สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๗ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐

วิทวัส บุญญสถิตย์ หารือเรื่องความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดยะลา และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นของคณะบุคคล สิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชน และสิทธิของชุมชน

นายวิทวัส บุญญสถิตย์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายวิทวัส บุญญสถิตย์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผม ได้ไปภาคใต้ ที่จังหวัดยะลา ในการรับฟังความคิดเห็นนะครับ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะสะท้อน ภาพให้เห็นสักนิดหนึ่งว่า ในจังหวัดยะลานั้น ในอดีตกับปัจจุบันต่างกันมากเหลือเกิน นะครับ ผมในฐานะที่เปึนคนถิ่นนั้น แล้วก็มีเพื่อนฝูงก็มากมายในจังหวัดยะลา กลับไปเที่ยวนี้ก็ได้มีโอกาสพบปะ และเจอะเจอกับเพื่อน แล้วก็พี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดยะลาด้วยนะครับ จังหวัดยะลานี้ ในอดีตเปึนจังหวัดที่มีความสงบ แล้วก็ผังเมืองเปึนจังหวัดที่มีความสวยงาม โรงเรียนจะอยู่ถนนหนึ่งเส้นเลย ตลอดเลย นะครับ ถนนพิพิธภักดี หน่วยราชการก็อยู่เปึนกลุ่มนะครับ ซึ่งเปึนจังหวัดที่มีผังเมือง ที่สวยงาม และมีความสะอาด ประกวดได้เปึนอันดับหนึ่งของประเทศมาหลายป้ติดต่อกัน นะครับ เมื่อไปเที่ยวนี้ แต่ละคนที่เราได้พบ ได้เจอะเจอนั้น สีหน้ารู้สึกมีความกังวล เปึ้นอย่างมาก แต่ถึงมีความกังวลอย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น ไปรับฟังความคิดเห็นพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดยะลา พี่น้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ มีพี่น้องประชาชนเข้ามารับฟังความคิดเห็น และเสนอแนะมากถึง ๑,๕๙๓ คน ซึ่งเรา ตั้งเปัาเอาไว้ว่า เอาแค่ ๖๐๐ ก็จะเต็ม แต่ว่าพี่น้องประชาชนได้มาให้ความร่วมมือมากถึง ๑,๕๙๓ คนนะครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ของภาคใต้ ก็ได้มีข้อมูลต่าง ๆ ที่พี่น้องมาเสนอแนะ ประเด็นสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ ที่พี่น้องประชาชนได้มาสะท้อนให้เห็นนะครับ ในประเด็นเรื่องของคณะบุคคล เพื่อหาทางออกในยามวิกฤติชาติ ตามมาตรา ๖๘ นั้น ผู้เข้าร่วมสัมมนาแสดงความเห็นว่า ไม่เห็นด้วย เพราะเหตุว่า บุคคลที่เปึ้นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรนั้น แล้วก็บุคคลที่เปึนนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีก็ดี ส่วนทั้งหมดนั้น มาจากประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าจะให้บุคคลเพียงไม่กี่คน ๗ คน ๑๐ คน หรือ ๑๑ คน มาตัดสิน ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนยึดโยงกับประชาชน และมาตัดสินวิกฤติครั้งนี้ ประชาชนบอก ไม่เห็นด้วยนะครับ ในการมาประชุม ใครเปึนผู้มาประชุม ใครเปึน ผู้เรียกประชุม เชิญประชุม พี่น้องประชาชนก็ยังกังขาว่า ถ้าในหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งเปึ้น ผู้แทนมาทั้งหมด ๑๑ องค์กร หรือ ๗ องค์กร นั้น จะเปึ้นผู้เรียก ใครเปึ้นผู้เรียกประชุม ใครเปึ้นผู้เชิญประชุม เพราะฉะนั้นตรงนี้เองประชาชนไม่เห็นด้วยนะครับ ส่วนในประเด็น เรื่องสิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชน และสิทธิของชุมชน ผู้เข้าร่วมสัมมนา แสดงความเห็นว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการยกร่าง มาตรา ๒๔๘ นะครับ ควรบัญญัติ ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนลงมาดูแลประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน เพราะ เหตุว่า พี่น้องประชาชนนั้นรู้สึกค่อนข้างที่จะว้าเหว่ เนื่องจากว่า ในอดีตที่ผ่านมานั้น ข้อคิด ความเห็นของพี่น้องประชาชนบอกว่า ไม่ได้รับความเปึนธรรม เพราะฉะนั้น จึงต้องการเรียกหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนลงมาดูแล โดยให้บัญญัติ เข้าไปใน มาตรา ๒๔๘ นะครับว่า กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนดูแลประชาชน ให้บัญญัติเข้าไป อยู่ในบัญญัติข้อนี้ด้วยนะครับ ส่วนประเด็นที่ ๓ นะครับ ในประเด็นเรื่องจำนวน และกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา การเข้าร่วมสัมมนาแสดงความเห็นว่า ไม่เห็นด้วย กับการสรรหา เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง การสรรหาไม่ได้มีส่วนยึดโยงกับประชาชน เพราะฉะนั้นจึงขอให้เปึนการเลือกตั้ง การสรรหาจากกลุ่มอาชีพก็ดี หรือจากกลุ่ม ผลประโยชน์ เฉพาะกลุ่มอาชีพของตน อันนี้ประชาชนไม่เห็นด้วยนะครับ การสรรหา จะไม่ได้คนดีทั่วประเทศ แต่จะได้เฉพาะบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น อันนี้เปึนข้อคิด ความเห็น ของพี่น้องประชาชนซึ่งมาแสดงความคิดเห็นนะครับ ส่วนในประเด็นในเรื่องจำนวน และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ผู้เข้าร่วมสัมมนาแสดงความเห็นว่า ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการยกร่างนะครับ พร้อมกับมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้นะครับ อันที่ ๑ สส. ควรมีจำนวน ๕๐๐ คน เพราะสามารถทำงานได้ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ มากกว่าการมี สส. จำนวน ๔๐๐ คน ในประเด็นที่ ๒ การเลือกตั้งควรให้ กกต. ทำหน้าที่ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้เข้าใจการเลือกตั้งให้มากกว่าที่เปึ้นอยู่ ที่ผ่านมานะครับ ประเด็นที่ ๓ สส. ระบบแบ่งเขตกำหนดตามสัดส่วนของจำนวนคณะรัฐมนตรี หมายความว่า มีรัฐมนตรีมากกว่า ๓๕ คน ถ้ามี สส. มากขึ้น ส่วนในประเด็น ต่อมานะครับ พี่น้องประชาชนมีความเห็นดังต่อไปนี้นะครับ ประเด็นในเรื่องการบัญญัติ ให้พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติ อันนี้มีการออกเสียงเปึน ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่เห็นด้วยก็บอกว่า ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ์ อันที่ ๒ ทำให้ศาสนาพุทธมีระเบียบ มีระบบ และมีความเจริญมากขึ้น อันที่ ๓ ถึงจะบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ ก็ไม่น่าเกิดปัญหากับคนไทย คนไทยก็สามารถอยู่ร่วมกันได้กับทุกศาสนา อยู่แล้ว ส่วนมีผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาซึ่งไม่เห็นด้วย มีความเห็นดังต่อไปนี้นะครับ อันที่ ๑ คือ ตามมาตรา ๙ นะครับ พระมหากษัตริย์ทรงเปึนพุทธมามกะ และทรงเปึน อัครศาสนูปถัมภก อันที่ ๒ อาจทำให้เกิดความแตกแยกของประชาชนในประเทศชาติ อันที่ ๓ เพราะการนับถือศาสนานั้น ขึ้นอยู่กับจิตใจของประชาชนมากกว่า อันนี้บุคคล ที่ไม่เห็นด้วยนะครับ แต่มีข้อเสนอแนะต่อไปอีกนะครับ ของผู้เข้าร่วมสัมมนาบอกว่า จะบัญญัติหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของประชาชนที่จะปฏิบัติตามหลักศาสนา หรือไม่นะครับ ผมเองได้ไปรับฟังความคิดเห็นมากับพี่น้องประชาชนชาวภาคใต้มาหลาย เวทีนะครับ แต่ละเวทีผมก็จะสรุปเปึนประเด็นย่อ ๆ มา เพื่อที่จะมาสะท้อนภาพให้กับ เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้รับทราบนะครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกนั้น มีความดี ตรงไหนบ้างนะครับ อันแรกที่สุด สะท้อนมาจากประชาชนชาวภาคใต้นะครับ อันที่ ๑ ก็คือ เป่ดโอกาสให้สิทธิเสรีภาพมากขึ้น เปึนประชาชนสามารถเสนอร่างกฎหมาย หรือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ง่ายขึ้น จากเดิม ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เหลือ ๒๐,๐๐๐ ชื่อ ประเด็นที่ ๒ ปัองกันผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง โดยห้าม สส. และ สว. ดํารงตําแหน่งในรัฐวิสาหกิจ และห้ามรับสัมปทานจากรัฐนะครับ ประเด็นที่ ๓ ปัองกันไม่ให้นักการเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน โดยห้ามเปึน เจ้าของกิจการ และห้ามถือหุ้นในสื่อมวลชนต่าง ๆ ในประเด็นที่ ๔ มีการตรวจสอบ นักการเมืองมากขึ้น โดยให้ สส. และ สว. แจ้งงบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณะ ๕. มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะกรณีการทำสนธิสัญญา ที่มีผลกระทบต่อประโยชน์ของประชาชนและสิ่งแวดล้อม อันที่ ๖ มีการขจัดการผูกขาด อำนาจ และปัองกันการใช้อำนาจที่ไม่เปึนธรรมจากหน่วยงานของรัฐนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เปึนข้อดีของรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ร่างของป้ ๒๕๕๐ นี้ ซึ่งผมได้ไปเก็บเกี่ยว มาจากทุกเวทีที่ผมได้ไปรับฟังความคิดเห็นมา ตอนนี้ก็ผมมีประเด็นที่จะสะท้อนให้เห็น เพื่อนสมาชิกได้เห็นเพียงแค่นี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