พิพัฒน์ รัชกิจประการ ชี้แจงความคืบหน้าโครงการโรงเรียนกีฬาในรูปแบบความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมเสนอแนวทางขยายผลสู่จังหวัดต่าง ๆ โดยเน้นพัฒนานักกีฬาตั้งแต่ระดับเยาวชนเพื่อสร้างเป็นอาชีพและต่อยอดสู่ทีมชาติในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ก็ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกท่านนริศ ขำนุรักษ์ ซึ่งได้กล่าวถึงผมในเบื้องต้นนะครับ ผมก็คงจะตอบแบบ รวบรัดครับ เพราะการที่ว่าทางท่าน ส.ส. นริศถามว่าจะมีโอกาสขยายหรือจะตั้งโรงเรียน กีฬาในจังหวัดพัทลุงหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ก็จากการที่ผมเข้ามารับหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้ามาใหม่ ๆ ผมก็ได้เดินทางไปที่โรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี ซึ่งขณะนี้ก็ทราบว่าเราได้สามารถเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ถึงปัจจุบันก็เป็นห้องเรียนทดลอง ซึ่งได้ทำเอ็มโอยู (MOU) กับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งขณะนี้ก็ยอมรับว่าได้มีการดำเนินการ เรื่อย ๆ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการนำร่องในการที่จะดูสิว่าถ้าหากว่าโครงการนำร่องที่ทำเอ็มโอยู (MOU) กับกระทรวงศึกษาธิการเราสามารถทำแล้วดำเนินการแล้วประสบความสำเร็จ ก็จะเป็นการขยายผลไปในอนาคตสำหรับการที่จะเสนอให้มีโรงเรียนกีฬาทุก ๆ จังหวัดตามที่ ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติได้หารือในเบื้องต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุงก็อย่างที่กล่าวแล้วนะครับ ผลิตนักกีฬาระดับสูง ๆ โดยเฉพาะตั้งแต่ เอเชียนเกมส์ (Asian Games) ซีเกมส์ (Sea Games) แล้วก็กีฬาแห่งชาติมาโดยตลอด ดังที่กล่าวมา สิ่งที่ผมคิดว่าควรจะเป็นไปได้วันนี้จริง ๆ แล้วเรายังไม่สามารถที่จะก้าวไปถึง การที่จะให้มีโรงเรียนกีฬาทุก ๆ จังหวัด แต่ขณะนี้เรามีโรงเรียนกีฬาทั้งหมดถึง ๑๓ แห่ง ทั่วประเทศไทย ซึ่งในแต่ละจังหวัดที่เรามีโรงเรียนกีฬาแล้วนั้นก็จะมีจังหวัดขอนแก่น ชลบุรี เชียงใหม่ ตรัง นครนายก นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ ยะลา ลำปาง ศรีสะเกษ สุพรรณบุรี อ่างทอง และอุบลราชธานี ซึ่งนโยบายนี้ต้องการทำให้เรื่องของโรงเรียนกีฬาตัวผมเอง ก็อยากจะได้โรงเรียนกีฬาทุกจังหวัด เพราะการที่เรามีโรงเรียนกีฬาทุกจังหวัดเราจะต้องการ เน้นว่าเยาวชนของเราที่มีความถนัดความชอบในกีฬาแต่ละชนิดก็พยายามอยากจะดีไซน์ (Design) ว่าสมมุติว่าผมยกตัวอย่างจังหวัดพัทลุงมีความชำนาญและมีความเชี่ยวชาญในเรื่อง ของกรีฑา เรื่องของฟุตบอลเป็นไปได้ไหมโรงเรียนกีฬาที่จัดตั้งในโรงเรียนที่พัทลุงนี้เราก็จะ เน้นเฉพาะว่าโรงเรียนกีฬานี้เน้นเฉพาะกีฬากี่ชนิด ๓-๔ ชนิด หรือไม่เกิน ๕ ชนิด เพื่อเป็น การเน้นเพื่อเราจะได้นำอาจารย์หรือบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางลงไปทำการฝึก ทำการสอนเพื่อให้เยาวชนของเรานี้ได้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และหลังจากที่จบจาก