สมศักดิ์ คุณเงิน หารือประเด็นปัญหาเดิมและขอขอบคุณท่านประธานที่มอบหมายให้ชี้แจงต่อสภา โดยอภิปรายปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเรียกร้องให้รัฐเร่งสร้างหลักประกันรายได้ยามชราอย่างครอบคลุม พร้อมชี้ให้เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติไม่สามารถผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีได้ และเสนอให้ตั้งอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม สมศักดิ์ คุณเงิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น พรรคเศรษฐกิจไทย ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการและในฐานะที่เป็น ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาเรื่องดังกล่าวนี้ ก่อนอื่นขอขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้กรุณามอบหมายเพื่อชี้แจงเพิ่มเติมต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผมขออนุญาตใช้เอกสารที่แจกในที่ประชุมเป็นส่วนหนึ่งในกราบเรียนรายงานต่อสภา ตลอดจนข้อสังเกตเพื่อความกระชับจะพยายามใช้เวลาต่อสภาที่จำเป็นแล้วก็สรุปสาระสำคัญ ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นขออนุญาตกราบเรียนที่ไปที่มาประเด็นปัญหาหรือเรื่องเดิม เกี่ยวกับเรื่องนี้พอสังเขปดังนี้ครับ
เรื่องเดิมเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการได้เคยเสนอร่างพระราชบัญญัติ บำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยมีประชาชนเข้าชื่อรับรองถูกต้องต่อสภาผู้แทนราษฎรและ ต่อมาประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าร่างที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอมานี้เป็นร่างกฎหมาย ที่เกี่ยวด้วยการเงิน ซึ่งมีความจำเป็นต้องส่งไปให้ท่านนายกรัฐมนตรีให้คำรับรองก่อนที่ สภาผู้แทนราษฎรจะสามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นได้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งต่อเครือข่ายประชาชน เพื่อรัฐสวัสดิการว่าสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งให้ทราบว่านายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่พร้อมความเห็นของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง มีบัญชาไม่รับรองร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ซึ่งมีผลทำให้ร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาดำเนินการต่อไปได้ นั่นเป็นเรื่องเดิม และต่อมา คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมของสภาผู้แทนราษฎรได้มีการปรึกษาหารือและ ได้นำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วก็ได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ถึงประเด็นสำคัญของปัญหาและความสำคัญต่าง ๆ ตลอดจนได้นำเอาความคิดความเห็น ของพี่น้องประชาชนที่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมาประกอบการพิจารณาด้วย ในที่สุด คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาแล้วเพื่อจะให้การพิจารณา ปัญหาเรื่องดังกล่าวเป็นไปอย่างรอบคอบและรอบด้าน จึงได้มีมติได้ตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งเพื่อได้สรุปเสนอคณะกรรมาธิการได้พิจารณาดำเนินการ ตามสมควรตามบทบาทอำนาจหน้าที่ต่อไป ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กราบเรียน ที่ประชุมแล้ว ซึ่งผมเองได้เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการชุดดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพ เมื่อได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ ผมได้สรุปปัญหาและดำเนินการตามขั้นตอนตามระเบียบ กฎเกณฑ์แล้ว จึงใคร่ขออนุญาตสรุปความสำคัญที่มาของปัญหาเพิ่มเติมดังนี้ จากการศึกษา พบว่าประชากรประเทศไทยช่วงปี ๒๕๕๓-๒๕๘๓ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าในปี ๒๕๖๓ สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๙.