กิตติกร แจงปัญหากองทุนน้ำมัน-เสนอเป็นบทเรียนปรับนโยบาย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๑๖ กันยายน ๒๕๖๕

กิตติกร โล่ห์สุนทร ชี้แจงในที่ประชุมถึงปัญหาข้อจำกัดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ตั้งเพดานไม่เกิน 40,000 ล้านบาท จนนำไปสู่การขาดทุนสะสมเกิน 100,000 ล้านบาท และเสนอให้เป็นบทเรียนในการปรับนโยบายพลังงาน พร้อมอธิบายความแตกต่างของการกำกับราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า ย้ำว่าแม้ราคาน้ำมันในประเทศจะสูงกว่าแนวทางรัฐ แต่ยังอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบอาเซียน และตั้งข้อสังเกตเรื่องการแข่งขันที่ไม่เสมอภาคระหว่างปั๊มเชื้อเพลิงต่างชาติและปั๊มของรัฐ

นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพอย่างสูง กระผม นายกิตติกร โล่สุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลำปาง พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน ก็ตอบข้อซักถาม ของเพื่อนสมาชิกนะครับ

อันแรกเลยก็คือว่าเรื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตัวกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเอง มันเป็นตัวคล้าย ๆ กับบัฟเฟอร์ (Buffer) ที่เวลาน้ำมันมีราคาถูกเราก็จะเก็บน้ำมันเกินจริง เพื่อเก็บเงินเข้ามาไว้ในกองทุน แล้วก็ในขณะที่ราคาน้ำมันมีราคาแพงเราก็จะดึงเงินจาก กองทุนออก ที่ผ่านมาถามว่ามันมีช่วงที่ราคาน้ำมันราคาถูกระยะเวลานานมีไหม มีจริงนะครับ แล้วก็มีการเก็บเงินเข้ากองทุนจริง เข้ามาในระดับ ๓๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท มีทะลุ ขึ้นไป ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ล้านบาทก็น่าจะมีนะครับ แล้วมันก็เลยเป็นที่มาที่ไปของทาง รัฐบาลเองก็เลยออกมามีข้อกำหนดว่าเพราะว่าเงินที่เก็บเข้าไปกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พอมันมีจำนวนเยอะมากเกินไปเขารู้สึกว่าเสียดาย เสียประโยชน์ เสียโอกาส เขาก็เลย ออกเป็นกฎหมายมา หรือว่าออกคำสั่งมาว่าให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถมีเงินเก็บเข้าได้ ไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท มันก็เลยเป็นที่มาของประเด็นบางอันที่พวกเรามาว่า จริง ๆ แล้ว ในช่วงที่ผ่านมาที่มันเคยมีน้ำมันราคาถูก ถ้ามันไม่มีข้อกำหนดตรงนี้กองทุนน้ำมันอาจจะ เก็บเงินเข้ามาถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ณ มาถึงตอนนี้เองเราอาจจะไม่ต้องเดือดร้อน เพราะว่ากองทุนน้ำมันก็จะมีเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปจ่ายตอนที่เรามีตอนนี้มา ซึ่งเหตุผล ที่รัฐบาลเขาเลือก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทก็อย่างที่ผมเรียน เพราะรัฐบาลเขารู้สึกว่าเงินมาใช้ แช่เฉย ๆ แล้วเขารู้สึกว่ามันเสียโอกาสเขาก็เลยแคป (Cap) ไว้ที่ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ อันนี้ถูกหรือผิดมันคงตอบยาก เพราะตอนนั้นเองมันก็เป็นข้อสรุปว่าอยากจะแคป (Cap) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่มาตอนนี้พอเรารู้สึกว่าเรามีภาระที่ต้องใช้แล้วมันทะลุติดลบไป ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเราก็ไม่รู้สึกว่าเออจริง ๆ ถ้าตอนนั้นเราไม่แคป (Cap) เราก็จะมีเงินมา ใช้ในวิกฤติช่วงนี้ มันก็มองได้ทั้ง ๒ แง่ ๒ มุม ก็คงไม่มีผิดไม่มีถูก ก็จะเป็นบทเรียนที่รัฐบาล เขาจะเห็นแล้วเขาก็นำไปพิจารณาและอาจจะปรับปรุง ปรับปรุงตัวจุดยืนของเขาใหม่ต่อไป อันนี้เป็นเครื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ส่วนเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันก็คุยกันมาเยอะเรื่องราคาสิงคโปร์เรื่องอะไร อย่างแรกที่อยากจะทำความเข้าใจพวกเรานิดหนึ่ง เพราะว่ามันจะมีความเข้าใจผิดพลาดกัน คือราคามันน้ำมันเชื้อเพลิงกับราคาไฟฟ้าจะไม่เหมือนกัน จริง ๆ แล้วที่ผ่านมาตอนที่รัฐบาล ในอดีตมีการตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานหรือเรียกว่า กกพ. ตั้งขึ้นมาร่างแรกเลย เขาจะ กกพ. มาคุมทั้งไฟฟ้าคุมทั้งน้ำมัน ร่างแรกเลยจะให้ทุกอย่างที่อยู่ภายใต้การควบคุม แต่สุดท้ายมันก็มีเหตุผลที่รัฐบาล ณ เวลานั้นเขาเปลี่ยนใจเขาให้ไฟฟ้าอยู่ภายใต้การควบคุม ของ กกพ. แต่เขาเลือกที่จะให้น้ำมันอยู่ภายใต้การแข่งขันค้าเสรี ถามว่า ๒ ตัวนี้มันมีข้อดี ข้อเสียไหมมันมีทั้งคู่มันไม่ใช่ว่าอยู่และดีหรือไม่อยู่และดี อยู่ภายใต้การกำกับมันก็คือว่า รัฐบาลกำกับหมด เมื่อกำกับหมดหมายความว่าอะไรเมื่อกำกับหมดก็คือว่าต้นทุนทุกอย่าง ต้องเห็นชัด แล้วก็ดูตามต้นทุนเราจะเห็นว่าค่าไฟฟ้าเรามันจะเกิดจากการเรานำต้นทุนของ โรงไฟฟ้าทั่วประเทศมาพลู (Pull) รวมกันค่าเชื้อเพลิงทั่วประเทศหลายๆ อย่างมาพลู (Pull) รวมกัน แล้วรัฐบาลเองก็มาคิดคำนวณให้ กกพ. เป็นหน่วยงานที่จะมาดูแลว่าค่าไฟฟ้า ที่เหมาะสมแล้วเป็นเท่าไรเขาออกมาเป็นค่าไฟฐานกับค่าไฟเอฟที (FT) ที่บ่น ๆ กันว่าค่าไฟแพง ก็เพราะว่ามันมีการโอเวอร์อินเวสต์ (Over Invest) ก็คือมีค่าพร้อมจ่ายมีโรงไฟฟ้าเหลือเกิน อันนี้ถามว่าควบคุมดีไหม บางคนบอกว่าควบคุมดีสิ ถ้าควบคุมก็จะรู้ทุกอย่างก็จะสั่งอะไรก็ได้ ใช่ แต่ว่าถ้าเห็นจะเห็นเลยว่าค่าไฟเราผมมีความเชื่อส่วนบุคคลค่าไฟเราถ้าปล่อยให้แข่งขัน เสรีไม่สูงขนาดนี้ จะไม่มีโรงไฟฟ้าที่มากินค่าพร้อมจ่ายเยอะขนาดนี้ แต่เพราะว่ามันถูกควบคุม โดยรัฐ บางครั้งเองรัฐมองความมั่นคงด้านพลังงานมากกว่าเรื่องราคา ซึ่งอันนี้เข้าใจได้ไม่ได้ผิด ไม่ได้บอกว่ารัฐผิด รัฐให้ความสำคัญบางอย่างมากกว่า ณ ตอนที่ราคาไม่แพงให้ความสำคัญ ด้านความมั่นคงด้านพลังงานมากกว่าก็ถูกของเขา แต่ว่าถ้าตอนที่ราคาแพงความสำคัญ ทางด้านความมั่นคงด้านพลังงานอาจจะดรอป (Drop) ลงไป แต่โรงไฟฟ้ามันเป็นอะไรที่เกิดยาก ทำยาก เพราะฉะนั้นตอนนี้เรามีค่าพร้อมจ่ายมีกำลังไฟฟ้าสำรองเหลือเยอะลดมันลงยาก