เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งให้ประชาชนได้รับอำนาจมากขึ้น และการแก้ไขปัญหาการซื้อขายเสียงในการเลือกตั้ง โดยเสนอแนวคิดที่จะเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งเปึ้นระบบสัดส่วน เพื่อให้ทุก ๆ คะแนนเสียงมีความหมายต่อการเลือกผู้แทนไปนั่งในสภา นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาในการพัฒนาประเทศ และเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ระบุถึงการให้การศึกษา 12 ปีแก่ประชาชน และจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาอย่างเพียงพอ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม เปึนคณะกรรมาธิการยกร่างนะครับ ผมได้ฟัง จากที่ได้มีการอภิปรายมา คือโดยส่วนตัวที่แรกก็ตั้งใจว่าจะขอบคุณแล้วก็ชมเชย ท่านกรรมาธิการรับฟัง แต่บังเอิญท่านสมาชิกทุกคนก็ได้รู้ว่าท่านได้ทำคุณประโยชน์ต่อ สสร. เปึนอย่างมากในการที่จะไปรับฟังความคิดเห็นมานะครับ เพราะฉะนั้นผมจะข้าม ตรงนี้ไป จากประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างได้นำเสนอนี่ เกิดมีการ์ตูน (Cartoon) อันหนึ่งซึ่งสะกิดใจผม ขอประทานโทษคุณมาลีรัตน์ แก้วก่า ท่านได้มีการ์ตูนแสดงว่า ในการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเท่าที่เปึนอยู่นี่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของคนที่มีอํานาจ ก็คือคนที่ครองอํานาจของประเทศ ทีนี้ก็คือถ้าเราเปึนอย่างนี้ คําถามว่า ประชาธิปไตยที่ เราเกิดขึ้นทำอย่างไรถึงจะให้อำนาจอันนี้มันอยู่ในมือของประชาชน การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยเพื่อความเปึนอยู่ที่ดีของทุกคน ไม่ใช่ของคนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ในสภาพสังคมเศรษฐกิจที่เปึนอยู่ในปัจจุุบันก็ต้องยอมรับว่า ถ้ามองในเชิงเศรษฐกิจ ประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ของคนที่รวยที่สุดคุมรายได้ สัดส่วนของรายได้นี่ประมาณ ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าพูดถึงว่าคุมจํานวนทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งของประเทศนี่ผมว่า ป่าเข้าไปประมาณแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ อันนี้คือฐานทางเศรษฐกิจ แล้วระบบการ เลือกตั้งอย่างที่เปึนอยู่ ที่ประชาชนยังไม่ค่อยตื่นตัวเท่าที่ควรนี่ เงินก็ยังซื้อได้ มันก็ยังคง เปึ้นระบบนี้ไปอีก เราจะร่างรัฐธรรมนูญกี่ครั้งลักษณะอันนี้ก็จะยังไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้น ในประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะแสดงความเห็นในที่นี้จะเปึน ๒ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก คือ เรื่องการศึกษา ๒. ก็คือ ในเรื่องระบบการเลือกตั้ง
