นิมิตร์ เทียนอุดม ยื่นข้อเสนอผลักดันกฎหมายบำนาญแห่งชาติ โดยเรียกร้องให้รัฐสภาเป็นจุดเริ่มต้นสร้างหลักประกันรายได้ให้ผู้สูงอายุผ่านมติรับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม พร้อมระบุหลักการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การกำหนดสิทธิพื้นฐานถ้วนหน้าตามเกณฑ์อายุ ๖๐ ปี การยึดเส้นความยากจนจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นมาตรฐาน และต้องมีการทบทวนปรับขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจทุก 3 ปี เพื่อแก้ปัญหาเงินอุดหนุนที่ขาดเกณฑ์ชัดเจน นิมิตร์ เทียนอุดม อภิปรายเรื่องบำนาญพื้นฐานแห่งชาติโดยเน้นความสำคัญของการมีรายได้รายเดือนที่สม่ำเสมอต่อเนื่องเพื่อลดภาระลูกหลานและกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อใช้กลไกเดิมที่มีแหล่งงบประมาณชัดเจน และเปรียบเทียบกับระบบปิ่นโต 3 ชั้น โดยชั้นที่ 1 คือบำนาญพื้นฐานสำหรับทุกคนอายุ 60 ปี
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิมิตร์ เทียนอุดม ในนามของคณะอนุกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมที่จะจัดทำ แนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญแห่งชาติ และตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ผมอยากเสริมท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการ ท่านสมศักดิ์ว่าที่ท่านได้นำเสนอครบถ้วน กระบวนความนั้น ผมอยากขอเน้นย้ำเพียงแต่ประเด็นที่ว่าเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ได้รวบรวมลายมือชื่อประชาชน แล้วก็คิดว่าการพิจารณาเรื่องนี้กลไกที่สำคัญอีกกลไกหนึ่ง ที่ละเลยไม่ได้ก็คือกลไกของทางรัฐสภาของสภาผู้แทนราษฎร พวกเราเครือข่ายประชาชน เพื่อรัฐสวัสดิการจึงได้มายื่นเอกสารจดหมายให้กับทางคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม และทางกรรมาธิการก็เห็นด้วยแล้วก็มาช่วยกันร่าง ซึ่งตรงนี้ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่าถ้าจะเกิดบำนาญแห่งชาติ สิ่งที่เราเรียกกันว่าเจตจำนง ทางการเมืองเป็นเรื่องที่สำคัญและเจตจำนงทางการเมือง อันนี้ถ้าเรารอจากฝั่งบริหาร อย่างเดียวเราไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เพราะฉะนั้นเครือข่ายประชาชนจึงมาที่รัฐสภา มาที่กรรมาธิการเพื่อให้สภาแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้กับ ประชาชนด้วยกัน ถ้าผลการศึกษาของกรรมาธิการในวันนี้ออกมาแล้วสภาแห่งนี้มีมติรับ ผลการศึกษา ผมว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดหลักประกันด้านรายได้ให้กับผู้สูงอายุทุกคน ที่เฝ้ารอกฎหมายฉบับนี้อยู่นะครับ บนกฎหมายที่เสนอกันอยู่ในครั้งนี้มันมีหลักการสำคัญ ๆ อยู่ ๓ ด้านเท่านั้นเองที่ผมขออนุญาตย้ำเตือนอีกนิดหนึ่งว่า
