้นเพศที่ ๓ การที่ เขาแอบจิตนะคะ มีความรู้สึกว่า เขามีเปึ้นเพศที่ ๓ นี่ เปึนความรู้สึกว่า ความสุขอย่างหนึ่ง ของเขานะคะ เขาไม่ต้องการที่จะให้ชี้ว่า เขาคือเพศที่ ๓ ดิฉันว่า ถ้าท่านจะคิดว่า จะมี เพศที่ ๓ นี่ หมายถึงว่าท่านกำลังลงโทษเขานะคะว่า ให้เขาถูกตราหน้าในสังคมว่า เขาคือ เพศที่ ๓ ไม่ใช่เพศหญิง และเพศชาย เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่า สิ่งเหล่านี้เอง การที่ร่าง กฎหมายออกมา แล้วก็มีเพศที่ ๓ ออกมาในลักษณะที่เปึนการประจานของเพศที่ ๓ ดิฉัน ว่า ไม่ถูกต้อง ก็คงจะขอหยุดอภิปรายเท่านี้ ขอบพระคุณค่ะ