ชวน ชูจันทร์ เสนอการเปลี่ยนแปลงหลักการในการพัฒนาชุมชน ให้ชาวบ้านมีการประกอบการมากขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนกฎหมายที่มีอยู่ แต่เพียงเปลี่ยนการคิดในการพัฒนาชุมชนให้เหมาะสมกับชุมชน
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ชวน ชูจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กรุงเทพมหานคร ผมมาเป็นผู้แทนไม่กี่เดือนนะครับ พอมาอยู่ในสภาก็เห็นร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาในฐานะ ที่เราอยู่ในชุมชน ทำงานในชุมชนมาตลอดชีวิตก็ดีใจว่ากฎหมายตัวนี้มันจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่จะมาปลดปล่อยพันธนาการต่าง ๆ ที่อยู่ในชุมชนให้หลุดไปได้อีกเรื่องหนึ่ง คล้าย ๆ กับเห็น ร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง เพราะว่าก็ดีใจเหมือนกันว่าเอาล่ะเรามีพืชอีกชนิดหนึ่งแล้ว ที่สามารถสร้างรายได้เป็นทางเลือกหนึ่งให้ชุมชน เรื่องนี้ก็เหมือนในอดีตไปทำงานต่างจังหวัด ประมาณ ๒๐ ปีย้อนหลัง พอสาย ๆ ก็จะมีเจ้าหน้าที่นั่งรถสรรพสามิตไปตามหมู่บ้าเพื่อที่จะ ไปจับชาวบ้านที่ผลิตเรียกว่า สุราเถื่อน เห็นภาพแล้วก็สะท้อนใจตั้งแต่เห็นวันนั้นเป็นต้นมา เรื่องนี้ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่จะให้ชาวบ้าน เพราะว่าทุกวันนี้เราอยู่ในชุมชนโจทย์ของเรา คืออะไรครับ ชาวบ้านไม่มีการประกอบการอะไรเลยเหมือนถูกบล็อก (Block) ไปหมด อะไร ที่เคยทำก็หายหมด เราเคยมีโรงฆ่าสัตว์ชุมชนหรือแม้แต่โรงสีชุมชน วันนี้ก็ค่อย ๆ หายไป เพราะว่าไม่มีการสนับสนุนและส่งเสริม เรื่องนี้ก็เหมือนกันมันเป็นอะไรอย่างหนึ่ง เป็นอาหาร อย่างหนึ่ง หรือเป็นเครื่องดื่มอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านเขาทำกันมา แล้วสิ่งที่ทำนี้วัตถุดิบมันก็เป็น ของชาวบ้าน ผลไม้ที่เหลือใช้ที่ไม่สามารถขายได้มีราคา ข้าววันนี้ยังมีสหกรณ์แห่งหนึ่ง ที่ภาคเหนือทำเรื่องมาถึงผมว่าอยากจะทำสาโท เพราะข้าวเหนียวไม่เหลือที่จะทำเป็นสาโท จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้วข้าวที่เหลือก็ไม่ต้องทิ้งครับ เรื่องนี้สำคัญกระผมคิดว่า มันเป็นเรื่องอย่างหนึ่ง ก็ต้องเปลี่ยนหลักคิดนะครับ ผมเข้าใจว่าเราเป็นห่วงเรื่องของสุขภาพ แต่ไม่ใช่คิดว่าเมื่อเป็นห่วงแล้วก็ต้องไม่ทำ เมื่อชาวบ้านเขาจะทำอะไร หน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องจะต้องลงไปดู มันไม่ปลอดภัย เรามีนักวิทยาศาสตร์มากมาย มีกระทรวงที่เกี่ยวกับ เรื่องนี้มากมายก็ลงไปดูว่าทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย ทั้งดื่มเบียร์ก็เป็นสินค้าที่ขายไม่ใช่ว่า