อันที่ ๑ สิ่งที่กฎหมายเสนอคือเรื่องสิทธิพื้นฐานถ้วนหน้าที่เรามีเกณฑ์เดียว ที่ใช้ก็คือเรื่องของอายุ ๖๐ ปี ส่วนว่าใครจะได้บ้างเอาเกณฑ์อายุก่อน ส่วนราชการให้ราชการ เลือกว่าสิทธิของข้าราชการให้ข้าราชการเลือกบำนาญของเขาเอง ส่วนคนงานประกันสังคม ผมอยากย้ำอีกนิดหนึ่ง คำว่า ถ้วนหน้า ในที่นี้ให้หมายรวมถึงคนงานประกันสังคมด้วย เพราะว่าบำนาญในประกันสังคม ประกันสังคมเป็นการมีส่วนร่วมในการทำบำนาญระหว่าง นายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น รัฐไม่ได้มีส่วนสมทบในเรื่องบำนาญของผู้ประกันตนในระบบ ประกันสังคม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องซ้ำซ้อนครับ เราได้จัดสรร เราได้พิจารณาแล้วว่า เป็นเหตุสมควรที่พี่น้องผู้ประกันตนอยู่ในข่ายของคำว่า ถ้วนหน้า ในที่นี้นะครับ
อันที่ ๒ เรื่องของความเพียงพอต่อการใช้ชีวิตผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเพื่อไม่ให้เกิดการถกเถียงว่าเท่าไรพอ เท่าไรไม่พอ เราใช้เส้นแบ่งของเส้นความยากจน ซึ่งประเทศไทยมีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติได้กำหนดไว้เลยว่าเส้นความยากจนถ้ามีเงินต่ำกว่าเดือนละ ๒,๗๐๐ บาท มันอยู่ไม่ได้ ถือว่าจน ถือว่าแร้นแค้น ถือว่ายากลำบาก เพราะฉะนั้นเมื่อคณะอนุกรรมาธิการ ได้พิจารณาประเด็นก็ถือว่าเพียงพอในที่นี้เรายึดโยงกับเส้นความยากจนได้ไหม ไม่ต้องไป เถียงกัน เอาอันนี้แล้วก็เอาตัวเลขกลม ๆ คิดง่าย ๆ เดี๋ยวมาดีเบต (Debate) กันว่าจะแค่ไหน ก็คืออยู่ที่ ๓,๐๐๐ บาท และที่สำคัญก็คือประเทศเรามีการพิจารณาทบทวนเส้นความยากจน ทุก ๆ ๓ ปี เพราะฉะนั้นในกฎหมายก็บอกไว้เลยว่าเพื่อจะทำให้ประชาชนที่ได้รับเบี้ยยังชีพ ประเมินได้ว่าเขาจะได้รับเป็นรายเดือนเท่าไร อย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยน เส้นความยากจนเมื่อไรกฎหมายเรื่องบำนาญพื้นฐานแห่งชาติก็มาพิจารณาแล้วก็ล้อตาม เส้นความยากจนที่มีการปรับเปลี่ยนทุก ๆ ๓ ปีแล้วก็เป็นหลักประกันเพื่อจะไม่ให้ถูกแช่แข็งก็ดี เพราะว่าอย่างเบี้ยยังชีพเรารับหลัก ๑๐๐ บาท ตั้งแต่ ๒๐๐ ๓๐๐ ๕๐๐ มาเขยิบเป็น ขั้นบันไดใช้เวลาอยู่ ๒๘ ปีนะครับ แล้วก็ไม่มีเกณฑ์ไม่มีกติกาอะไรในการว่าจะปรับเมื่อไร กลายเป็นนโยบายทางการเมืองไป เพราะฉะนั้นถ้าเราทำตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการ ที่ไปศึกษาเราก็ล้อกับเส้นความยากจนปรับเปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงสมัย
อันที่ ๓ ก็คือเรื่องของความสม่ำเสมอต่อเนื่องนะครับ ตรงนี้สำคัญมากครับ ก็คือถ้าเราทำให้ทุกคนรู้ว่าบำนาญพื้นฐานแห่งชาติอันนี้เป็นหลักประกันด้านรายได้ที่เป็น รายเดือนนะครับ ชัดเจนว่าทุก ๆ เดือน อย่างปัจจุบันนี้เบี้ยยังชีพก็คือจะมีเงินเบี้ยยังชีพ จ่ายให้กับผู้สูงอายุทุก ๆ วันที่ ๑๐ ของเดือนใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นบำนาญนี้ปุ๊บ ก็จะรู้เลยว่าทุกวันที่เท่าไร อาจจะเป็นวันที่ ๑๐ เหมือนเดิม ประชาชนผู้สูงอายุ ๖๐ ปี จะได้รับบำนาญพื้นฐานอันนี้ ทุกคนรู้ว่ามันสม่ำเสมอ มันต่อเนื่อง มันแน่นอน ทุกคนไป วางแผนชีวิตได้ ๖๐ ปียังแข็งแรง ยังมีพละกำลังที่จะเลี้ยงตัวเองเลี้ยงครอบครัวไปต่อยอด อาชีพ เพราะฉะนั้นที่ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการบอกว่าการใส่งบประมาณตรงนี้ลงไป มันเท่ากับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เท่ากับไปลดภาระของลูกหลาน