ในเรื่องการศึกษานี่ผมคิดว่าเปึนหัวใจสำคัญที่เราได้ให้ความสำคัญกัน ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ในมาตรา ๔๓ บอกว่า ประชาชนคนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับ การศึกษาสิบสองป้โดยไม่เสียเงิน แต่ปรากฏว่าข้อเท็จจริงมันไม่เปึนอย่างนั้น รัฐธรรมนูญ จะเขียนอย่างนั้นก็ตาม แต่ว่าในทางเปึนจริงมันไม่ทั่วถึง แล้วก็เปึนจุดอันหนึ่งที่ นักการเมืองก็เอาประเด็นนี้ ความไม่ทั่วถึงก็ไปหาผลประโยชน์ทางการเมือง แทนที่จะจัด งบประมาณอย่างเต็มที่ให้แก่การศึกษาเปึนอันดับแรก ที่เหลือจะไปจัดอย่างอื่น แต่ท่าน ไม่ ท่านก็จัดทั่วไป แถมยังมีงบประชานิยมต่าง ๆ มากมาย การศึกษาท่านก็แก้ด้วยวิธีการ เอาเงินสลากกินแบ่งรัฐบาลนี้ไปจ่ายในที่ต่าง ๆ ทีนี้ในคณะกรรมาธิการยกร่าง ในป้นี้ มีความเห็นว่า เราต้องพยายามทําให้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ นี่มันดีกว่าป้ ๒๕๔๐ แล้วเปึ้นรัฐธรรมนูญที่จับต้องได้ กินได้ มีความอบอุ่นได้จากรัฐธรรมนูญอันนี้ เพราะฉะนั้น เราก็มองกันว่า ตราบใดก็ตามถ้าประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ยั่งยากจน ยังไม่รู้หนังสือ ขาดความตื่นตัวทางการเมืองนี่ประชาธิปไตยมันไปไม่รอด ประชาธิปไตยมันจะไปรอดได้ คนต้องพออยู่ พอกิน มีความรู้ตามสมควร ได้รับฟังข้อมูลข่าวสาร สามารถที่จะแสดง ความคิดเห็นได้ อย่างนี้ประชาธิปไตยเราถึงจะไปรอด จากจุดนี้นั่นเอง ในเรื่องการศึกษานี่ เราคิดว่าเปึ้นเรื่องหัวใจสําคัญ เพราะฉะนั้นเราก็มีความเห็นว่า ทําอย่างไรถึงจะบอกว่า ๑๒ ป้นี่ต้องทำให้ได้ แต่ทีนี้ต้องทำให้ได้นี่อันหนึ่งที่คณะอนุกรรมาธิการยกร่าง ในกรอบที่ ๑ บอกว่าให้ใส่งบประมาณไปเลยว่า รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณ อย่างเพียงพอเพื่อให้ประชาชนในวัยการศึกษาได้รับการศึกษา ๑๒ ป้อย่างทั่วถึงและ เท่าเทียมกัน ในประเด็นอันนี้ขอกราบเรียนท่านประธานว่าก็มีท่านสมาชิกบางท่านก็ยังมี ความเปึนห่วงว่าข้อเท็จจริงนี่มันทำไม่ได้ เงินไม่มี ก็เอาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา แล้วก็มาเปึนข้อท้วงติงว่ามันทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมคิดว่าถ้าเราจะทํากัน จริง ๆ ถ้าเราจะ ถือว่าการศึกษาเปึนหัวใจในการพัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี่จะต้องระบุไปเลยว่าต้องทําให้ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตฝากท่านกรรมาธิการรับฟังใน ๒ – ๓ ประเด็น เกี่ยวกับเรื่อง การศึกษา ๑. ให้ระบุไปเลยว่า จะต้องจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษา๑๒ ป้นี้ลงไว้ใน รัฐธรรมนูญ เห็นด้วยหรือไม่ ประเด็นถัดมาก็คือว่าในเรื่องของการศึกษานี่ เราบอกว่า ๑๒ ป้อาจจะนับตั้งแต่ประถมขึ้นไป แต่ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาท่านบอกว่า ความจริง พัฒนาการของเด็กมันเริ่มก่อนหน้านั้นแล้ว มาถึงชั้นประถม มันก็สายไปเสียแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นย่น ๑๒ ป้ลงไปรับตั้งแต่อนุบาลได้ไหม เขาบอกว่า มันก็ไม่ได้จบมัธยม ถ้าอย่างนั้นอยากจะขอขยายว่าเปึน ๑๔ ป้ ฝากท่านไปถามว่า ๑๔ ป้ เปึนการศึกษาที่รัฐจะต้องจัดให้ประชากรไทย อาจจะว่าก่อนอนุบาลไปจนถึง จบมัธยมศึกษา เรื่องนี้เปึนเรื่องสำคัญมากท่านประธาน ถ้าท่านฟังข่าวหนังสือพิมพ์ เมื่อวันสองวันนี้ สสวท. มีการปวดหัวเกี่ยวกับเรื่องผลการสอบเอเน็ต (A-net – Advanced National Education Test) ปรากฏว่า คะแนนวิทยาศาสตร์นี่ไม่เอาไหนเลยเด็กไทย เทียบ เวียดนามก็ไม่ได้ เทียบมาเลเซียก็ไม่ได้ ก็ห่างกันหลายห่วง แต่ทีนี้ถ้าเราไปไล่ดูว่ามันเริ่ม มาตั้งแต่ประถม ประถมก็ไม่เอาไหน การเรียนการสอนนี่ มาจนถึงมัธยม มาถึงอุดม การศึกษาตั้งแต่ระดับล่างมันปูพื้นฐานมาไม่ดี พอไล่ ๆ ขึ้นมามันก็ขึ้นมาถึงระดับอุดม มันก็แย่อีก มันก็พัฒนาไม่ไหว อย่างสมัยก่อนนี่ ไม่ทราบว่าท่านประธานทันสอบสมัย เอ็นทรานซ์ (Entrance) หรือเปล่า ก็บอกว่าต้องขีดถูก ขีดผิดนะ เขาบอกเดี๋ยวนี้เด็กสมัย นี้ไม่ต้องอ่านคําถามแล้ว มาขีดดะไปเลย อย่างนี้น่าเปึนห่วงนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหา กว่าเรามองถึงอนาคตของประเทศชาติ ผมคิดว่าเรื่องสำคัญคือเรื่องการศึกษาต้องให้ก่อน แล้วอย่างอื่น จะทำอะไร อย่างอื่นก็ไปจัดสรรงบประมาณเอา ถ้าเงินไม่พอก็ต้องเก็บภาษี เอามาจัดสรรนะครับ เพราะฉะนั้นฝากเปึนประเด็นที่ ๓ ฝากท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ และคณะลองถามว่า ให้ถือว่า การศึกษาเปึนวาระแห่งชาติที่รัฐบาลจะต้องทำ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อันนี้ผมขอฝากเปึน ๓ ประเด็นนะครับ
ทีนี้มาถึงประเด็นการเลือกตั้งนะครับ ในระบบการเลือกตั้งที่เปึ้นอยู่ หรือเปึนมาโดยตลอดนี่คนที่มีสตางค์ คนที่มีเงินก็ยังได้เปรียบอยู่วันยังค่ำ แถมระบบ การเลือกตั้งของเราก็ยังไปช่วยพรรคใหญ่ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ผมจะขออนุญาต เอาตัวเลขบางตัวอ่านให้ท่านประธานฟังว่า ในการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ระบบที่เปึนอยู่ แบบเขตเดียวเบอร์เดียว ใครชนะก็ได้ไป ปรากฏว่าถ้าพูดถึง คะแนนนิยม พรรคใหญ่ก็ได้ประมาณ ๑๖,๕๐๐,๐๐๐ เสียง ถ้าคิดสัดส่วนก็ได้ประมาณ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากว่าระบบการเลือกตั้งของเราเปึ้นระบบที่ช่วยให้พรรคใหญ่ที่มี ฐานเสียงได้ที่นั่งมากขึ้น คือตามสัดส่วนแล้วเขาควรจะได้แค่ประมาณ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าที่นั่งที่เขาได้ จาก ๔๐๐ เขาได้ไป ๓๑๐ ที่นั่ง ได้ไป ๗๗.๕ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนที่นั่ง ในจำนวน ๔๐๐ นี่ เพราะฉะนั้นระบบการเลือกตั้งตัวนี้มันช่วยให้พรรคใหญ่ได้เปรียบ แล้วคะแนนของพรรคเล็ก ๆ หรืออะไรต่าง ๆ นั้นก็ไม่ได้ถูกนับเปึนคะแนนไปเลย เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ก็ได้มีการพูดถึงกันว่า ถ้าเราไม่แก้ระบบการเลือกตั้ง ปล่อยให้มัน เปึนอย่างนี้อีก การซื้อเสียงต่าง ๆ ก็เตรียมกันเรียบร้อย ยิ่งประกาศว่าจะเลือก ๒๓ ธันวาคมนี่ ก็เตรียมกันเรียบร้อย แล้วเท่าที่ผมมีประสบการณ์มาก็คือว่า สมัยก่อนนี่ เขาแจก ขออนุญาต แจกเงิน ยิ่งรอบแรกเขาแจก ๕๐ บาท ถ้าไปใกล้ ๆ เลือกตั้งนี่แลก ไม่ได้ เขาต้องแลกตั้งแต่ต้น สะสมกระสุนเอาไว้ ปูพรมรอบแรก ๕๐ บาท อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นนายกบอกว่าจะเลือกตั้งปลายเดือนนี้ ป์านนี้แบงก์ ๕๐ บาทอาจจะหาไม่ได้ ถ้าเขายั่งยิ่งกระสุนกันแบบนั้นอยู่ ถ้ามันเปึนแบบนี้ ถ้าเราไม่แก้ มันออกมารูปนี้อีก อันหนึ่งที่กรรมาธิการยกร่างการเมืองกําลังคิดถึงว่า ทําไมเราไม่เปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง เปึ้นระบบสัดส่วน ทุก ๆ คะแนนที่โหวต (Vote) นั้นมีความหมาย คิดคะแนนตามสัดส่วน ของคะแนนที่พรรคการเมืองได้เปึ้นที่นั่ง ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างอย่างนี้ ระบบที่เปึ้นอยู่ในปัจจุบันชนะก็ได้ไป แบบภาษา เศรษฐศาสตร์เขาบอกว่า ซีโร ซัม เกม (Zero sum game) ที่ ๑ คะแนน ๕๐,๐๐๐ คะแนน ที่ ๒ คะแนน ๔๙,๙๐๐ คะแนน ไม่ได้ที่นั่ง สส. พรรคที่ได้ที่ ๒ นี่ไม่ได้ แล้วคะแนน ๔๙,๐๐๐ นั่นก็ไม่มีผลอะไรเลย แต่ถ้าเราใช้ระบบสัดส่วนทุก ๆ คะแนนมีความหมาย ต่อการได้ที่นั่งของพรรค ผมจะขออนุญาตท่านประธานยกตัวอย่างประกอบความเห็น สมมุติอย่างนี้ว่า เราใช้ระบบการเลือกตั้ง สส. ๔๐๐ ที่นั่ง เราก็แบ่งเปึ้น ๒๐๐ เขต สส. เขต ๒๐๐ ที่นั่ง สส. ตามสัดส่วนหรือบัญชีรายชื่ออีก ๒๐๐ ที่นั่ง คะแนนของ สส. แต่ละพรรคที่จะได้ให้คำนวณตามคะแนนนิยมที่พรรคนั้นได้ ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่าง แบบนี้ สมมุติว่าพรรคเอ (A) คะแนนนิยมทั่วประเทศได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๔๐๐ ก็คือ ๑๖๐ ที่นั่ง แต่บังเอิญ สส. เขตเขาชนะมา ๑๑๐ ที่นั่ง เพราะฉะนั้นขาดอีก ๕๐ ก็ไปคิดจากบัญชี สส. เขตมาให้ สมมุติอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือว่า พรรคซี (C) ได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๔๐๐ ก็คือ ๘๐ ที่นั่ง แต่ สส. เขต จะไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว แก้ก็จะยังได้ สส. ๘๐ คิดจากบัญชี ทีนี้ลงมาพรรคเล็กบ้าง สมมุติว่าอีกพรรคหนึ่ง พรรคดี (D) ได้ ๘ เปอร์เซ็นต์ ๘ เปอร์เซ็นต์ของ ๔๐๐ ก็จะได้ ๓๒ แล้วบังเอิญพรรคนี้เก่งในการหาเสียงในแต่ละเขตเลือกตั้ง ได้มา ๓๐ คิดตามสัดส่วน แก้ควรจะได้ ๓๒ แต่ได้มา ๓๐ ได้มาแล้ว ๓๐ ก็บวกไปอีก ๒ เปึน ๓๒ ทีนี้มาพรรค สุดท้าย ได้คะแนนนิยมมา ๒ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์นี่ถ้าใช้ระบบที่เปึ้นมานับ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์นี่ไม่นับเลย แต่ถ้าเราใช้ระบบอันใหม่ ๒ เปอร์เซ็นต์ เราคิดให้ ๒ เปอร์เซ็นต์ของ ๔๐๐ ก็ได้ ๘ ที่นั่ง สส. เขตไม่ได้เลย แก้ก็ได้ ๘ ที่นั่ง เพราะฉะนั้น คะแนนเสียง ๒ เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศมันก็มีเวทีที่เล่น ก็มี สส. ผู้แทนอยู่ในสภา ทุกคนอยากจะเล่นการเมืองมาเล่นในสภา ไม่ต้องไปเล่นใต้ดิน สมมุติว่าทาง ๓ จังหวัด ภาคใต้อยากจะให้มีตัวแทนอยู่บนเวทีการเมือง เขาก็สามารถที่จะจัดตั้งพรรคแล้วก็ระดม คะแนน ถ้าเขาได้คะแนนนิยมระดับหนึ่งเขาก็มี สส. อยู่ในสภา หรือแม้แต่นักวิชาการ อยากจะเล่นการเมือง อยากจะเสนอความคิดอะไรต่าง ๆ เข้ามา ก็ฟอร์ม (Form) เปึน พรรคการเมืองขึ้นมา แล้วก็ขายความคิดต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชน ถ้าได้คะแนนนิยม มากพอ อย่างที่ผมยกตัวอย่างที่ได้ ๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ ๒ เปอร์เซ็นต์ก็มีเวทีเล่น มี สส. อย่างคราวที่แล้ว ขออนุญาต พรรคหนึ่งได้ตั้งล้านกว่าคะแนน ไม่มี สส. แม้แต่คนเดียว ไม่มีเวทีให้เล่น เพราะฉะนั้นในแนวความคิดของผม ถ้าหากว่าเราเปลี่ยนระบบการ เลือกตั้งให้สะท้อนถึงทุก ๆ คะแนนที่หย่อนบัตรมีความหมายต่อการเลือกผู้แทนไปนั่ง ในสภา อันนี้คิดว่าจะทำให้ประชาชนทุกคนมีความสำคัญในเรื่องสมาชิกสภาผู้แทน เพราะฉะนั้นการ์ตูนที่คุณมาลีรัตน์บอกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด มันอาจจะต้อง เปลี่ยนแล้ว เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ก็เปึนเรื่องที่อยากจะขออนุญาตฝากเปึน ประเด็นคำถามให้คณะกรรมาธิการรับฟังไปถามเรื่องนี้ ผมเข้าใจว่าที่ผ่านมา สส. บัญชีรายชื่อ ก็ไม่เข้าใจว่ามันมีตรรกะ มันมีอะไรที่อยู่เบื้องหลังที่มา เพราะฉะนั้น ผมอยากจะฝากประเด็นความคิดอันนี้ไป ถ้าเสียงตอบรับมาค่อนข้างดี ผมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะได้มีการเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้ง ประชาชนทุกคนจะมีสิทธิ มีเสียงมากขึ้น พรรคการเมืองที่คิดจะซื้อเสียงทั้งหลายทั้งปวงคงจะต้องไปนั่งทบทวนใหม่ ว่าทำอย่างไรถึงจะได้กลับมาในสภา ขอบคุณครับ