รังสิมา รอดรัศมี เสนอให้รัฐจัดระบบบำนาญแห่งชาติแบบถ้วนหน้าเพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงทางรายได้ของผู้สูงอายุที่ขาดแคลน และตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาแนวทางกฎหมายรองรับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสวัสดิการ สังคม ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๒๑ (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๒ มีมติตั้งคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎรขึ้นคณะหนึ่ง โดยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ (๓๒) กำหนดให้คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมมีหน้าที่และอำนาจกระทำ กิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสังคม ไม่น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานการให้บริการด้านสวัสดิการสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ประชาชนอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะผู้ยากไร้ในเมืองและชนบท และผู้ด้อยโอกาสในสังคมนั้น เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมพบว่าผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่จะขาดความมั่นคง ทางเศรษฐกิจโดยได้รับสวัสดิการด้านการเงินจากรัฐเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งไม่เพียงพอ ต่อค่าใช้จ่ายขั้นต่ำเพื่อการยังชีพ เนื่องจากอัตราเบี้ยยังชีพที่รัฐจ่ายให้กับประชาชนผู้สูงอายุ ยังต่ำกว่าเส้นความยากจนเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันรัฐบาลจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ ที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปี ซึ่งต้องไม่เป็นผู้ที่ได้รับสวัสดิการหรือประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงาน ของรัฐ โดยผู้สูงอายุจะต้องมาลงทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในลักษณะแบบขั้นบันไดเป็นรายเดือนในอัตราที่เพิ่มขึ้นตามช่วงอายุของประชาชนผู้มีสิทธิ ผู้ที่อายุ ๖๐-๖๙ ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพเดือนละ ๖๐๐ บาท ผู้ที่อายุ ๗๐-๗๙ ปี จะได้รับ เบี้ยยังชีพเดือนละ ๗๐๐ บาท ผู้ที่อายุ ๘๐-๘๙ ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพเดือนละ ๘๐๐ บาท และผู้ที่อายุ ๙๐ ปีขึ้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท และแม้ว่าปัจจุบันรัฐบาล จะอนุมัติเงินช่วยเหลือพิเศษสำหรับผู้สูงอายุจำนวนประมาณ ๑๐ ล้านคน เป็นเวลา ๖ เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๕ โดยจะเพิ่มเงินช่วยเหลือพิเศษ รายละ ๑๐๐-๒๕๐ บาทต่อเดือน ตามช่วงอายุดังนี้ อายุ ๖๐-๖๙ ปี รับเงินช่วยเหลือพิเศษ เพิ่ม ๑๐๐ บาทต่อเดือน รวมเป็น ๗๐๐ บาทต่อเดือน อายุ ๗๐-๗๙ ปี รับเงินช่วยเหลือพิเศษ เพิ่ม ๑๕๐ บาทต่อเดือน รวมเป็น ๘๕๐ บาทต่อเดือน อายุ ๘๐-๘๙ ปี รับเงินช่วยเหลือพิเศษ เพิ่ม ๒๐๐ บาทต่อเดือน รวมเป็น ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน อายุ ๙๐ ปีขึ้นไปได้รับเงินช่วยเหลือ พิเศษเพิ่ม ๒๕๐ บาท รวมเป็น ๑,๒๕๐ บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มเบี้ยยังชีพ เป็นเงินช่วยเหลือพิเศษนี้ยังคงเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งหากพิจารณาว่าผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เหล่านี้อาศัยเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นแหล่งรายรับเพียงแหล่งเดียวหลังจากที่ประชาชน มีอายุมากกว่า ๖๐ ปีแล้ว อาจกล่าวได้ว่าผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งการวางรากฐานความมั่นคงด้านรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีพหลังจากที่ประชาชนมีอายุ มากกว่า ๖๐ ปี ควรจะใช้ระบบบำนาญ เนื่องจากเป็นหนึ่งในหลักประกันทางสังคมที่ภาครัฐ ควรจัดให้มีขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม จึงเห็นควรเสนอให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิบำนาญพื้นฐาน เพราะสวัสดิการด้านบำนาญเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรได้รับเพื่อความมั่นคงด้านรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีพ หลังจากที่ประชาชนมีอายุมากกว่า ๖๐ ปี ในลักษณะถ้วนหน้าที่จ่ายให้แก่ประชาชนผู้มีอายุ ถึงเกณฑ์ตามที่รัฐกำหนด มีสิทธิได้รับทุกคน แม้ว่าประชาชนบางส่วนจะได้รับสวัสดิการ บำนาญจากกองทุนการออมภาคบังคับอื่นแล้วก็ตาม ซึ่งหากประชาชนผู้สูงอายุมีหลักประกัน รายได้ยามชราภาพที่มั่นคงก็จะช่วยลดภาระการพึ่งพิงลดการส่งต่อความยากจนจากรุ่นสู่รุ่น ช่วยแก้ปัญหาความยากจนเรื้อรังได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทางอ้อมผ่านการลงทุนและการใช้จ่ายของกลุ่มประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งรัฐจะได้รับผลตอบแทน ทางด้านเศรษฐกิจคืนมาได้รูปแบบของภาษีประเภทต่าง ๆ ดังนั้นคณะกรรมาธิการ การสวัสดิการสังคมจึงได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาแนวทางการเสนอ กฎหมายบำนาญแห่งชาติขึ้นคณะหนึ่งเมื่อวันอังคารที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ เพื่อพิจารณา ศึกษารวบรวมข้อมูลระบบบำนาญของประเทศไทย รวมทั้งข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปัญหาระบบบำนาญแห่งชาติโดยใช้กฎหมาย อย่างเป็นระบบ โดยมีรายนามคณะอนุกรรมาธิการ ดังต่อไปนี้ ๑. นายสมศักดิ์ คุณเงิน ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ๒. นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นางสาววรรณวิภา ไม้สน โฆษกคณะอนุกรรมาธิการ ๕. นายสุพล บริสุทธิ์ อนุกรรมาธิการ ๖. นายนฤนารถ อาภาศิริผล อนุกรรมาธิการ ๗. เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อนุกรรมาธิการ ๘. นายชนิสร์ คล้ายสังข์ อนุกรรมาธิการ ๙. นายนิมิตร์ เทียนอุดม อนุกรรมาธิการ และ ๑๐. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ
โดยคณะอนุกรรมาธิการได้มีมติแต่งตั้งที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการ มีรายนามต่อไปนี้ ๑. รองศาสตราจารย์ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ๒. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุนทรี เหล่าพัดจัน ๓. นายธวเดช ภาจิตรภิรมย์ ๔. นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์
คณะอนุกรรมาธิการได้มีการประชุมพิจารณาศึกษาและรวบรวมข้อมูล โดยทำการศึกษาจากเอกสารงานวิจัย ข้อมูลเชิงสถิติ กฎหมายต่าง ๆ และใช้วิธีการประชุม เพื่อปรึกษาหารือและเสนอข้อคิดเห็น จำนวน ๑๐ ครั้ง โดยคณะกรรมาธิการการสวัสดิการ สังคม ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการ ประกอบด้วย กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมบัญชีกลาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานประกันสังคม ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมทรัพยากรธรณี กรมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ (BOI) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ คณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ และสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมได้พิจารณาและเห็นชอบรายงาน ผลการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญแห่งชาติ จึงได้เสนอรายงาน ฉบับดังกล่าว รวมทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทราบ หรือควรปฏิบัติต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อโปรดพิจารณารายงานตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๐๕ สำหรับรายงานเกี่ยวกับรายงาน การศึกษาขอให้ นายสมศักดิ์ คุณเงิน เลขานุการคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม และประธานคณะอนุกรรมาธิการ ตลอดจนคณะกรรมาธิการท่านอื่น ๆ คณะอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาเป็นผู้นำเสนอสรุปรายงานการศึกษาต่อไปค่ะ