และทำให้เกิดพัฒนา ทางเศรษฐกิจที่มากมายเกิดขึ้นหลังจากที่เราประมาณการก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลักการ ๓ ข้อ อันนี้ถูกบรรจุไว้อยู่ในร่างแก้ไข พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ แล้วผมก็อยากจะย้ำอีกนิดหนึ่งว่าเรื่องของการแก้ไขกฎหมายอันนี้เราใช้ตามคำเสนอแนะ ของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีความเห็นส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรี ปรึกษาหารือว่าควรรับร่างของประชาชนไหม ความเห็นหนึ่งของกฤษฎีกาที่เกิดขึ้นก็คือว่า มันซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่ก็ไม่ควรรับ แต่ถ้ารัฐมองว่าเรื่องนี้เป็นเจตจำนงที่ชัดเจนว่า รัฐอยากจะสร้างหลักประกันให้รายได้ สร้างบำนาญพื้นฐานให้กับประชาชน สร้างความมั่นคง ให้กับประชาชน รัฐก็ไปแก้ พ.ร.บ. ผู้สูงอายุเสีย นี่ก็เลยกลายเป็นเกณฑ์ที่ทางอนุกรรมาธิการ ใช้เป็นหลักในการพิจารณา เราไม่ต้องไปร่างกฎหมายใหม่ เอากฎหมายเดิมที่มีอยู่ และข้อดี ของกฎหมายเดิมที่มีอยู่ก็คือมีแหล่งงบประมาณที่ชัดเจนว่าจะใช้งบประมาณจากตรงไหน มีกลไกที่ชัดเจนครับว่าจะมาบริหารจัดการได้อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้กฎหมายเสร็จ เราพัฒนา เราจัดการเรื่องการเงินมันเริ่มต้นเดินหน้าได้เลย นี่คือข้อดีที่ทำให้อนุกรรมาธิการนี้ ก็ศึกษาได้ง่ายขึ้น เดินตามความเห็นของกฤษฎีกาเพื่อให้ใช้วิธีแก้กฎหมาย แล้วที่สำคัญ อีกอันหนึ่งที่อยากจะพูดถึงก็คือว่าที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันนี้ ที่เรากำลังพยายามพิจารณากัน อยู่ในสภานี้คือการสร้างพื้นฐาน บำนาญพื้นฐาน ท่านเลือกเป็นปิ่นโตเราเป็นปิ่นโตชั้นที่ ๑ เราจะทำให้ทุกคนมีหลักประกันด้านรายได้ที่อยู่ในชั้นที่ ๑ ไม่ตกไปจากเส้นความยากจน เรากำลังพยายามจะสร้างปิ่นโตชั้นที่ ๑ ให้กับคนทุกคนที่อายุ ๖๐ ปี ส่วนชั้นที่ ๒ ชั้นที่ ๓ มันมีอยู่แล้ว บำนาญข้าราชการเราถือว่าเป็นชั้นที่ ๒ บำนาญของผู้ประกันตนอยู่ในชั้นที่ ๒ กอช. อยู่ในชั้นที่ ๒ ฉะนั้นเพื่อให้เกิดความมั่นคงมากขึ้นของผู้สูงอายุ เราก็ไปใช้กลไกเดิม ตามข้อเสนอแนะของกรรมาธิการว่าให้มันเป็นเอกเทศเสีย แล้วแต่ว่าจะบริหารจัดการกัน อาจจะบูรณาการกันในอนาคตแล้วทำให้จูงใจมากขึ้นกับคนที่ยังไม่ถึง ๖๐ ปี สิ่งที่เรากำลังทำ ตอนนี้ เราเริ่มต้นให้คน ๖๐ ปี แต่คนที่ยังไม่ถึง ๖๐ ปี คนที่เป็นลูกเป็นหลาน เราชวนเขา ให้เห็นถึงปิ่นโตชั้นที่ ๒ เรื่องการออม เรื่องการมีงานทำ เราอาจจะมีการแก้กฎหมาย กอช. เพื่อจะจูงใจทำให้คนออมได้ตั้งแต่เด็กไปยันอายุมาก ๆ สูง ๆ ขึ้นก็ยังสามารถออมได้ อันนี้ เป็นอยู่ในชั้นที่ ๒ ส่วนชั้นที่ ๓ ถ้าเราวางรากฐานชั้นที่ ๑ กันเสร็จ เราหวังว่าเศรษฐกิจจะโต เราหวังว่าจะพัฒนามากขึ้น เพราะฉะนั้นคิดว่าทั้ง ๓ ชั้นมีความสำคัญ เพราะฉะนั้นอยากจะ ฝากสภาแห่งนี้ว่าให้ช่วยกัน เรามาช่วยกันสร้างบำนาญพื้นฐานให้กับประชาชนทุกท่านครับ ฝากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านช่วยกันพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ขอบพระคุณครับ