กิตติกร โล่ห์สุนทร รายงานผลการศึกษาของกรรมาธิการพลังงานเกี่ยวกับวิกฤติราคาน้ำมันแพง พร้อมเสนอมาตรการลดภาระประชาชน อาทิ การปรับสูตรน้ำมันดีเซลเป็นบี 5 ชั่วคราว การลดประเภทน้ำมันผสมเอทานอลเหลือเพียงอี 10 การตรึงราคาน้ำมันที่ 30 บาท และการลดภาษีสรรพสามิตแบบเฉพาะกลุ่มเพื่อประหยัดงบประมาณ รวมถึงการปรับลดการเก็บเงินเข้ากองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน การใช้งบกลางแทนการกู้ยืมของกองทุนน้ำมัน และการคงมาตรการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับต่ำเพื่อช่วยผู้ประกอบการและผู้บริโภค พร้อมเน้นย้ำบทบาทรัฐบาลในการประชาสัมพันธ์วิกฤติพลังงาน ส่งเสริมการประหยัดพลังงาน และเร่งปฏิบัติตามข้อเสนอแนะที่ได้รับการเห็นชอบแล้ว โดยยังมีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาน้ำมันแพงที่จะเสนอต่อไปในอนาคต
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายกิตติกร โล่ห์สุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลำปาง พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วันนี้ ทางคณะกรรมาธิการการพลังงานจะมาขอรายงานผลการศึกษา เรื่อง การแก้ไขปัญหาราคา น้ำมันเชื้อเพลิงในสถานการณ์วิกฤติน้ำมันแพง ไตรมาส ๔ ปี ๒๕๖๔ ซึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ประเทศไทยเราเองก็ประสบปัญหาเรื่องปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มมีแนวโน้มปรับราคา สูงขึ้น ซึ่งเหตุหลัก ๆ เองมันก็มาจากสถานการณ์ในตลาดโลกเพราะว่าช่วงปลายปีนี้เป็นช่วง ที่เรากำลังจะพ้นจากโควิด (COVID) ทุกประเทศมีการเร่งการกระตุ้นเศรษฐกิจกัน แล้วทุกคน จากที่อยู่กับบ้านจากที่มีการปิดเมืองเศรษฐกิจต่าง ๆ เริ่มเดินราคาเชื้อเพลิงต่าง ๆ รวมถึง ราคาน้ำมันเองก็เริ่มที่จะผลักขึ้นมาไต่ระดับสูงขึ้นมาเป็นประวัติการณ์และช่วงเวลานั้นเอง นี่ก็มีข้อเรียกร้องต่าง ๆ นานาเข้ามาว่าให้รัฐบาลให้เร่งการช่วยเหลือทางกรรมาธิการเอง ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ เราก็ดูศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนะครับ เราเองก็มีการเชิญทางกระทรวงพลังงานเองมาพูดคุยกัน ณ ตอนนั้นเองถามว่าจริง ๆ เราพอ เห็นภาพไหมเราก็เห็นภาพว่าจริง ๆ แล้วที่เราบ่นกันในไตรมาส ๔ ปีที่แล้ว มันเป็นแค่ จุดเริ่มต้น จริง ๆ แล้วราคาน้ำมันมันก็จะมีผลกันอีกนานอย่างที่เรารู้กันถึงตอนนี้ว่าพอมาต้น ปีปุ๊บสถานการณ์ยิ่งเลยร้ายเข้าไป มันมีสถานการณ์ของวิกฤติรัสเซีย-ยูเครนมา มีสงคราม เข้ามาก็ยิ่งทำให้สูงขึ้น ซึ่งในรายงานฉบับนี้เราพิจารณา ณ ตอนนั้นนะครับมันก็เลยเป็นที่มา ว่าเราจึงระบุว่ามันเป็นรายงานในไตรมาส ๔ แต่จริง ๆ แล้วมันก็สามารถนำรายงานตัวนี้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เพราะว่ามันเป็นมาตรการระยะสั้นในช่วงนั้นที่เราคิดว่าถ้าช่วงนั้น ผลกระทบขนาดนี้เครื่องมือที่รัฐบาลมีที่ทำได้มีอะไรบ้าง ก็ขอไปเร็ว ๆ ก็ขอไปเรื่องข้อสรุป เลยแล้วกันว่าที่ทางกรรมาธิการเองได้พูดคุยกันในช่วงเวลานั้นเราก็มามีข้อสังเกตต่าง ๆ ข้อสรุปต่าง