อัครเดช เปิดปมต้นทุนกลั่นน้ำมัน ชี้ไม่มีใครรู้ราคาจริง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๑๖ กันยายน ๒๕๖๕

อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับต้นทุนการกลั่นน้ำมันที่ใช้ราคาอ้างอิงจากสิงคโปร์ ทั้งที่ประเทศไทยผลิตน้ำมันเองได้ทั้งหมด ทำให้ไม่ทราบต้นทุนจริงและส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดดุล พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบต้นทุนการกลั่นที่แท้จริงของประเทศ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาส อ่านรายงานที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงต่อสภามา ผมมีข้อสังเกต ๒ ประเด็น ก็คือในเรื่องของโรงกลั่นแล้วก็ราคาการกลั่น ถ้าท่านประธาน คณะกรรมาธิการซึ่งได้แถลงมาในหน้าที่เกี่ยวกับต้นทุนของการกลั่นผมมีข้อสังเกตอย่างนี้ ท่านประธานครับ ไปถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการการพลังงานเพื่อให้ท่านได้ไปศึกษา เพิ่มเติมแล้วก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากนะครับ เพราะว่าในรายงานของท่านเรื่องของกองทุน น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นประเด็นที่ท่านมีอยู่ในรายงานอยู่หลายหน้าด้วยกัน แล้วก็กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงเป็นกลไกหนึ่งที่รัฐบาลใช้ในการพยุงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การบริหารเรื่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับทางพี่น้องประชาชนสะท้อนผ่านราคาน้ำมัน เชื้อเพลิงในปัจจุบันนั้นทำความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน เพราะว่าเรื่องของต้นทุน ที่ท่านเห็นในหน้าที่ ๓ ก็คือโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาหน้าโรงกลั่น ท่านก็ทราบอยู่ว่าที่ทำรายงานมานี้คือราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์แล้วก็ค่าพรีเมียม (Premium) และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าได้แก่ ค่าขนส่งน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์มายังไทย ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียน้ำมันระหว่างการขนส่ง ค่าปรับคุณภาพน้ำมัน ค่าใช้จ่ายในการ สำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงและค่าใช้จ่ายของคลังหรือค่าลำเลียงบวกสัดส่วนผสมน้ำมัน เชื้อเพลิงชีวภาพ ยกเว้นสัดส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างเดียวนะครับที่ผมคิดว่าน่าจะ ยอมรับได้ เพราะว่ามีการนำน้ำมันปาล์มหรือเอทานอล (Ethanol) เข้ามาผสม ในส่วนอื่นที่ ท่านทำอยู่ในรายงานนี้เป็นต้นทุนที่สมมติขึ้นที่มาจากสิงคโปร์ ซึ่งจริง ๆ แล้วโรงกลั่นในไทย มีทั้งหมด ๖ โรงเป็นของรัฐวิสาหกิจ ในเครือของรัฐวิสาหกิจคือ ปตท. ๓ โรง ก็คือ ปตท. จีซี (GC) มีไออาร์พีซี (IRPC) แล้วก็มีไทยออยล์ (Thaioil) ซึ่งจริง ๆ แล้วเรากลั่นน้ำมันเอง ในประเทศไทย วันนี้เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน ว่าวันนี้ยังไม่มีใครรู้เลยครับว่าต้นทุนการกลั่นจริง ๆ น้ำมันของประเทศไทยราคาเท่าไรกันแน่ ต้นทุนเท่าไรกันแน่ วันนี้นะครับผมในนามของคณะกรรมาธิการรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุนได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สนพ. สำนักงานนโยบายและแผน พลังงาน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทุกคนยังไม่รู้เลยครับว่า หน่วยงานของรัฐยังไม่รู้เลยว่า ต้นทุนจริง ๆ การกลั่นในเมืองไทยเท่าไร เพราะปัจจุบันท่านเอาต้นทุนที่สิงคโปร์มาคำนวณ พอมาคำนวณเสร็จท่านก็เอาไปบวกกำไรไปเป็นราคาหน้าสถานีจ่าย แล้วท่านก็เอากองทุน น้ำมันเชื้อเพลิงไปชดเชย แล้วตอนนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบเป็นแสนล้านบาท แต่ว่า ต้นทุนจริง ๆ ในการกลั่นไม่รู้ว่าจริง ๆ เท่าไร ซึ่งผมเชื่อครับว่าต่ำกว่าต้นทุนที่สิงคโปร์แน่นอน ตอนนี้มันก็เลยกลายเป็นว่าโรงกลั่นทุกโรงกำไรมหาศาลเลย โดยการที่รัฐบาลเอาเงินกองทุน น้ำมันเชื้อเพลิงไปอุดหนุนมันก็เหมือนกับการเอาเงินภาษีของประชาชนเอาไปให้โรงกลั่น โดยที่ต้นทุนจริง ๆ ที่แท้จริงหน่วยงานของรัฐไม่สามารถทราบได้เลย ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วอย่างกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคเวลากรมการค้าภายในขอขึ้นราคาสินค้าแต่ละตัว ผู้ประกอบการต้องมาชี้แจงกับกรมการค้าภายในว่าอย่างกรณีมาม่าต้นทุนจริง ๆ เท่าไร แล้วก็มาวิเคราะห์กันว่าสามารถขึ้นได้ตามขอไหม แต่กรณีเชื้อเพลิงโดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่รู้เลยว่าต้นทุนจริง ๆ มันเท่าไร ท่านก็เอาราคาของสิงคโปร์ซึ่งเป็นตัวเลขที่สมมุติที่ท่าน ทำรายงานมาก็คือกรณีค่าขนส่งจากสิงคโปร์ ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียน้ำมัน ค่าปรับคุณภาพ จิปาถะลงมาแล้วก็มาเป็นต้นทุน พอเป็นต้นทุนที่สูงรัฐบาลก็ยืนราคาไว้ตรึงราคาไว้ที่ ๓๐ บาท ในช่วงต้นปีแล้วก็มาลอยตัว ๑ พฤษภาคม เป็น ๓๕ บาท แล้วรัฐบาลก็เอาเงินกองทุนไป อุดหนุนเพื่อตรึงราคาไว้ ซึ่งจริง ๆ แล้วต้นทุนจริง ๆ เท่าไรไม่รู้แต่ท่านก็เอาเงินไปอุดหนุนไว้ ตอนนี้มีข่าวว่าจะให้กระทรวงการคลังมาค้ำมันก็เหมือนกับการเอาเงินภาษีของพี่ประชาชน ทั้งประเทศโอนไปเป็นกำไรให้กับโรงกลั่นต่าง ๆ ก็ฝากท่านประธานคณะกรรมาธิการ การพลังงานด้วยครับ อยากให้ท่านไปดูครับว่าจริง ๆ แล้วต้นทุนในการกลั่นมันเท่าไรกันแน่ ในเมืองไทย เพราะว่าเราไม่ได้นำน้ำมันสำเร็จรูปมาจากสิงคโปร์แต่เรากลั่นเองในเมืองไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีการส่งออกด้วยก็เรียนท่านประธาน มีข้อสังเกตอีกนิดหนึ่งครับ ในรายงานของท่านเกี่ยวกับเรื่องแก๊สธรรมชาติในหน้าที่ ๑๔ ก็คือกรณีที่ท่านบอกว่าการชดเชย ราคาแก๊สธรรมชาติสำหรับยานยนต์ประกอบกับในช่วงปี ๒๕๖๐-๒๕๖๑ ราคาขายปลีกเอ็นจีวี (NGV) สำหรับยานยนต์หรือแก๊สธรรมชาติอยู่ที่ ๘.๕๐ บาท ไม่ได้มีการชดเชยราคามาตั้งแต่แรก อันนี้ผิดนะครับ ฝากท่านประธานไปดูรายงานด้วยครับ เพราะปี ๒๕๖๐-๒๕๖๑ ราคาแก๊ส เอ็นจีวี (NGV) มันไป ๑๕ บาทแล้ว เพราะว่าขึ้นมาตั้งแต่ตอนปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ที่รัฐบาล มีการปรับขึ้นราคาแก๊สธรรมชาติจาก ๘.๕๐ บาท ขึ้นมาเรื่อยครับมาเป็น ๙ บาท ๑๐ บาท ๑๑ บาท ๑๒ บาท ๑๓ บาท แล้วตอนนี้มันมายืนอยู่ ๑๕ บาทหลายปีแล้ว ฉะนั้นในรายงาน ของท่านที่บอกว่าปี ๒๕๖๐-๒๕๖๕ ราคาเอ็นจีวี (NGV) สำหรับยานยนต์มีราคา ๘.๕๐ บาท อันนี้ผิดแน่นอน ผมขออนุญาตรบกวนท่านลองไปตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้รายงาน ของท่านถูกต้องปละสมบูรณ์ขึ้น ก็ขออนุญาตท่านประธานได้ตั้งข้อสังเกตให้กับท่านประธาน คณะกรรมาธิการพลังงาน ๒ เรื่องครับ ขอบคุณท่านประธานครับ