นิยม สนับสนุนบำนาญพื้นฐาน 2,000 บาท ทุกช่วงวัย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕

นิยม เวชกามา สนับสนุนร่างกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติและเสนอให้เพิ่มวงเงินสนับสนุนผู้สูงอายุเป็น 2,000 บาทต่อคนต่อเดือนอย่างเท่าเทียมทุกช่วงวัย พร้อมเสนอจัดตั้งกองทุนค่าปลงศพเพื่อรองรับการเสียชีวิตของผู้สูงอายุในอนาคต

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นในการที่คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม ที่ทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมา เกือบ ๒ ปีครับท่านประธาน พวกเรารอในการทำงานของท่าน ผมจึงมีความเห็นว่าการเสนอแนวทางกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติของคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ คณะกรรมาธิการหลายท่านออกมาชี้แจงถึงขั้นตอนทำงานแล้ว ก็น่าจะเห็นใจว่าเกือบ ๒ ปีที่ท่านทำมาละเอียดพอสมควร โดยเฉพาะท่านประธานรังสิมากับท่านประธานสมศักดิ์ตั้งใจอ่าน ผมนั่งดูด้วยความตั้งใจนะ ท่านตั้งใจอ่านมากเปิดทีละตัวละตัวเลย นี่เป็นความตั้งใจของท่าน ท่านสมศักดิ์อ่านเปิดทีละตัว ตาก็เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ก็ต้องขอบพระคุณท่านมากครับ ท่านประธานครับ ผมมีความเห็น ต้องเสนอคณะกรรมาธิการท่านไม่ต้องไปคิดให้มันยาว คิดอย่างไรกฎหมายฉบับนี้ท่านเสนอ แนวทางในการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐาน ท่านไปแก้กฎหมายผมเห็นด้วยมันจะง่ายขึ้น ท่านไปแก้เลยแก้ พ.ร.บ. ผู้สูงอายุในปี ๒๕๖๔ เป็น พ.ร.บ. แล้วก็ท่านใช้ภาษาว่าจากเบี้ยยังชีพ เป็นบำนาญพื้นฐานผมเห็นด้วยครับ มันจะสร้างศักยภาพของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น คือจากทุกวันนี้ เบี้ยยังชีพ คล้าย ๆ ว่าผู้สูงอายุถ้าไม่มีเบี้ยแล้วมันจะยังชีพอย่างไรประเภทนั้น ให้บำนาญเลย แต่ละเดือนก็โอนเข้าบัญชี ไม่ต้องลงทะเบียนหรอก เรามีทะเบียนอยู่แล้วว่ามีจำนวนเท่าไร ใคร ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๙๐ ปี ประเภทนั้นส่วนใหญ่ก็อยู่ในนี้ คน ๑๐๐ ปีนับหัวได้เลยครับ ประเทศไทย ผมจึงมีความเห็นที่แตกต่างนิดหนึ่งครับว่าคนที่ใช้เงินเบี้ย ๖๐๐ บาท ที่ท่านพูด ได้วันละ ๒๐ บาท ผมอเนจอนาถใจเลยนะ บุคคลกลุ่มนี้สร้างคุณูปการให้บ้านให้เมืองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลกลุ่มนี้เป็นพ่อแม่เราทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะไป ๒๐ บาทได้อย่างไร ท่านประธานเอาเงินทิป (Tip) คนจอดรถยังทีละ ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาทเลย ประสาอะไรให้ คนสูงอายุ ๖๐๐ บาทต่อเดือน วันละ ๒๐ บาท ผมก็ยังรับไม่ได้อยู่ อาจจะจริงอยู่สมัยท่าน นายกยิ่งลักษณ์ก็ให้มายุคนั้น ผมยังยืนยันมันเกิดขึ้นแบบนั้นแต่นั่นมัน ๑๐ กว่าปีมาแล้ว แต่วันนี้สถานการณ์บ้านเมืองเศรษฐกิจมันไม่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นผมเสนอเลยท่าน คณะกรรมาธิการเสนอเข้าไปเลยว่าให้คนละ ๒,๐๐๐ บาททุกช่วงอายุเลยครับ ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๙๐ ปี ให้ ๒,๐๐๐ บาทหมด คนที่ใช้เงินมากที่สุดก็ช่วง ๖๐ ปี ๗๐ ปีนี่ล่ะครับ ผมยังไม่เห็นหน่วยงานใดทำงานวิจัยว่าคน ๖๐ ปีใช้เงินน้อยกว่า ๗๐ ปี ไม่มีครับ เพราะฉะนั้น คุณจะให้ ๖๐๐ บาทได้อย่างไร เสนอไปเลย ๒,๐๐๐ บาทรวดเท่าเทียมกันครับ คน ๙๐ ปี จริง ๆ แล้วแทบไม่ได้ใช้เงินในประเด็นนี้ คุณเคยเห็นคนอายุ ๙๐ ปีเดินไปซื้อกับข้าวไหม ไม่ค่อยมีนะ แต่จำเป็นต้องให้เพราะอันนี้คือค่ารถค่าอะไรไปหาหมอแล้ว แต่คน ๖๐ ปี ๗๐ ปี จำเป็นมาก เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอว่า ๒,๐๐๐ บาททุกคน ใน ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๙๐ ปี ด้วยความเคารพท่านประธานว่าเรื่องแบบนี้ไม่ต้องไปคิด รู้อยู่แล้วหลายท่านบอกว่าบุคคลนี้ คือบุคลากรที่เคยสร้างบ้านแปลงเมืองมา เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดว่าให้เงินแค่นี้เขาจะไม่มีเงิน ให้ครับ ผมเสนอเลยว่าท่านตั้งประเด็นเลยวันนี้ชัดเจนแล้วสถิติกระทรวงมหาดไทยก็บอกว่า มีผู้สูงอายุ ๑๒ ล้านคนค่อนข้างชัดเจน วันนี้ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าผู้สูงอายุจะมีจำนวนมากขึ้น เพราะทางด้านสุขภาพหลายเรื่องมันดีขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าเรื่องแบบนี้ ๑๒ ล้านคน ผู้ชายน้อยกว่าผู้หญิงจากข้อมูล ท่านประธานสมศักดิ์บอกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์อยู่ที่ ๑๒ ล้านคน ท่านไม่ได้บอกจำนวนแต่ว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ คืออย่างนี้ท่านประธานครับ หลายคนคิดออก ใน ๑๒ ล้านคน ปีหนึ่ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาเงินที่ไหน ผมไม่อยากให้คิดเรื่องแบบนี้เลย รัฐบาลนี้หาเงินไม่ได้ผมเชื่ออย่างนั้น แต่รัฐบาลนี้ไม่ได้ใช้เงินจำนวนนี้ชาวบ้านไม่ได้ใช้เป็น รัฐบาลหน้า คนรัฐบาลหน้าที่จะมาเป็นรัฐบาลต้องมีศักยภาพหาเงินมาให้ อย่าไปคิดแทนเขา กรรมาธิการทำเลยครับ อย่าไปคิดแทนว่ารัฐบาลไม่มีเงิน ไม่มีอยู่แล้วรัฐบาลหาไม่เป็นครับ กู้เงินก็ทะลุเพดานแล้ว แต่เราคิดถึงรัฐบาลหน้าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะต้อง มีศักยภาพหาเงินมา ทำไมจะหาไม่ได้ให้คน ๑๒ ล้านคน คนละ ๒,๐๐๐ บาท ต้องหาได้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าอย่าไปคิดแทน คิดแทนไม่ได้ครับ เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลใหม่ ผมเสนอเห็นด้วยกับหลายท่านคือต้องมีกองทุนในเงินจำนวนนี้ วันนี้รัฐบาลออกกฎหมายเลย ท่านเสนอไป กองทุนค่าปลงศพ ผมอยากให้มีจริง ๆ เพราะคนสูงอายุอย่างไรก็ต้องตาย อย่างไรก็ต้องเสียชีวิต ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า เสียชีวิตหรือตายแล้วไม่มีเงินทำศพ นี่คือประเด็น ถ้าท่านตั้งกองทุนเพื่อค่าทำศพขึ้นมาจะเป็นประโยชน์เป็นบุญกุศลเป็นมหากุศลให้ท่านครับ เพราะฉะนั้นบุคคลกลุ่มนี้ท่านไม่ต้องคิดมากให้ไปเลยคนละ ๒,๐๐๐ บาท โดยเฉพาะคนกลุ่มนี้ เสียภาษีมามากแล้วกว่าจะมา ๖๐ ๗๐ ๘๐ ๙๐ เขาจ่ายภาษีให้ประเทศชาติมามากแล้ว ขอบคุณมากท่านประธานครับ