ชูชัย ศุภวงศ์ อภิปรายเรื่องการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิเสรีภาพของบุคคล โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิเสรีภาพของบุคคลทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิง เพศชาย หรือเพศที่ 3 โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
กราบเรียนท่านประธาน อาจารย์เดโช ส่วนานนท์ เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย และเปึน สสร. นะครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายในมาตรา ๓๐ ผมอยากจะ เรียนท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้ครับว่า เมื่อเช้าผมต้องขอขอบคุณทางเพื่อนสมาชิก นะครับ ที่ผ่านมาตรา ๔ ซึ่งเปึนมาตราที่สําคัญที่สุดมาตราหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็เปึนมาตราเดียวกัน ก็คือ มาตรา ๔ ที่บอกว่า ศักดิ์ศรีความเปึน มนุษย์สิทธิและเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครอง แต่ว่าในป้ ๒๕๕๐ ฉบับที่เรา กำลังร่างอยู่นี่นะครับ ได้เพิ่มเติมขึ้นไปอีกว่า ศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง อันนี้เปึนความก้าวหน้าขยับไป อีกขั้นหนึ่ง และที่ก้าวหน้ายิ่งกว่านั้น ก็คือว่า ถ้าไปดูมาตรา ๘๑ นะครับ ท่านสมาชิกที่ เคารพ ถ้ามีหนังสืออยู่ในมือ มีอยู่บรรทัดหนึ่งเขียนว่า รัฐต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้าน สิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเปึนภาคี อันนี้เปึนการยกระดับการเคารพสิทธิมนุษยชนให้ ไปสู่สากล ซึ่งอันนี้ผมคิดว่า เปึนก้าวกระโดดที่สําคัญที่ไปไกลยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่เราเห็นว่า เปึ้นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งในเรื่องของการเคารพสิทธิ เสรีภาพของบุคคล และหากไปดูในมาตรา ๓๐ ผมต้องขอบคุณกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการนะครับ ที่ได้กรุณาเพิ่มคำว่า ความพิการ ลงไป มาตรา ๓๐ พูดถึงเรื่องความเสมอภาคครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะลงรายละเอียด แต่ว่า ที่ แปรญัตติไว้ ๒ เรื่อง คือ ความพิการ นี่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างท่านได้กรุณาใส่ลงไป แล้วนะครับ ซึ่งผมคงไม่ใช้เวลาตรงนั้นอภิปรายอีก และต้องขอบคุณท่านประธานประสงค์ สุ่นศิริ นะครับ ที่ท่านมีความเมตตากรุณา แล้วก็มีความเคารพศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ เคารพคุณค่าความเปึนคนของคนเล็กคนน้อย ไม่ว่าจะเปึนคนพิการ คนยากคนจนในสลัม หรืออะไรต่าง ๆ เพราะว่า ตลอดระยะเวลาที่ทํางานด้วยกัน ก็ท่านได้กําชับผมในฐานะที่ เปึ้นรองประธานกรรมาธิการคนที่สี่ ที่รับผิดชอบในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และเรื่องการเมือง ภาคพลเมืองนะครับ ประเด็นที่ผมอยากจะพูดเรื่องศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ ผมอยากจะ เรียนอย่างนี้ครับ ในฐานะที่เปึนแพทย์ ผมคิดว่า มนุษย์เปึนสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลกใบนี้ นะครับ ที่สามารถคิดถึงระบบคุณค่า ที่สามารถคิดถึงมิติทางด้านนามธรรม เพราะว่า