๑ จำนวน ๑๒.๑๔๔ ล้านคน ปี ๒๕๖๕ สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๒๐.๕ หรือ ๑๓.๖ ล้านคน ในปี ๒๕๗๕ สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๒๖.๖ หรือ ๑๗.๙ ล้านคน ในปี ๒๕๘๓ จะมีผู้สูงอายุเกือบ ๑ ใน ๓ ของประชากรทั้งหมดหรือ ร้อยละ ๓๒.๑ โดยหลังจากปี ๒๕๖๕ เป็นต้นไป แสดงว่าสังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากว่ามีประชากรสูงอายุมากกว่าร้อยละ ๒๐ ของประชากรทั้งหมด นี่จึงเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญที่ทางคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการได้พิจารณา เป็นประเด็นสำคัญด้านโครงสร้างประชากรของเรา แล้วที่สำคัญที่สุดจะเห็นว่าประชากร ผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ ๒๕ ของประชากรทั้งหมด ซึ่งในประเทศไทยมีการสร้างหลักประกัน ด้านรายได้ยามชราที่ยังไม่ครอบคลุมมากนัก โดยระบบบำนาญในภาพรวมประเทศไทยยังมีลักษณะที่เป็นระบบบำนาญพื้นฐานของอาชีพ ประชากรที่มีอาชีพหรือสถานภาพทำงานบางประเภทเท่านั้นที่มีหลักประกันด้านรายได้ ยามชราอย่างเป็นทางการ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าแรงงานภาคเอกชนที่เป็นสมาชิกกองทุน ประกันสังคมก็ดี ข้าราชการที่รับบำเหน็จบำนาญก็ดีก็จะได้มีเรื่องของสวัสดิการ แต่จะเห็นว่า มีประชากรที่อยู่ในวัยแรงงานนอกเหนือจากกลุ่มดังกล่าวขาดหลักประกันด้านรายได้พื้นฐาน ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตยามชราภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีระยะเวลาน้อยมาก ในการเตรียมความพร้อมในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการเตรียมการ ด้านสวัสดิการ ด้านการบริการ การสร้างหลักประกันต่าง ๆ เพื่อรองรับประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งหากว่าไม่สามารถเตรียมมาตรการรองรับปัญหาดังกล่าวได้ดีมากพอ อาจจะเป็นปัจจัย เสี่ยงสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ มีความท้าทายเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ระบบ บำเหน็จบำนาญของประเทศไทยในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบพื้นฐานภาคบังคับ และภาคสมัครใจ โดยแบ่งเป็น ๓ เสาหลัก ดังนี้
เสาหลักที่ ๑ คือสวัสดิการพื้นฐาน เป็นระบบการคุ้มครองดูแลจากภาครัฐ ใช้เงินงบประมาณจากภาษีของประชาชนและผู้ได้รับการคุ้มครองไม่มีส่วนร่วมในการออม เพื่อให้ได้รับสวัสดิการจากภาครัฐประกอบด้วยบำนาญข้าราชการแบบเดิม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นต้น
เสาหลักที่ ๒ เป็นการออมภาคบังคับ
เสาหลักที่ ๓ เป็นการออมภาคสมัครใจ
เมื่อพิจารณาระบบบำนาญที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้วพบว่ามีข้อพิจารณาที่สำคัญ กล่าวคือ ระบบบำนาญของประเทศไทยขาดการครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม โดยเฉพาะ กลุ่มที่มีความเปราะบางต่อความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น แรงงานนอกระบบที่มีอยู่ จำนวน ๒๑.๑ ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ ๕๕.