ฐนภัทร กิตติวงศา พูดเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติ โดยให้บำนาญพื้นฐานแห่งชาติ 3,000 บาทต่อเดือน เพื่อช่วยลดภาระลูกหลานในการดูแลผู้สูงอายุ และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๑ อำเภอเมือง อำเภอแหลมสิงห์ พรรคพลังประชารัฐ พระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติ ฉบับนี้ ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ที่ให้มีการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยให้แก้ไขชื่อกฎหมายเป็นพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ และบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๖ พร้อมทั้งแก้ไขเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นบำนาญพื้นฐาน แห่งชาติ และแก้ไขที่มาในกองทุนผู้สูงอายุเพื่อให้สามารถรับเงินได้มากขึ้น โดยเพิ่มเติมจาก ที่มาของเงินกองทุนผู้สูงอายุ ซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไป หลายรายแล้ว ซึ่งทุกท่านก็ให้ความเห็นไปในเชิงที่ให้ความเห็นด้วยนะครับ เนื่องจากก็เป็น ที่ทราบดีว่าในปัจจุบันนี้สังคมผู้สูงอายุเส้นแบ่งรายได้ของผู้สูงอายุนี้ควรจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า ๒,๗๐๐ กว่าบาท ซึ่งในคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ได้มีการเสนอให้เพิ่มเป็นบำนาญผู้สูงอายุ ๓,๐๐๐ บาท ซึ่งกระผมเห็นด้วยครับ จากที่ได้ลงพื้นที่ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตพื้นที่นะครับ โดยเฉพาะช่วงที่ปิดสมัยประชุมก็ได้พบปะกับพี่น้องประชาชนหลากหลายในต่างวัยต่างอาชีพ โดยเฉพาะได้พบกับผู้สูงอายุ พี่น้องประชาชนเห็นว่าเงินเบี้ยยังชีพที่รัฐบาลมอบให้แต่ละเดือน ถือว่าเป็นเงินที่มีประโยชน์อย่างมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนน้อยคือตั้งแต่ ๖๐๐ บาท ขั้นต่ำ ๖๐๐-๑,๐๐๐ บาทก็ตามนะครับ ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ก็มีการเพิ่มขึ้นโดยรัฐบาลได้มีการเพิ่มขึ้น ตามที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไป เงินจำนวนนี้นะครับ เรียนท่านประธาน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านว่าในครอบครัวผู้สูงอายุถ้ามี ๒ คนก็จะได้รับเงินขั้นต่ำ ๒ คน ตายายอยู่บ้านก็จะได้รับ ๑,๐๐๐ กว่าบาท ก็จะมีโอกาสที่จะไปจับจ่ายใช้สอยซื้อของซื้อข้าว ซื้อปลากระป๋อง มาม่า ต่าง ๆ ในร้านชุมชน ร้านชุมชนก็จะให้เครดิตเนื่องจากว่าผู้สูงอายุนี้ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีรายได้ เป็นประจำนะครับ ก็ถือว่ามีเครดิตแล้วก็ทำให้เงินนั้นได้เป็นประโยชน์ให้กับผู้สูงอายุ ท่านประธานครับ ในการที่พิจารณาว่าเงินบำนาญแห่งชาติฉบับนี้ ถ้าผ่านไปนี้ผู้สูงอายุก็จะ ได้รับเงินบำนาญคนละ ๓,๐๐๐ บาทถือว่าเป็นประโยชน์ แล้วก็คิดว่าเพื่อน ๆ สมาชิกก็คง มีความเห็นไม่ต่างกันก็คือว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างมาก มีการคำนวณว่าหากขึ้นเบี้ยยังชีพ บำนาญ ๓,๐๐๐ บาท นอกจากผู้สูงอายุที่มีเงินได้ใช้สอยแล้วก็ยังเป็นการลดภาระในการที่ ลูกหลานจะมาดูแลอีก เนื่องจากว่าค่าครองชีพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ลูกหลานก็ทำงาน มีค่าใช้จ่ายสูง เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเพิ่มเบี้ยยังชีพก็จะเป็นการลดภาระของลูกหลานในการ ที่จะดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งปกติก็มีการดูแลกันอยู่แล้วครับ เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน อย่างที่ผมได้กราบเรียนทำให้มีการจับจ่ายใช้สอย รัฐก็จะได้ในรูปแบบของการกลับมาก็คือ ภาษีอากรในการที่ผู้สูงอายุได้เงินไปจับจ่ายใช้สอยนั่นเอง สุดท้ายเมื่อมีการจับจ่ายใช้สอย ผู้สูงอายุมีเงินที่จะไปซื้อหาอาหารที่ดีมีประโยชน์ มีคุณภาพจิตคุณภาพกายที่ดี เพราะฉะนั้น สุขภาพของผู้สูงอายุก็จะดีขึ้น เพราะฉะนั้นรัฐที่จะต้องสูญเสียเงินในการที่จะไปในการรักษา โรคภัยไข้เจ็บให้กับผู้สูงอายุ รัฐก็จะหมดเงินในการที่จะใช้จ่ายตรงนี้น้อยลงไป มันมีหลักการ หรือมีอยู่เหตุผลหนึ่งว่าทำไมผู้สูงอายุถึงควรที่จะได้รับเงิน ๓,๐๐๐ บาทตัวเลขนี้มาจากไหน อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกและพี่น้องประชาชนเพื่อที่จะเป็น ข้อมูลในการที่จะให้รัฐได้พิจารณานำงบประมาณมาใช้จ่ายในส่วนนี้ก็คือ ซึ่งปัจจุบันทราบดีว่า ผู้สูงอายุบ้านเรามีรายได้ขั้นต่ำ อย่างที่ผมได้เรียนก็คือประมาณ ๖๐๐-๑,๐๐๐ บาทเท่านั้น ทำให้รัฐนั้นควรที่จะสนับสนุนรายได้ให้กับผู้สูงอายุ ดังนั้นจึงมีความพยายามผลักดันให้มีการ ปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น ๓,๐๐๐ บาท อันนี้เป็นที่ทราบดีว่าเส้นรายได้การแบ่งความยากจน ความพอมีพอกินอยู่ในที่ ๒,๗๐๐ กว่าบาทอย่างที่ได้นำเรียนแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนของ การที่จะให้ผู้สูงอายุซึ่งถือเปรียบเสมือนว่าเราได้มีแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ เพราะเนื่องจากว่าไม่มีผู้สูงอายุในวันนี้ก็จะไม่มีเรา เพราะฉะนั้นการดูแลผู้สูงอายุก็ถือว่าเป็น การดูแลผู้มีพระคุณของเราด้วย เพราะฉะนั้นกระผมจึงสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติบำนาญ แห่งชาติฉบับนี้ ก็ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ทั้งที่เป็นผู้สูงอายุที่จะ ได้รับในโอกาสต่อไป และลูกหลานเหลนโหลนที่จะได้รับข่าวดีตรงนี้ด้วยว่าปู่ย่าตายายก็จะมี เงินบำนาญในครั้งนี้ด้วย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