ชวลิต สนับสนุนบำนาญประชาชน 3,000 บาท เล็งดันพ้นเส้นยากจน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕

ชวลิต วิชยสุทธิ์ สนับสนุนแนวคิดบำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาทสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อพ้นเส้นความยากจน ลดภาระลูกหลาน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความยากลำบากในการจัดหางบประมาณรองรับนโยบายนี้อย่างยั่งยืน

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ นครพนม

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาจัดทำรายงานแนวทางการเสนอกฎหมาย บำนาญแห่งชาติ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพประชากรของประเทศไทยในปัจจุบันที่เป็นสังคม ผู้สูงอายุ ดังนั้นการให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุจึงเป็นแนวคิดหรือนโยบายที่ถูกต้องเพราะทำ เพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ ประการสำคัญวัฒนธรรมของสังคมไทยยังยึดติดกับวัฒนธรรม ประเพณีดั้งเดิมคือการกตัญญูรู้คุณ ผู้สูงอายุที่เป็นข้าราชการมีบำนาญ มีบำเหน็จตอบแทน ผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานภาคเอกชนที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ก็มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ล้วนมีหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพ แล้วชาวนา ชาวไร่ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ พ่อค้าแม่ขายหาบเร่แผงลอยจะมีหลักประกันรายได้ ยามชราภาพอย่างไร เรามีเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุซึ่งยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายขั้นต่ำเพื่อยังชีพ เนื่องจากอัตราเบี้ยยังชีพยังต่ำกว่าเส้นความยากจนอยู่อย่างมาก จากรายงานของสภาพัฒน์ กำหนดเส้นความยากจนในปัจจุบันอยู่ที่ ๒,๗๖๒ บาท ดังนั้นรายได้หรือบำนาญประชาชน ถ้าจะกำหนดให้พ้นเส้นความยากจนก็ควรเกิน ๒,๗๖๒ บาท ซึ่งคณะกรรมาธิการได้กำหนด ในรายงานเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ซึ่งพ้นเส้นความยากจนมาเล็กน้อย ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอสนับสนุนแนวคิดบำนาญประชาชนเพราะหากผู้สูงอายุมีรายได้ประจำเดือนทุกเดือน เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ๒ คนตายายก็มีแล้ว ๖,๐๐๐ บาท เกิดประโยชน์ตามมาอีกมากมาย หลายประการ กล่าวคือ ๑. ผู้สูงอายุมีรายได้พอแก่การยังชีพ รายได้เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท พ้นเส้นความยากจน พออยู่พอกินดังกล่าว ๒. ลดภาระการดูแลของลูกหลาน ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีก ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันหนี้ครัวเรือนสูง คนตกงานมากมาย บัณฑิตจบใหม่ไร้งานทำ บางทีลูก ๆ อาจจะกลับมากินข้าวบ้านด้วยซ้ำไป ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ ๓. เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในตำบลหมู่บ้านอย่างใหญ่หลวง ๒ คนตายายได้เงินเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ก็ต้องใช้เงินกิน อยู่ แน่นอนจะเกิดการสะพัดในตำบลหมู่บ้านทางด้านเศรษฐกิจ หลายรอบแล้วก็วนขึ้นมาข้างบนยังส่วนกลาง เศรษฐกิจก็จะเฟื่องฟูขึ้น ๔. รัฐจะได้ผลตอบแทน