๓ ของจำนวนผู้ทำงานทั้งหมด ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพทำการเกษตรและรับจ้าง นอกจากได้รับเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนในอัตราที่เพิ่มขึ้น ตามช่วงอายุดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน คือจะเป็น ๖๐๐ บาทก็ดี ๗๐๐ บาทก็ดี ๘๐๐ บาทก็ดี ๑,๐๐๐ บาท ตามช่วงชั้นของอายุดังกล่าว ประชากรกลุ่มที่ไม่ใช่แรงงานในระบบยังไม่มี ระบบสนับสนุนรายได้แบบอื่นรองรับอีกทำให้ประชากรกลุ่มดังกล่าวมีความมั่นคงทางด้าน การจ้างงานหรือการออมอยู่ในระดับที่ต่ำอาจจะประสบปัญหาในการดำรงชีพยามชรา และต้องพึ่งพิงเงินสนับสนุนจากครอบครัวและกลุ่มออมทรัพย์ซึ่งมีอยู่ไม่แน่นอนจำนวนสูง นอกจากนี้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามอัตราดังกล่าวไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายขั้นต่ำเพื่อยังชีพ และต่ำกว่าเส้นความยากจนอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่าผู้สูงอายุในประเทศไทยส่วนใหญ่ ไม่มีความมั่นคงทางการเงินก็ต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นแหล่งรายได้เพียง แหล่งเดียวหลังเกษียณ ท่านประธานที่เคารพ คณะอนุกรรมาธิการชุดดังกล่าวได้มีการประชุม เพื่อปรึกษาหารือเรื่องนี้ ตลอดจนทำการศึกษารวบรวมข้อมูลมากกว่า ๑๐ ครั้ง โดยทำการศึกษา จากเอกสารงานวิจัย ข้อมูลเชิงสถิติ กฎหมายที่เกี่ยวข้องครับ ตลอดจนใช้วิธีการประชุม เพื่อปรึกษาหารือข้อคิดเห็นคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ได้เชิญตัวแทนหน่วยงานมาร่วมชี้แจงกว่า ๑๐ หน่วยงานทางราชการ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าหน่วยงานของกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บก็ดี หรือหน่วยงานทางประกันสังคม หน่วยงานที่จัดเก็บภาษีค่าภาคหลวง แม้กระทั่งสำนักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาล กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ บีโอไอ (BOI) ตลอดจนสำนักงานคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ รวมทั้งส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว ทุกหน่วยงานมีความเห็นพ้องต้องกันประการหนึ่งว่าสามารถที่จะดำเนินการ เรื่องบำนาญพื้นฐานประชาชนได้ ถ้าหากว่าเป็นนโยบายที่เข้มแข็งของรัฐบาล ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นคณะอนุกรรมาธิการจึงได้มีการพิจารณาและรวบรวมเรียบเรียง ข้อสรุปเสนอต่อคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมจนกระทั่งได้พิจารณาแล้วมีความเห็น พ้องต้องกันเป็นมติให้คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมได้นำรายงานเสนอต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติของเราต่อไป เพื่อประหยัดเวลา กระผมขออนุญาตนำบทสรุปข้อเสนอและข้อสังเกตคณะกรรมาธิการได้เสนอต่อที่ประชุม เพื่อเป็นสาระสำคัญดังนี้ บทสรุปการวางรากฐานระบบบำนาญของประเทศไทยให้มีความยั่งยืน ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นหนึ่งในหลักประกันทางสังคมที่ภาครัฐจะต้องจัดให้มีขึ้น เพื่อให้ ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิตซึ่งการมีระบบหลักประกันทางสังคมด้านบำนาญที่เหมาะสม จะทำให้ประชาชนมีรายได้ที่เพียงพอในการดำเนินชีพเมื่อเข้าสู่วัยชรา ลดภาระการพึ่งพิง ตลอดจนเป็นการแบ่งเบาภาระงบประมาณจากการนำภาษีของประชาชนวัยทำงานมาจัดสรร สวัสดิการดูแลผู้สูงอายุซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ในด้านความพอเพียง การดำรงชีวิต ปัจจุบันผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายขั้นต่ำและอยู่ต่ำกว่า เส้นแบ่งของความยากจนอย่างมาก จึงกล่าวได้ว่าผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ไม่มีความมั่นคง ทางการเงิน ก็ต้องพึ่งพิงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นแหล่งรายรับเพียงแหล่งเดียว หลังเกษียณอายุ ด้วยเหตุนี้จึงควรวางระบบบำนาญของประเทศไทยโดยมุ่งหมายให้ประชาชน ได้รับบำนาญพื้นฐานแห่งชาติในลักษณะเป็นสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐานแบบถ้วนหน้าครับ ซึ่งประชาชนสัญชาติไทยทุกคนที่อายุถึงเกณฑ์ที่กำหนดมีสิทธิได้รับทุกคน โดยสิทธิดังกล่าว