เพราะว่าต้องใช้ระยะเวลา มันก็เป็นที่มาที่ไปที่จะทำให้พวกเราต้องจ่ายค่าไฟแพง อันนี้เป็น หนึ่งกรณีที่เราเห็นว่าการที่ถูกกำกับร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ใช่ดีหมด ดีบางแง่ ไม่ดีบางแง่ คราวนี้ เรามาดูเรื่องของน้ำมัน เรื่องน้ำมันเองรัฐ ณ ตอนนั้นเลือกที่จะให้ไม่ถูกกำกับให้เป็นค้าเสรี คราวนี้ก็คือเป็นการค้าเสรีทุกคนก็คือกำหนดราคาของกันเอง ราคาโครงสร้าง ราคาพลังงาน ราคาน้ำมันที่เราเห็น อันนี้ไม่ใช่บังคับอันนี้คือแค่เป็นไกด์ไลน์ (Guide Line) บ่อยครั้งมาก ที่จะเห็นว่าราคาที่ประกาศจากโครงสร้างที่บอกว่าเป็นราคาสิงคโปร์บวกภาษีโน่น บวกโน่นนี่ ออกมา แต่ว่าผู้ค้าเขาบอกว่าต่ำไป ผู้ค้ามันก็คือส่วนใหญ่บริษัทต่างชาติมันก็มีไม่กี่บริษัท เป็นยี่ห้อ ไม่ใช่ยี่ห้อคนไทยเขาก็เลือกที่จะขายราคาหน้าปั๊มแพงกว่าราคานี้ตลอด ถ้าเรา สังเกตเราก็จะรู้ว่าถ้าเติม ปตท. เติมบางจากราคามันจะราคานี้ แต่ถ้าเติมยี่ห้ออื่น เชลล์ (Shell) เอสโซ่ (Esso) คาร์เท็กซ์ (Cartex) ราคาไม่จำเป็นต้องอยู่ ราคาไม่เคยต่ำกว่าราคา ของ ปตท. มีแต่จะสูงขึ้น ซึ่งเขาก็ถือว่ามันเป็นการแข่งขันเสรี เขาก็มองว่าถ้าเขามีจุดสถานี ให้บริการที่มีความดึงดูดมีความสะดวกพอเขาสามารถชาร์จ (Chart) ราคาแพงได้ ซึ่งเราก็จะ เห็นว่าทุกครั้งที่มีการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปั้ม ปตท. ก็จะเป็นปั้มที่แน่นที่สุด เพราะว่าก็จะ ขึ้นช้า ปั้มเชลล์ (Shell) คาร์เท็กซ์ (Cartex) เอสโซ่ (Esso) จะโล่งกว่าเพราะเขาขึ้นไปก่อน ล่วงหน้าแล้ววันสองวัน อันนี้ก็มีที่มาที่ไปของว่าโครงสร้างราคามันคือตัวไกด์ไลน์ (Guide Line) ที่ให้เห็นว่าราคาอยู่ประมาณไหน แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือการรัฐเลือกแล้วว่า ปล่อยให้เป็นการแข่งขันเสรี แล้วถามว่าภาพรวมจริง ๆ ผมก็คงตอบเหมือนท่านรัฐมนตรี พลังงานนะครับว่าภาพรวมจริง ๆ ราคาน้ำมันบ้านเราก็ยังไม่ได้แพงที่สุด อยู่ตรงกลาง ๆ ของ อาเซียน (ASEAN) คือไม่ได้อยู่ข้างสูงไม่ได้อยู่ข้างต่ำ ข้างต่ำของเราจริง ๆ แล้วมันคือมาเลเซีย กับบูรไน อินโดนีเซียพวกนี้เขามีน้ำมันของตัวเอง นั่นคือเขาบิดเบือนตลาดเต็มตัวเขาก็เลย ได้ราคาน้ำมันค่อนข้างต่ำ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นค่อนข้างสูงกว่าเรา ถ้าถามผมเองราคาน้ำมัน บ้านเราก็อยู่ในช่วงกลาง ๆ คือผมไม่ได้บอกว่าถูกนะเพราะผมว่าราคาน้ำมันมันแพงแล้ว เพราะว่ามันมีวิกฤติเกิดขึ้นจริง ๆ มันก็แพง แต่ถ้าเทียบกับที่อื่นที่ใกล้ ๆ เราก็ยังถือว่าอยู่กลาง ๆ ไม่ได้ถูกไป อันนี้ก็อยากให้ท่านเข้าใจ ก่อนว่ามันมาจากคนละมุมมีคนพูดถึงเรื่องอย่างมาม่า มาม่านี่ผมเข้าใจว่าเป็นสินค้าควบคุม เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีการมาโชว์ต้นทุนกัน มีอะไรกัน มันถูกควบคุม แต่ว่าราคาน้ำมัน เนื่องจากเราเลือกแล้วว่าไม่ให้มันถูกกำกับ แต่ถามว่าถ้าเราเปลี่ยนใจ แต่เราคิดว่าถูกกำกับ ดีกว่านะ ทำได้ไหม ทำได้ครับ โดยสภาผู้แทนราษฎรเรานี้เลย ถ้าทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า ถูกกำกับดีกว่า ราคามันน่าจะถูกกว่า เราก็แก้อำนาจของ กกพ. ให้ดึงน้ำมันเชื้อเพลิงกลับเข้า ไปอยู่เรกูเลต (Regulate) โดย กกพ. เหมือนค่าไฟ ต้องทำตรงนี้ก่อนถึงจะสั่งได้ว่าน้ำมันจะ ให้เป็นเท่าไร อันนี้คือถ้าพวกเราเลือกหรือว่าถ้ารัฐบาลเลือกว่าจะดึงให้อยู่ใน กกพ. ก็ทำได้ คราวนี้พอมาถึงเรื่องโครงสร้างที่ทุกคนก็มาว่าโรงกลั่นเข้าประเทศไทยแล้วจะไปอ้างอิง สิงคโปร์ทำไม อันนี้ก็เป็นที่มาที่ไปอย่างแรกก่อนก็คือบอกว่าเราไม่ได้กำกับเขา เพราะฉะนั้น เขาจะอ้างอิงอะไรมันก็เป็นเรื่องของเขา แต่ถามว่ารัฐบาลแทรกแซงไหม รัฐบาลแอบ แทรกแซงนะครับ รัฐบาลแอบแทรกแซงโดยผ่านทางไหน ผ่านทาง ปตท. เพราะรัฐบาลนี้ ถือหุ้นใหญ่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้น ปตท. คุณทำมาว่าราคาที่เหมาะสม คุณเป็นเท่าไรเพื่อให้รัฐบาลพิจารณา ปตท. ก็เลยทำออกมาเหมือนกับคุยกันว่าราคาประมาณ อันนี้มันถึงเป็นราคาที่แข่งขันกับสิงคโปร์ได้ ราคาอยู่ในเชิงแข่งขัน ซึ่งโครงสร้างราคา ที่เราเห็นที่เราบอกว่ามันไม่ดี มันไปอ้างโรงกลั่นสิงคโปร์อ้างอะไรต่าง ๆ นานา ถ้ามันไม่ดีจริง สถานีบริการต่างชาติมันก็ควรจะขายเกินราคานี้เพราะแค่นี้มันก็แฮปปี (Happy) แล้ว แต่ทุกครั้งเราก็จะเห็นนะครับว่าสถานีบริการที่ไม่ได้ถูกแทรกแซงโดยภาครัฐเขาก็จะขาย ราคาที่สูงกว่าราคานี้ประจำ อันนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ข้อหนึ่งที่ผมยังมีความเชื่อว่าการค้าเสรีเอง โดยตัวมันเองมันมีวิธีกำหนด พอคุณกดราคาต่ำไปมันก็จะมีคนที่ไม่ยอมเขาก็จะขายราคาสูง แต่ถ้าเกิดเมื่อไรที่เราเห็นว่าทุกคนขายราคาตามราคาสูตรราคานี้หมดอันนี้ผมกลัวแล้ว เพราะฉะนั้นแสดงว่าราคานี้มันอาจจะสูงไปทุกคนไม่เดือดร้อน อันนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่พูดถึง โครงสร้างราคา คราวนี้มีการพูดถึงราคาสิงคโปร์กันมาก จริง ๆ ผมทำเรื่องนี้อยู่ในรายงาน อีกฉบับหนึ่งที่จะเข้ามาต่อจากอันนี้ แต่ในเมื่อเพื่อนสมาชิกถามก็พูดสักหน่อยแล้วกัน ราคาสิงคโปร์เองมันก็คือเป็นราคาเทียบเคียงในการที่จะต้องแข่งขันกัน ก็คือสิงคโปร์ก็เป็น ตลาดน้ำมันใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุดที่จะมาเปรียบเทียบและแข่งขัน ที่ผ่านมาถามว่ารัฐเอื้อโรงกลั่นไหม ผมบอกว่าเอื้อ เพราะว่าสูตรราคานี้มันคือราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์บวกค่าขนส่งกลับเข้ามา ความหมายคืออะไร ความหมายคือถ้าคนไทยอยากซื้อน้ำมันแล้วซื้อไม่ได้ จะซื้อที่ไหนที่ถูกที่สุด คือซื้อที่สิงคโปร์ ซื้อเสร็จมันไม่ได้มาก็ต้องส่งค่าขนส่งเข้ามามันเลยเป็นราคาหน้าโรงกลั่น สิงคโปร์บวกค่าขนส่งกลับเข้ามา อันนี้คือที่มาที่ไปของโครงสร้างราคา มามองกลับกันใหม่ แล้วถ้าโรงกลั่นบ้านเรา