โรงเรียนกีฬาโดยเฉพาะมัธยมปีที่ ๑ ถึงปีที่ ๖ หลังจากนั้นเราก็มี ม. กีฬาซึ่งมีทั้งหมด ๑๗ วิทยาเขตทั่วประเทศก็สามารถที่จะเข้าไปในวิทยาเขตต่าง ๆ แต่ถ้าหากว่ามีมหาวิทยาลัย เอกชนหรือมหาวิทยาลัยของรัฐอื่น ๆ ถ้าสมมุติว่าต้องการช้างเผือกจากโรงเรียนกีฬาตรงนี้ ผมคิดว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุดของเยาวชนของเราที่มีความเชี่ยวชาญและมีความชอบทางด้าน กีฬา ซึ่งโรงเรียนนักเรียนของเราก็ไม่จำเป็นว่าปัจจุบันนี้ต้องเรียนเก่งทุกวิชาเราอาจจะเก่ง เพียงบางวิชาเพื่อเอาไว้ประกอบสัมมาชีพของเราหลังจากที่เราจบระดับอุดมศึกษา หรือระดับปริญญาโท หรือระดับปริญญาเอกในอนาคต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นการต่อยอดว่า ถ้าคุณมีความชำนาญในแต่ละชนิดกีฬาคุณมีความสามารถเป็นช้างเผือกในชนิดกีฬา แต่คุณ อาจจะไม่มีความเก่งในเรื่องของทางวิชาการเหมือนกับเด็กที่เขาเรียนมาในสายตรงเพราะคุณ จะต้องแบ่งเวลาไปทำเรื่องของกีฬา ตรงนั้นเราก็สามารถที่จะดีไซน์ (Design) ให้เด็กไปเรียน ในวิชาที่น้อยลงแต่ขอให้เรียนเป็นวิชาเฉพาะทางเพื่อไปประกอบอาชีพแล้วก็เน้นตรง ตอนที่เป็นเยาวชนจนเป็นวัยหนุ่มสาวในเรื่องของกีฬาเพื่อเป็นการสร้างอาชีพในเยาวชน ซึ่งตรงการที่เราจะสร้างนักกีฬาของเราในช่วงเยาวชนโรงเรียนกีฬาเป็นโรงเรียนเบื้องต้น ในการที่จะบ่มเพาะแล้วก็ต่อยอดนำไปสู่ระดับอุดมศึกษา หลังจากนั้นก็มาเป็นระดับทีมชาติ ซึ่งการกีฬาประเทศไทยก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุน และที่สำคัญที่สุดเมื่อคุณก้าวสู่กีฬา เป็นเลิศคุณสามารถสร้างเป็นอาชีพได้ คุณสามารถไปทำการแข่งระดับอาชีพได้ในระดับโลก กีฬาซึ่งเราจะเห็นกีฬาหลาย ๆ ชนิดของประเทศไทยเราในปัจจุบันนี้ เช่น กอล์ฟ วอลเลย์บอล หรือฟุตบอล เราก็จะเห็นน้อง ๆ นักกีฬาของเราในหลาย ๆ ตำแหน่ง หลาย ๆ คนนี้เมื่อจบ อุดมศึกษาหรือขณะเล่าเรียนอยู่เป็นทีมชาติหรือกีฬาเป็นเลิศไปแล้วคุณอาจจะต้องดรอป (Drop) เพื่อไปเอาดีทางสายอาชีพครับ ซึ่งตรงนี้การมองกีฬาหรือผมเชื่อว่าทางอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เขาก็น่าจะเวฟ (Wave) ไว้ให้ได้เพื่อความเจริญก้าวหน้าและเพื่อฐานะ และอาชีพในการดูแลครอบครัว สิ่งเหล่านี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพร้อมที่จะให้ การสนับสนุนตลอดเวลาอย่างกรณีของโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรีเราก็ทำการทดลองเวลาอยู่ ในชั้นเรียนซึ่งมีนักเรียนก็ประมาณสัก ๒๒๐ คน นี่ก็คือโครงการต้นแบบในขณะนี้ผมเข้ามา แต่หลังจากนั้นก็คือประสบกับภาวะของการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็ถือว่า ตัวผมเองไม่ได้มีโอกาสที่จะไปลงพื้นที่นอกเหนือกว่านั้นได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็ต้องขออภัย ณ ที่นี้ ซึ่งผมคิดว่าโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่ดีที่ทางข้อแนะนำของท่านนริศ ขำนุรักษ์ ซึ่งตรงนี้ผมก็ต้องขอขอบคุณและผมขอตอบเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