ได้มุ่งประสงค์ที่จะสร้างความมั่นคงด้านรายได้ที่จะเพียงพอในการดำรงชีวิตหลังเกษียณ และคณะกรรมาธิการเห็นว่าหากผู้สูงอายุมีหลักประกันรายได้ยามชราภาพที่มั่นคงก็จะช่วย ลดภาระอันพึ่งพิงวัยแรงงาน อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจการออมผ่านการใช้จ่ายของ กลุ่มประชากรเกษียณอายุอีกด้วย คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมเห็นว่าหากมีการ ปรับปรุงที่มารายได้และการบริหารของกองทุนผู้สูงอายุให้มีรายได้มากขึ้นเพื่อสมทบ งบประมาณประจำปี เพื่อจ่ายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน จากที่มาของเงินรายได้ ประกอบด้วย เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินที่ได้รับจาก งบประมาณรายจ่ายประจำปี เงินบำรุงจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับสินค้าสุรา ยาสูบ ในอัตราเพิ่มขึ้น ตลอดจนเงินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีผู้บริจาคหรือสมทบ ให้เงินอุดหนุนจากต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของ กองทุน หรือที่กองทุนได้รับตามกฎหมายโดยนิติกรรมอื่น โดยกำหนดที่มาจากรายได้เพิ่มขึ้น เงินบำรุงที่ได้จากภาษีสรรพสามิต สุรา ยาสูบ น้ำมัน เชื้อเพลิง รถยนต์ รถ หรือภาษีอื่นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด เงินบำรุงที่ได้รับจากการออกสลากตามกฎหมายว่าด้วยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เงินบำรุงที่ได้จากส่วนแบ่งค่าสัมปทาน ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เงินบำรุงที่ได้จากส่วนแบ่งรายได้ค่าภาคหลวงว่าด้วยแร่ เงินบำรุงที่ได้จากภาษีกฎหมาย ว่าด้วยรถยนต์ เงินบำรุงที่ได้จากค่าธรรมเนียมซื้อขาย ซื้อสินค้าหรือบริการของบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร เงินบำรุงที่ได้จากส่วนแบ่งสัมปทาน ค่าใบอนุญาตภาษี ค่าธรรมเนียมอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน เงินบำรุงที่คลังได้รับมาตามกฎหมายว่าด้วย การบริหารเงินทุนหมุนเวียน เงินบำรุงได้จากเงินได้ประจำปีของบุคคลหรือนิติบุคคลที่ไม่ได้ รับการต่อสิทธิพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน เงินบำรุงที่ได้จากเงินได้ ของบุคคลธรรมดาหรือเงินได้นิติบุคคลประจำปีเพื่อเสียภาษีที่แสดงความจำนง เงินบำรุงที่ได้ จากส่วนแบ่งค่าสัมปทาน ค่าภาคหลวง ค่าธรรมเนียมในการขุดเจาะน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติก็ดี หรือเงินบำรุงอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเพื่อให้ เพียงพอจ่ายบำนาญแห่งชาติ ก็เห็นสมควรปรับปรุงการบริหารจัดการกองทุนผู้สูงอายุ ให้สามารถนำเงินบำรุงไปหาประโยชน์ในการลงทุนได้ ตลอดจนกำหนดให้กองทุนผู้สูงอายุ มีฐานะเป็นนิติบุคคลในกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ รวมตลอดจนกำหนดชื่อกองทุนโครงสร้างการบริหารกองทุนใหม่ให้การบริหาร จัดการที่มีประสิทธิภาพ มีการสรรหาบุคลากรจากภายนอกให้เข้ามาบริหารจัดการเพื่อทดแทน การสรรหาอัตรากำลังข้าราชการที่เพิ่มขึ้น ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ
๑. เสนอให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิบำนาญพื้นฐาน เพราะสวัสดิการด้านบำนาญ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรได้รับเพื่อความมั่นคงด้านรายได้ ซึ่งเพียงพอ ในการดำรงชีพหลังจากเกษียณอายุ จึงควรพิจารณาเป็นสิทธิพื้นฐานในลักษณะถ้วนหน้า ที่ให้ประชาชนผู้มีอายุถึงเกณฑ์ตามที่รัฐกำหนดมีสิทธิได้รับทุกคน แม้ว่าประชาชนบางส่วน จะได้รับสวัสดิการบำนาญจากกองทุนการออมภาคบังคับอื่นก็ตาม ซึ่งหากประชาชนผู้สูงอายุ มีหลักประกันรายได้ยามชราที่มั่นคงแล้วก็จะเป็นการช่วยลดภาระการพึ่งพิง ลดการส่งต่อ ความยากจนจากรุ่นสู่รุ่น ช่วยแก้ปัญหาความยากจนเรื้อรังได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังเป็น การกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อมผ่านการลงทุนการใช้จ่ายกลุ่มประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งรัฐจะได้ ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจคืนมาในรูปแบบของภาษีประเภทต่าง ๆ