มีหน้าที่ห้ามไม่ให้ทำ อันนี้เป็นหลักคิดว่าถ้าเราคิดอย่างหนึ่งผลออกมาอย่างหนึ่ง ทีนี้ถ้าเรา จะส่งเสริมชุมชนแล้วเราไม่พยายามให้ชุมชนได้มีการประกอบการในเรื่อง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ มากขึ้นมันก็จะเกิดไม่ได้ว่าชาวบ้านอาจจะมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เรื่องสำคัญ ผมคิดว่าเราควรจะรับหลักการเอาเข้ามาพิจารณากันใหม่เพราะเป็นเรื่องที่จะปลดปล่อยพลัง ของชาวบ้านอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้มีปัญหาเยอะครับ วันนี้สมมุติว่าเราจะผลิตน้ำดื่มในหมู่บ้าน สักหมู่บ้านหนึ่ง ถ้าบอกว่าทำไม่ได้หรอกเพราะกลัวน้ำไม่มีคุณภาพมันก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าบอกว่า ชาวบ้านต้องการผลิตตัวนี้ดีเลยครับเราจะลงไปดู หน่วยงานเรามีทั้งหมดจะลงไปดูให้ว่าน้ำดิบ มันใช้ได้ไหม และมีโลหะหนักขนาดจำกัดให้ได้อย่างไร โลหะหนักให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ ถ้าคิดอย่างนี้ก็จะได้โรงงานน้ำดื่มของชาวบ้านมา วันนี้โรงงานน้ำดื่มเราก็ต้องใช้หลักโรงงาน ใหญ่ ๆ ที่ขายทั่วประเทศเหมือนกัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าเราต้องเปลี่ยนหลักคิดแล้วในการ พัฒนาชุมชน ในการพัฒนาชนบทว่าเรามีหลักอะไรที่จะทำให้ชาวบ้านเขามีการประกอบการ มากขึ้นจาก ๑ เป็น ๒ จาก ๒ เป็น ๓ จาก ๓ เป็น ๔ ผมเคยเสนอแผนผังไว้แล้วเมื่อครั้งก่อน ว่าเราจะดึงให้ชาวบ้านขายจนได้ ต้องเอาเศรษฐกิจชุมชนเข้าไปปลูกต้นไม้ได้ ปลูกป่าได้ ประกอบการอะไรได้ที่เขาอยากทำให้ทำได้ทันที ผมว่าอันนี้ต้องคิดใหม่โดยเฉพาะวันนี้เรา มีเยาวชนที่มีความรู้ใหม่ ๆ มากมายถ้าเราเปิดโอกาสให้เขาอยากทำอะไรบอกมาเลย ฝ่ายเรา จะลงไปช่วย ถ้าบอกว่าไม่ต้องแก้กฎหมายแล้วครับ กฎหมายดีอยู่แล้ว คุณขออนุญาตมาสิ มันก็เหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะว่าเราก็รู้ว่าเราเป็นเมืองที่ต้องขออนุญาตเกือบทุกเรื่อง โดยเฉพาะชาวบ้านเข้าไม่ถึงหรอกครับ เพราะฉะนั้นก็เหมือนไม่ทำอะไรเลยมันก็จะหายไป หลังจากที่เขาเสนอมาเป็นหลักการหลักคิดที่ดีแล้วที่ถูกต้อง ผมคิดว่าเรื่องนี้จำเป็นถ้าเรา ต้องการจะพัฒนาประเทศโดยเริ่มจากฐานราก เศรษฐกิจชาวบ้าน เศรษฐกิจชุมชน สิ่งเหล่านี้ จะต้องช่วยกันให้มันออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้ ให้ชาวบ้านมีพลังในการประกอบการให้ได้ แล้วเราก็ดูแลเรื่องความสะอาด อะไรที่ไม่ถูกต้องคือเขาทำได้ก็ต้องค่อย ๆ ดูไป แล้วค่อย ๆ ปรับไปเรื่อย ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้มีประโยชน์น่าจะรับไว้พิจารณาครับ