ทางด้านเศรษฐกิจคืนมาในรูปแบบของภาษีประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และ ๕. สุขภาพของ ผู้สูงอายุจะดีขึ้นเพราะพออยู่พอกินได้ออกกำลังกาย รัฐก็จะลดภาระค่าใช้จ่ายในการ รักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยที่เป็นผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามผมมีข้อสังเกตว่าปัญหาสำคัญที่สุด ก็คือแนวคิดดี นโยบายดี แล้วจะเอาเงินงบประมาณมาจากไหนมาจ่ายเงินบำนาญประชาชน รัฐบาลนี้มีความสามารถหรือไม่ ดูแล้วในสถานการณ์อย่างนี้น่าเป็นห่วง เพราะเท่าที่ดูมา ๘ ปี ๙ ปีได้แต่ใช้ ได้แต่กู้ แต่หารายได้ไม่เป็น ปัจจุบันผู้สูงอายุ ๑๒ ล้านคน คนละ ๓,๐๐๐ บาท ต่อเดือนจะใช้งบประมาณถึงปีละ ๔๒๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี รัฐบาลจะเอาเงินจากไหน มีความสามารถในการหาเงินงบประมาณมาจากทางไหนบ้าง ที่ศึกษามาจะได้จริงหรือไม่ กระผมมีข้อสังเกตที่ประสบด้วยตนเองจากรัฐบาลนี้ จำได้ว่าในการพิจารณางบประมาณ ประจำปี กระผมอภิปรายต่อว่าทุกปี ๆ เพราะงบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุรัฐบาลให้ ความสำคัญน้อยมาก กระผมเห็นใจกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะข้าราชการกรมกิจการผู้สูงอายุทำงานภายใต้ภาวะจำกัด ยกตัวอย่าง ศูนย์พัฒนา การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ๑๒ ศูนย์ ซึ่งดูแลผู้สูงอายุอยู่ทั่วประเทศ ท่านทราบไหมว่า ปัจจุบันนี้ผู้สูงอายุได้รับงบประมาณค่าอาหารต่อคนต่อวันวันละเท่าไร ไม่น่าเชื่อครับ ได้ฟัง ก็จะตกตะลึง ผู้สูงอายุได้รับค่าอาหารวันละ ๕๗ บาท ๓ มื้อตกมื้อละไม่ถึง ๒๐ บาท เดี๋ยวนี้ ค่าอาหารมื้อละ ๒๐ บาทจะมีคุณค่าทางอาหารอย่างไร เป็นที่น่าอเนจอนาถถ้าสภาพยังเป็น เช่นนี้ต่อไปอีกเรื่อย ๆ นะครับ ค่าจัดการศพผู้สูงอายุแน่นอนไม่นานก็ต้องเสียชีวิต ค่าจัดการศพ ศพละ ๓,๐๐๐ บาท ในระบบราชการกว่าจะตั้งเบิกจ่ายได้เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะตายตอนไหน ก็ต้องบริหารจัดการตั้งแต่โลงศพ พิธีการทางศาสนา ฌาปนกิจ ลอยอังคาร ทุกอย่างเป็นเงินหมด ตายเฉลี่ยปีละ ๑๙-๒๐ ศพ นี่ ๑ แห่งครับ ก็ได้มูลนิธิและผู้ใจบุญเข้ามาช่วยสนับสนุน แต่ปัจจุบัน เศรษฐกิจย่ำแย่ การสนับสนุนก็ลดน้อยลง เจ้าหน้าที่ก็ต้องช่วยตนเอง ทำโครงการเศรษฐกิจ พอเพียงขึ้นในศูนย์สนับสนุนอยู่ในปัจจุบัน ถ้าโครงการบำนาญประชาชนเกิดขึ้นได้จริงก็จะ เป็นคุณูปการกับประเทศชาติและประชาชนมากมาย ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้าย กระผมขอบคุณและให้กำลังใจคณะกรรมาธิการทุกท่านที่จัดทำรายงานการศึกษาแนวทาง การเสนอกฎหมายบำนาญประชาชนแห่งชาติมาให้สมาชิกได้พิจารณา มีเพียงข้อสังเกตว่า เราจะหางบประมาณจากไหน กระผมเห็นว่าในสถานการณ์ที่ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันใครทำโครงการ บำนาญประชาชน ๓,๐๐๐ บาท พ้นเส้นความยากจนได้เป็นผลสำเร็จก็เอาใจประชาชนไปเลย แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็เตรียมตัวเก็บกระเป๋ากลับบ้านได้เช่นกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ชีวิตคนเราถ้าไม่ล่วงลับไปก่อนวัยอันควรก็จะเป็นผู้สูงอายุกันทุกคน ทำอย่างไรถึงจะเป็น ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นปัญหาที่ท้าทายของผู้ที่อาสาเข้ามาทำงาน การเมือง ผมขอสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับ