สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ หารือประเด็นการห้ามขายสุราออนไลน์ โดยวิพากษ์ว่ามาตรการดังกล่าวขัดขวางผู้ประกอบการรายย่อยและไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการลดปัญหาสุรา พร้อมเสนอให้ปลดล็อกการขายเพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรและวิสาหกิจขนาดเล็ก ชี้สามารถควบคุมการขายได้ผ่านระบบตรวจสอบอายุทางดิจิทัล และเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณากฎหมายอย่างเป็นธรรม ไม่เอื้อประโยชน์เพียงกลุ่มทุนใหญ่ แต่คำนึงถึงประชาชนทั่วไปด้วย
เรียนท่านประธานที่เคารพ สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตบางนาและเขตพระโขนง พรรคก้าวไกล ผมขออภิปรายรายงานการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสุราไทยของคณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าปัจจุบันในสังคมไทย ส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่าอุตสาหกรรมสุราไทยเป็นตัวอย่างหนึ่งของกลุ่มทุนผูกขาดที่กดทับ ศักยภาพของประชาชนหรือผู้ประกอบการรายย่อย การพิจารณาหรือการจัดทำรายงานฉบับนี้ ซึ่งมีส่วนหลัก ๆ หลายส่วนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสุรานี้ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นภาระของรัฐบาลเลย ถ้าต้องการที่จะส่งเสริมหรือผลักดันด้านนี้ เพราะว่าไม่มีการใช้เงินงบประมาณอุดหนุนเลย เพียงแค่เป็นการปลดล็อกเรื่องต่าง ๆ ที่ปิดกั้นศักยภาพของรายเล็กรายน้อยหรือประชาชน ที่ต้องการที่จะเข้ามาสู่อุตสาหกรรมนี้ครับ เป็นที่น่าเสียดายเพราะประเทศไทยเราเป็นประเทศ เกษตรกรรมมาช้านานก็มีพืชผักผลไม้ที่มีศักยภาพที่จะทำธุรกิจด้านนี้ให้เติบโตมากมาย เราเสียโอกาสไปหลายสิบปี หลายรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาชน หรือว่า ทุนกลุ่มเล็ก หรือผู้ประกอบการรายย่อยมากพอสมควรเท่ากับทุนกลุ่มเดิมที่เรียกได้ว่าผูกขาด ธุรกิจนี้มายาวนานครับ เรื่องที่คณะกรรมาธิการสรุปมามีหลายเรื่องที่พูดถึง แต่ผมจะขออนุญาตพูดถึงประเด็นหนึ่ง ประเด็นหลักครับ ซึ่งเป็นในส่วนของการที่มีกฎห้ามซื้อขายออนไลน์ (Online) ขึ้นมาครับ ในการที่มีเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะมีการประกาศจากสำนักนายกห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยวิธีการหรือลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ ปี ๒๕๖๓ พูดง่าย ๆ ก็คือห้ามซื้อขาย ออนไลน์ (Online) ครับ มี ๒ ประเด็นที่เขาชี้แจงว่าทำไมถึงต้องออกกฎนี้ออกมานะครับ
ประเด็นหนึ่งก็คือเพื่อป้องกันผลกระทบของการดื่มสุรา ซึ่งตรงนี้ถ้าพูดกันถึง หลักตรงไปตรงมามันค่อนข้างที่จะไม่เมกเซนส์ (Make Sense) เพราะถ้าเขาจะสั่งสุราออนไลน์ (Online) เขาก็อยู่บ้านสั่งมาบริโภคที่บ้านก็ถือเป็นการลดผลกระทบตรงนี้ไปด้วยในตัวครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือป้องกันไม่ให้เยาวชนอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีลักลอบ สั่งสุราออนไลน์ (Online) เข้ามาครับ ตรงนี้มันก็ไปซ้ำซ้อนกับกฎหมายหนึ่งที่มีไว้อยู่แล้ว คือ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กและเยาวชน ปี ๒๕๔๖ ที่เขาห้ามเด็กอายุ ๑๘ ปีลงมาดื่มสุรา หรือซื้อขายสุรา ซื้อขายสุราใช่ไหมครับ ตรงนี้ก็ห้ามเฉพาะเด็กที่ต่ำกว่า ๑๘ ปี ที่อายุมากกว่า ๑๘ ปีก็มีวิจารณญาณสามารถที่จะซื้อในร้านได้ แต่ทำไมคนที่อายุมากกว่า ๑๘ ปีไม่สามารถ ที่จะสั่งออนไลน์ (Online) ได้ เขาก็มีการให้เหตุผลเป็นไปได้ว่าไม่สามารถคัดกรองคนได้ว่า คนนั้นอายุเท่าไรที่แท้จริง แต่ตรงนี้ผมจะมาหักล้างเหตุผลข้อนี้ครับ การสั่งออนไลน์ (Online) เราก็สามารถที่จะคัดกรองคนได้เช่นกันครับ รูปแบบง่าย ๆ เลยก็คือมีตัวคัดกรองสอบถาม ก่อนว่าคุณอายุเกิน ๑๘ ปีหรือยัง อันนี้เป็นขั้นตอนที่ง่าย ๆ นะครับ เพราะถ้าเกินก็สามารถ ดำเนินการต่อได้ ถ้าไม่เกินก็หยุดโพรเซส (Process) นี้เข้าไปครับ ก็ถูกต้องตามกฎหมายครับ แต่สิ่งที่ดีที่สุดอันนี้คือเรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องมีภาระเพิ่มขึ้นมาก แต่ถ้า ต้องการรู้จริง ๆ ว่าคนซื้อไปเป็นใคร ตอนนี้เราก็มีเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากมาย อีกด้านหนึ่ง ที่จะสามารถตรวจสอบได้ชัดเจนคือการใช้ดิจิทัลไอดี (Digital ID) ตอนนี้เราก็มีการเริ่มที่จะ พัฒนาตรงนี้แล้วก็มีขยายบริการทดสอบบริการนี้ไปแล้วนะครับ แต่ก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุน ให้กับผู้ประกอบการไปเพราะว่าการที่จะตรวจสอบตรงนี้ก็จะต้องมีค่าธรรมเนียมในการเข้า ไปตรวจสอบยืนยันตัวบุคคลว่าเขามีอายุเท่าไรกันแน่ มีเลขบัตรประจำตัวประชาชนเท่าไร ตรงนี้มันสามารถทำได้นะครับ แต่ก็เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนผู้ประกอบการรายย่อย เข้ามาอีกครับ อันนี้คือข้อหลักที่ผมอยากพูดถึงก็คือการห้ามซื้อขายสุราออนไลน์ (Online) แต่ว่าก็เพิ่มในส่วนของการแก้ไขปัญหานี้เข้าไป ซึ่งก็เป็นการอุดช่องว่างเหตุผลที่เกิดขึ้นของ ข้อห้ามครับ ตรงนี้ก็สอดคล้องอย่างที่ ส.ส. เท่าพิภพ ที่เป็นผู้ผลักดัน พ.ร.บ. สุราก้าวหน้า ทางหัวหน้าพรรค คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้พูดไปว่าเดี๋ยวต้นเดือนหน้า พ.ร.บ. สุราก้าวหน้า ก็จะถูกนำกลับมาให้กับสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ว่าทางรัฐบาล จะใส่ใจเรื่องนี้มากแค่ไหน แล้วจะเห็นอกเห็นใจกับผู้ประกอบการรายย่อย ประชาชนทั่วไป มากกว่าหรือน้อยกว่ากลุ่มทุนเดิมหรือกลุ่มทุนใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์ตรงนี้ไปหลายสิบปี จนถึงปัจจุบัน ก็ฝากแล้วประชาชนก็ติดตามอยู่ครับ จากที่เคยได้อภิปรายว่าสนับสนุนและ เห็นด้วย แต่ขอให้เวลา ครม. ไปพิจารณา ๖๐ วัน เมื่อกลับมาอีกครั้งหนึ่งจะมีแนวคิดเช่นเดิม หรือไม่ สุดท้ายก็ขอบคุณอนุกรรมาธิการนี้ครับ แล้วคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจแล้วก็มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยได้ เป็นอย่างดีโดยที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายเหมือนโครงการอื่น ๆ ขอบคุณท่านครับ