สมองของมนุษย์นั้นพัฒนาถึงขนาด สมองส่วนหน้าของเรานี่ต่างจากลิงใหญ่ เราเปึน ชิมแพนซี (Chimpanzee) รุ่นที่ ๓ นะครับ แต่ว่าชิมแพนซีนี่จะมีหน้าผ่ากราบออกไป หน้าผ่าก็ไม่นู้นมาข้างหน้า อันนี้แหละครับ ทำให้มนุษย์สามารถคิดถึงมิติที่เปึนนามธรรม และเรื่องของคุณค่า เรื่องความดี ความชั่ว มนุษย์ก็พ้นไปจากสัตว์ ก็เพราะเรื่องคุณค่า เรื่องการเคารพศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ แท้ที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เปึ้นเรื่องที่เราไป ล็อกเลี่ยนแบบต่างประเทศมานะครับ ถ้าเราย้อนดูประวัติศาสตร์สองสามพันป้ที่ผ่านมา ศาสดาของทุกศาสนานี่จะพูดถึงเรื่องการเคารพคุณค่าความเปึนมนุษย์มากที่สุดในทุก ศาสนา บ้างก็พูดว่า โลกทั้งผองพี่น้องกัน บ้างก็พูดว่า สัตว์โลกทั้งหลายเปึนเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น นี่ไม่เพียงมนุษย์เท่านั้นนะครับ แต่ว่ามนุษย์เองต้องไปเห็น แก่สัตว์โลกทั้งหลายที่เปึนเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น บ้างก็บอกว่า ให้ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง เหล่านี้แหละครับ ผมคิดว่า เปึ้นเรื่องของการให้คุณค่า หรือ ศักดิ์ศรีความเปึ้นมนุษย์ ประเด็นที่ผมพูด ก็อยากจะบอกว่า มนุษย์ไม่ว่าเพศหญิง เพศ ชาย ไม่ว่าเด็กหญิง หรือคนชรา หรือว่าคนที่เราบอกว่า เปึนเพศที่ ๓ หรือผิดเพศอะไร ต่าง ๆ นี่ ก็ล้วนแต่เปึนมนุษย์ด้วยกันทั้งสิ้น การที่มีเครือข่ายความหลากหลายทางเพศได้ เรียกร้องในเรื่องนี้ ผมคิดว่า มีประเด็นที่เราควรจะต้องแยกแยะครับ บางครั้งถ้าเราบอกว่า ในมาตรา ๓๐ วรรคแรก ที่เขียนว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความ คุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน อันนี้เปึนหลักในวรรคแรก วรรคถัดมา ชายและหญิงมี สิทธิเท่าเทียมกัน ท่านประธานครับ กว่าชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกันนี่ ใช้เวลานับร้อย ป้นะครับ จนบัดนี้ยังไม่เท่าเทียมกันเลย ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านทูตสุพจน์ ที่พูดถึง ว่า เรามีสองเพศ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า แม้ว่าจะมี ๒ เพศ ๓ เพศ หรือ ๔ เพศก็ตาม ประเด็นอยู่ที่ว่า มันอยู่ที่วรรคที่ ๓ ครับ การเลือกปฏิบัติโดยไม่เปึนธรรมต่อบุคคล เพราะ เหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย หรือ สุขภาพ ฐานะบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษา อบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง ไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทํามิได้ ผู้หญิงกับผู้ชายกว่าจะได้สิทธิเท่าเทียมกันนี่ ในวรรคสอง เท่าที่ผมทราบจากบรรดาผู้หญิง ในเมืองไทยที่ต่อสู้ในเรื่องนี้ ใช้ความพยายามอย่างแสนสาหัสนะครับ ถ้าไปดู จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้หญิงใช้เวลานับร้อยกว่าป้จึงจะมีสิทธิที่จะลงคะแนน โหวต ถ้ามองดูไปในพุทธศาสนา เราก็รู้สึกชื่นชมนะครับ พระศาสดาของเราที่พระนาง ปชาบดีโคตมีได้มาบวชเปึนพระภิกษุในพุทธศาสนา แต่ก็ใช้ความยากลำบากอย่างยิ่งยวด ความพยายามอย่างยิ่งยวดกว่าจะบวชได้ ในศาสนาซิกข์ (Sikh) คุรุ นานัก (Guru Nanak) เมื่อประมาณห้าร้อยกว่าป้ที่แล้ว ในวงการผู้หญิงด้วยกัน ถือว่า ศาสดาของศาสนาซิกข์ นี่นะครับ เปึนผู้ชายคนแรกที่เปึนผู้นําในการสนับสนุนความเสมอสิทธิของผู้หญิงว่าเสมอ เท่าเทียมผู้ชาย ในสังคมอเมริกันสู้มาร้อยสามสิบห้าป้ เพื่อจะได้ลงคะแนนเลือก ประธานาธิบดี ในนิวซีแลนด์นี่ใช้เวลาถึง ๑๑๔ ป้ที่ผ่านมานี่ครับ จึงจะเกิดการเลือกตั้ง ลงคะแนนเลือกตั้งครั้งแรก ผู้หญิงได้รับการอนุญาตให้ลงคะแนนเสียง ในอินเดีย ปากี่สถาน กว่าผู้หญิงจะออกมาทำงานนอกบ้านได้ก็แทบสาหัส นี่เปึ้นเพศที่เปึนอยู่ใน ธรรมชาตินะครับ แต่ว่ายังมีการกีดกั้น มีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะโลกใบนี้ เปึ้นโลกที่ผู้ชายเปึ้นใหญ่ครับ สองสามพันป้ที่ผ่านมาผู้ชายเปึ้นใหญ่ตลอด และจนบัดนี้ ผู้ชายก็ยังเปึนใหญ่ เปึ้นผู้ที่กำหนดกฎกติกาในสังคม กำหนดแบบแผนวิถีชีวิต วีถีคิด โครงสร้างอำนาจทางสังคม การจัดความสัมพันธ์ในครอบครัว ในองค์กร ผู้ชายเปึ้นคน กำหนดหมดเลยครับ แล้วเมื่อวันสองวันก่อน ในคณะกรรมาธิการยกร่าง อาจารย์คมสั้น โพธิ์คง เสนอว่า ควรจะมีบัญชีในรายชื่อของระบบสัดส่วน ควรกำหนดให้อย่างน้อยมี ผู้หญิง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลที่ว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้เรามีผู้หญิง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ตามองค์กรต่าง ๆ น้อยมาก ๑ คนมี ๑๐ คน (๑๐ คน มี ๑ คน) เพราะฉะนั้นควรจะ กำหนดเพดานเปึน ๒ เท่า คือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็น่าเสียดายครับ เมื่อโหวตก็ไม่ผ่าน แล้วก็องค์ประกอบของที่ประชุมก็มีผู้ชายเกือบทั้งหมด มีผู้หญิงอยู่ ๓ ท่านที่อภิปราย แล้วก็ฟังดูแล้ว ก็ไม่ได้อภิปรายที่ช่วยทำให้ ขอประทานโทษนะครับ ผู้หญิงได้รับสิทธิ มากขึ้น ประเด็นที่ผมอยากจะพูด ในประเด็นของการเลือกปฏิบัติของที่เรียกว่า เพศวิถี่ บ้าง เพศสภาพบ้าง ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับ สิ่งที่ ขออภัยที่จะต้องเอ่ยชื่อ เอ่ยนาม ท่านทูตสุพจน์พูด คงไม่ได้เปึนเรื่องที่เปึนความถูกหรือผิดของใครนะครับ แต่ว่าผมคิดว่า ผู้ชายโดยทั่วไปนี่เขาจะมีความรู้สึกอคติอย่างรุนแรงต่อคนที่เราเรียกว่า เกย์บ้าง เลสเบียน (Lesbian) บ้าง หรือ เพศที่ ๓ บ้าง แล้วก็ไประบุว่า เขาเปึ้นโรคจิตบ้าง ทั้ง ๆ ที่ในวงการ จิตแพทย์ของอเมริกาได้มีงานวิจัยยืนยันอย่างชัดเจนมาสามสิบสี่สิบป้แล้วว่า การที่ชอบ เพศเดียวกันนี่ไม่ได้เปึนความผิดปกติทางจิตแต่อย่างใด มาเมื่อ ๑๕ ป้ที่ผ่านมามีองค์การ อนามัยโลกได้ออกมาประกาศชัดเจนนะครับว่า สิ่งเหล่านี้ การรักเพศเดียวกันก็ไม่ได้เปึน การผิดปกติทางจิตแต่อย่างใด แล้วเอารายชื่อที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า ผิดปกติทางจิต ออกจากบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ ซึ่งองค์การอนามัยโลกสนับสนุนอยู่ การรักเพศ เดียวกันออกมาจากบัญชีที่อยู่ในกลุ่มความผิดปกติทางเพศ ความผิดปกติทางจิตใจ อันนี้ ก็ชัดเจนว่า วงการแพทย์ทั่วโลกขณะนี้ได้ยืนยันแล้วว่า เขาเหล่านี้เปึนคนที่เหมือนท่าน เหมือนผม เหมือนเราทุก ๆ คนที่อยู่ในโลกใบนี้นะครับ ประเด็นสำคัญที่เข้าใจผิดกัน อย่างมาก คือ เข้าใจว่า มีอาการป์วยทางจิต แล้วก็ตั้งข้อรังเกียจิต่าง ๆ นานา พ่อแม่ที่อยู่ ทางบ้าน ถ้ามีลูก มีหลาน แล้วก็มีความกลุ้มใจราวกับว่า คือเจ็บปวดมาก แล้วก็โทษตัวเองมาก ผมอยากจะบอกคุณพ่อ คุณแม่ ที่อยู่ทางบ้านว่า อย่าไปโทษตัวเองเลยครับ ความรู้ใหม่ล่าสุดที่ค้นพบหลักฐาน ก็คือ ความผิดปกติใน ยีน (Gene) ในโครโมโซม โดยเฉพาะโครโมโซม เอ็กซ์ (Chromosome X) การเลี้ยงดูที่ กล่าวโทษกันมีผลแต่น้อยมาก เพราะฉะนั้นการที่คุณพ่อ คุณแม่จะพาลูกพาหลานที่เขามี เพศแต่กำเนิดเปึ้นเพศชาย แต่ว่าเพศสภาพหรือเพศวิถีของเขานี่ เขาคิดว่า เขาเปึนผู้หญิง แล้วไปบอกให้จิตแพทย์ช่วยแก้ให้เขาเปึนผู้ชายเหมือนอวัยะที่เขามีอยู่นั้นนี่ จิตแพทย์คง ช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ แต่สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจว่า ให้เขามี ความสุข มีความมั่นใจอยู่ตามสภาพที่เขาคิดว่าเขาเปึน และสังคมไทยหรือสังคมอื่น ๆ นี่ ควรจะไม่เลือกปฏิบัติต่อคนเหล่านี้ แล้วก็ทำให้เข้าใจด้วยว่า นอกจากเข้าเปึนคนจิตปกติ เหมือนพวกเราทั้งหลายแล้วนี่ เขาก็ไม่ควรที่จะถูกรังเกียจ ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกีดกั้นใน ทุก ๆ เรื่องที่เรากําลังกระทํากับเขาอยู่ ในวรรคที่ ๓ เรื่องการเลือกปฏิบัตินี่ล่ะครับ เราจะ รู้สึกอย่างไรครับถ้าลูกหลานของเราไปเกณฑ์ทหาร เมื่อกี้กรรมาธิการบางท่าน สสร. บางท่านพูดถึง แล้วไม่ถูกคัดเลือกเปึ้นทหาร แต่ว่าใน สด. ๔๓ ระบุว่า เปึ้นโรคจิต โรคจิต ถ้าวรบ้าง เสร็จแล้วหลังจากนั้น เขาก็ไม่สามารถที่จะไปทำงานอื่นได้อีกเลย มันฆ่ากันทั้ง เปึ้นนะครับ เราจะรู้สึกอย่างไรครับถ้าลูกหลานของท่านวันหนึ่งขับรถไป แล้วถูกดักแล้ว ตรวจ เจ้าหน้าที่ที่ตรวจนี่เห็นว่าเปึนกะเทย แล้วก็ไปเสริมเต้านมมา ก็สนุก บอกให้ถอด เสื้อเพื่อจะดู คนที่ถูกถอดเสื้อนี่เขารู้สึกว่าเขาเปึนผู้หญิงครับ ท่านก็ลองนึกดูสิครับว่า ถ้า ลูกสาวของท่านถูกกระทำอย่างนั้น ท่านจะรู้สึกอย่างไร นี่คือการเลือกปฏิบัติไหม แล้วก็ทำ กับคนเหมือนกับไม่ใช่คน ประเด็นที่ผมจะพูดก็คือ เรื่องการเลือกปฏิบัตินี่ ไม่ได้พูดบอกว่า ชาย หญิง แล้วก็ใส่ เพศที่ ๓ เข้าไป ย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกัน ถ้าพูดเช่นนั้นก็จะทำให้ระบบ กฎหมายรวนหมดทั้งระบบ แล้วก็จะมีคนออกมาต่อต้านมากมาย แต่สิ่งที่เขาขอนี่อย่า เลือกปฏิบัติ สิ่งที่เขาขอนี่ คือ ขอให้ทำกับเขา ปฏิบัติกับเขาเหมือนกับเขาที่เขาเปึนคน เหมือนกับที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่บอกไว้ในมาตรา ๔ ศักดิ์ศรีของความเปึนมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคย่อมได้รับการคุ้มครอง สิ่งนี้ต่างหากครับเปึนสิ่งที่เราอยากเห็นว่า เกิดขึ้นในสยามประเทศนี้ ผมคิดว่า เขาไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมายนะครับ แล้วสิ่งที่น่า ประทับใจที่สุด ก็คือว่า ผมไปมาหลายเวที ไปพบมาหลายกลุ่ม บางกลุ่มที่ดูเหมือนว่า จิตใจสูงส่ง บอกว่าถ้าไม่บรรจุ ไม่รับเขาไว้ในมาตราใดมาตราหนึ่งนี่ ก็จะคว่ํารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ แต่ว่ากลุ่มที่เครือข่ายหลากหลายทางเพศบอกว่า เขาได้ศึกษารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในหลายมาตรา โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิเสรีภาพและเรื่องอื่น ๆ ก็รู้สึกว่าพอใจแล้วก็ ก้าวหน้า ข้อเรียกร้อง ข้อเสนอของเขานี่จะได้รับการตอบสนองหรือไม่นี่ ไม่สำคัญเท่ากับ เขาได้มีโอกาสได้มาแสดงความคิดเห็น ได้มาแสดงให้รู้ว่าเขาทุกข์ยาก เขาถูกเลือกปฏิบัติ อย่างไร เขาพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยไม่มีข้อแม้หรือเงื่อนไขใด ๆ ครับ ท่านครับ มีกรณีตัวอย่างอีกมากมายที่ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่า เขาถูกกระทําอย่างไร บ้าง ผู้ชายคนหนึ่งบอกว่า ผมเปึนเกย์ ที่มีอาชีพเปึ้นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์แนวบันเทิง และรายการสารคดีการท่องเที่ยวต่างแดน เมื่อเร็ว ๆ นี้ รายการสารคดีการท่องเที่ยวที่ ผมเปึนผู้ดำเนินรายการถูกถอดถอนออกจากผังรายการของสถานี โดยไม่ทราบสาเหตุ ผมได้ยินบางคนที่พูดกันอยู่ในวงการนี้นะครับ เมื่อกี้ก็มีบางท่านได้พูดบอกว่า ถ้ามาเปึน พิธีกรรายการนี่ก็จะมีการเรียนแบบ ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับ อันนี้เปึนอคติที่เปึน ตราบาปอย่างยิ่งในสังคม ความรู้ในปัจจุบันนี่บอกกับเราว่า เปึนเรื่องของพันธุกรรม ความรู้ในปัจจุบันบอกกับเราว่า ๕ ป้แรกนี่เปึน ๕ ป้ที่ลงหลักปักฐานแล้วว่า เขารู้สึกว่าเขาเปึนเพศอะไร เมื่อกี้คุณอลิสา ยืนยันนะครับว่า ที่ทิฟฟ้านี (Tiffany) ที่คุณอลิสาได้ดูแลอยู่ ทำงานอยู่ แล้วไปสัมภาษณ์ ก็ปรากฏว่า เขารู้สึกอย่างนี้ตั้งแต่เกิด อันนี้งานวิจัยกับงานที่สัมภาษณ์ในกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มหนึ่งนี่ก็สอดคล้องต่อเนื่องกัน เพราะฉะนั้นการที่มีผู้ดำเนินรายการที่มีลักษณะเช่นนี้ ไม่ได้เปึ้นเหตุให้เด็กที่ดูทางบ้านไปเลี่ยนแบบพฤติกรรมอย่างนั้นหรอกครับ ถ้าพื้นฐาน ในช่วงแรกของชีวิต ใน ๕ ป้แรกเขาไม่ได้เปึนอย่างนั้น เพราะว่ามันถ่ายทอดทางจีเนติกส์ (Genetics) ครับ มันถ่ายทอดทางพันธุกรรม และเปึนความผิดปกติของโครโมโซม เช่นเดียวกับบางโรคที่เรารู้สาเหตุบ้าง ไม่รู้สาเหตุบ้าง ไม่ว่าออทิสติก (Autistic) หรืออะไร ต่าง ๆ นะครับ เช่นนี้ล่ะครับที่เขารู้สึกว่า เขาเจ็บปวดมาก มีหลาย ๆ เรื่องด้วยกันนะครับ ที่เขาถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เปึนธรรม เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมก็ในฐานะที่เปึนแพทย์ส่วน หนึ่งนะครับ แล้วก็ในฐานะที่เห็นว่า เพื่อนมนุษย์กลุ่มหนึ่งด้วยกันถูกกระทำอย่างที่ไม่น่า เชื่อ ก็อยากจะมาเสนอว่า ในมาตรา ๓๐ ในวรรคที่ ๓ เรื่องการเลือกปฏิบัติ เราพร้อมแล้ว หรือยังครับที่เราจะคํานึงถึง นึกถึงคนกลุ่มนี้นะครับ ที่ผมเสนอ ก็คือ เสนอเรื่องเพศสภาพ ขอประทานโทษ ที่มาจากภาษาอังกฤษ ที่เขาใช้คำว่า เจนเดอร์ ไอเดนติตี้ (Gender identity) นั่นหมายความว่า เขารู้ว่าเขาเปึ้นเพศที่เขาเปึน โดยที่ตรงข้ามกับอวัยวะเพศแต่ กำเนิดนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้เพื่อนสมาชิกช่วยพิจารณาประเด็นนี้ด้วยหัวใจที่ เปึ้นมนุษย์ครับ ขอบพระคุณครับ