๒. เสนอให้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาด้านงบประมาณที่เป็นภาระ ของรัฐ เนื่องจากกองทุนมีรูปแบบการบริหารจัดการให้มีความยืดหยุ่น สามารถนำเงิน ไปลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลกำไรขึ้นได้ นอกจากนี้ยังควรพิจารณาหาแนวทาง ความเป็นไปได้ในการจัดสรรงบประมาณจากแหล่งอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น รายได้จากการเก็บ ภาษีทางอ้อม การจัดสรรงบประมาณบางส่วนในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีบาป การจัดสรรงบประมาณรายได้ในการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล และรายได้จากการบริการ เป็นต้น
๓. ระบบบำนาญพื้นฐานแห่งชาติควรเป็นสวัสดิการถ้วนหน้า เพื่อเป็น เสาหลักพื้นฐานให้กับประชาชนผู้สูงอายุทุกคน โดยดำเนินงานควบคู่ไปกับเสาหลัก เช่น กองทุนสวัสดิการสังคม กองทุนการออม เป็นต้น ซึ่งในอนาคตทั้ง ๓ กองทุนก็จะสามารถ ดำเนินการบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๔. การจ่ายเงินบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ มีหลักการสำคัญในการกำหนด เรื่องบำนาญให้เป็นสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุอย่างถ้วนหน้า
๕. หลักการสำคัญของการส่งเสริมให้เกิดระบบบำนาญพื้นฐานแห่งชาตินั้น คือแนวคิดในการศึกษารวบรวมระบบสวัสดิการของประชาชนที่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไปทั้งหมด ๔ ประการด้วยกันคือเรื่องบำนาญของข้าราชการ เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เรื่องเงินบำนาญ ประกันสังคม และเรื่องของกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งการดำเนินงานของแต่ละกองทุน ย่อมมีความเป็นเอกภาพ แต่สิ่งที่จะต้องดูแลก็คือประชาชนที่อยู่นอกระบบมีอยู่ ๒๑ ล้านคน ที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบการออมเพื่อบำนาญได้ ดังนั้นเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการ จึงต้องจัดการสนับสนุนให้มีบำนาญพื้นฐานแห่งชาติเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและไม่ห่างจาก เส้นแบ่งความยากจน ซึ่ง ณ ปัจจุบันอยู่ที่ ๒,๗๖๓ บาท ซึ่งก็จะทำให้ผู้สูงอายุมีหลักประกัน ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น
๖. แนวคิดในการส่งเสริมการออมจากภาษีผู้บริโภคของประชาชนก็ถือเป็น นวัตกรรมที่จะมีการออกแบบความคิดเพื่อการออมสามารถนำไปใช้ในเรื่องบำนาญของ ประชาชนเพื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ซึ่งในต่างประเทศก็ได้ดำเนินการมาเป็นเวลาช้านานแล้ว
ข้อสุดท้าย คณะกรรมาธิการเสนอให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่สลับซับซ้อนและสามารถดำเนินการได้ง่าย รวดเร็วกว่า เนื่องจากว่าเป็นการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่เดิม อีกทั้งเป็นกฎหมายแม่บทในการคุ้มครอง ส่งเสริม สนับสนุนผู้สูงอายุในเรื่องต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยให้ยกเลิกการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และให้เปลี่ยนเป็นการจ่ายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติแทน ซึ่งเดิมการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์รับผิดชอบ จึงไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพิ่มเติม อีกทั้ง พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ ๒๕๕๖ นั้นมีกองทุนผู้สูงอายุอยู่แล้วเป็นแหล่งเงิน งบประมาณ ที่มีกฎหมายระเบียบรองรับอยู่แล้วจึงสามารถจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อรองรับ ระบบบำนาญพื้นฐานดังกล่าวนี้ได้ทันที ท่านประธานที่เคารพ นั่นคือสรุปสาระข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตที่ขออนุญาตกราบเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อได้โปรดพิจารณา และใคร่ขอ ถือโอกาสนี้เล็กน้อย เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการได้ดำเนินการเพื่อพิจารณาแก้ไขกฎหมาย ผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งจะขออนุญาตสรุปสั้น ๆ ว่าเราได้เสนอให้แก้ไขปรับปรุงอะไรบ้าง
ประการที่ ๑ ให้เปลี่ยนชื่อร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นชื่อ พระราชบัญญัติผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ
ประการที่ ๒ เปลี่ยนคำว่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นบำนาญพื้นฐานประชาชน
ประการที่ ๓ ปรับปรุงองค์ประกอบอำนาจหน้าที่คณะกรรมการผู้สูงอายุ แห่งชาติเป็นคณะกรรมการผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ
ประการที่ ๔ ไม่มีการจัดตั้งสำนักงานขึ้นใหม่แต่ให้ใช้หน่วยงานเดิมเป็น ผู้ดำเนินการ ได้แก่ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดทำรายชื่อผู้สูงอายุให้ได้รับบำนาญ พื้นฐานโดยผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องเดินทางมาลงทะเบียนเช่นในปัจจุบัน
ประการที่ ๕ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแสดงแหล่งที่มาของเงินคือกองทุน ผู้สูงอายุ โดยคณะกรรมาธิการขอเปิดช่องทางเข้าของเงินเข้าสู่กองทุนผู้สูงอายุในอัตราที่สูงขึ้น จากเดิม เช่น ร้อยละ ๒ เป็นร้อยละ ๕ ซึ่งเชื่อว่านำเงินส่วนนี้ไปสมทบงบประมาณที่รัฐบาล ตั้งไว้เพื่อจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจำนวนปัจจุบันประมาณ ๗๗,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แล้วก็ น่าจะสามารถดำเนินการได้
ประการที่ ๖ ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวเปิดช่องให้มีการจ่ายบำนาญ พื้นฐานตามอัตราที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ แต่ให้คำนึงถึงเส้นแบ่งความยากจน ซึ่งในระยะเริ่มต้นอาจจะไม่ได้เท่ากับเส้นแบ่งความยากจนเลย เพราะคงต้องใช้เวลาในการ พิจารณาถึงสถานะเศรษฐกิจของประเทศด้วย
ประการที่ ๗ ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวกรรมาธิการไม่มีบทบัญญัติ ให้อำนาจคณะกรรมการผู้สูงอายุและบำนาญแห่งชาติมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือเรียกให้ บุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารประกอบการพิจารณาได้
ประการสุดท้าย ร่างพระราชบัญญัติฉบับที่กรรมาธิการได้เสนอนั้นไม่มี บทลงโทษในทางอาญาแต่อย่างใด
ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการได้ปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวแล้ว และได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบันนี้ร่างดังกล่าวได้ถูกส่งไปให้ นายกรัฐมนตรีได้พิจารณารับรองเพราะเป็นร่างเกี่ยวกับการเงินซึ่งอยู่ในระหว่างรอคอยว่า ฝ่ายบริหารนั้นจะได้มีความเห็น จะมีการรับรองมาให้สภาได้พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน ต่อไปหรือไม่ เพียงไร ท่านประธานครับ กระผมขอถือโอกาสสรุปเรียนรายงานแต่เพียงเท่านี้ ขอกราบขอบคุณ และใคร่ขอให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ร่วมกันพิจารณาสร้างกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานทางด้านสวัสดิการสังคมให้กับชาติบ้านเมืองของเราฉบับนี้ต่อไป ขอบคุณ ท่านประธานครับ