ๆ อย่างแรกเลยก็คือว่าช่วงนั้นเรามีความเห็นว่าให้มีการปรับสูตรน้ำมันดีเซล จากตอนนั้นเราใช้กันบี ๑๐ (B10) แล้วก็มีบี ๒๐ (B20) มีบี ๑๐๐ (B100) ตอนนั้นเองเรา มีความเห็นมาว่าเราอยากให้รัฐบาลปรับสูตรน้ำมันดีเซลลงมาเหลือดีเซลเป็นบี ๕ (B5) อย่างน้อยก็เป็นเวลาช่วง ๓ เดือนถึง ๖ เดือน ซึ่งตอนนั้นเองราคาซีพีโอ (CPO) หรือราคา ทะลายปาล์มต่าง ๆ กำลังวิ่งสูงขึ้นแล้วก็ทำสถิติสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์ ณ จังหวะนั้น ถ้าเราปรับลดสัดส่วนการผสมบี ๑๐๐ (B100) กับน้ำมันดีเซลเราสามารถลดน้ำมันบี (B) หนึ่ง เฉลี่ยประมาณ ๒๕ สตางค์ ถ้าจากบี ๑๐ (B10) ลงมาเหลือบี ๕ (B5) เราดึงออกมาได้ประมาณ ๒.๕๐ บาท อันนี้ตัวเลขคร่าว ๆ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเสนอรัฐบาลไป แล้วก็จังหวะมันทำได้ เพราะว่าตอนนั้นราคาน้ำมันปาล์มเป็นราคาที่กำลังถีบตัวสูงขึ้น ซึ่งจริง ๆ ถ้าตอนนั้นรัฐบาล ทำเราก็จะแก้ปัญหาได้ ๒ อย่างเลยคือว่าน้ำมันก็ยังพยุงราคาได้ แล้วราคาน้ำมันปาล์มเอง ที่สูงขึ้นจนทำให้น้ำมันบริโภคของเรา น้ำมันคุ๊กกิงออยล์ (Cooking Oil) ของเราสูงขึ้นตาม ก็สามารถหยุดยั้งตรงนั้นได้เหมือนกันนะครับ แต่เข้าใจว่ารัฐบาลก็เห็นด้วยแต่ว่าอาจจะทำ ช้าไปนิดหนึ่งนะครับค่อย ๆ ลดปรับลงมา
อันที่ ๒ คือเรื่องของน้ำมันเบนซินเราก็มีการเสนอเหมือนกันเพราะว่าตอนนั้น เอทานอล (Ethanol) เองก็ราคาแพง เรามีน้ำมันเบนซินอี (E) หลายตัวมากมีอี ๑๐ (E10) อี ๒๐ (E20) อี ๘๕ (E85) ต่าง ๆ ตอนนั้นเราก็มีข้อเสนอว่ารัฐบาลนี้ควรจะลดประเภท อี (E) ลงมาให้แหลือแค่อี ๑๐ (E10) ตัวเดียว เพราะว่ายิ่งผสมมากก็ยิ่งทำให้ราคาแพงขึ้น ก็ไม่ได้มีประโยชน์แต่อย่างไร
ส่วนมาตรการที่ ๓ ที่เราเห็นด้วยกับที่รัฐบาลทำในช่วงเวลานั้นก็คือตรึงราคา น้ำมันไว้ที่ ๓๐ บาท ซึ่งทางคณะกรรมาธิการเองพิจารณาแล้วก็เห็นว่าน่าจะมีความเหมาะสม ว่าที่ตรึงไว้ที่ ๓๐ บาท ณ เวลานั้นเองถ้าเราย้อนความกันไปเราคงจำกันได้ว่ามีบางภาคส่วน เรียกร้องให้เป็น ๒๕ บาทด้วยซ้ำ แต่เราก็ยังเห็นว่าคือเราก็พอมีอินไซด์ (Inside) กับรัฐบาล ว่าเหตุการณ์มันไม่จบง่าย ๆ คือถ้าลดมากภาระงบประมาณก็จะมากขึ้นตรึงไว้ที่ ๓๐ บาท ณ เวลานั้นก็น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามเราก็พิจารณาถึงกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ จริง ๆ นะครับว่า สำหรับกลุ่มบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงอาจจะเป็นภาคขนส่ง หรืออะไรต่าง ๆ รัฐบาลเองมีช่องอื่นที่สามารถทำได้อีกครับ อย่างเรื่องของภาษีสรรพสามิต ตอนในข้อสังเกตของเรา เราก็เสนอไปว่ารัฐบาลอาจจะพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตลงไป จำนวน ๕ บาทต่อลิตร ซึ่งสอดคล้องกับข้อเรียกร้องที่ตอนนั้นมีการเรียกร้องในบางภาคส่วน คือเราเห็นว่าการใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือในการลดราคาน้ำมันอันนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ เราไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลทำในปัจจุบันที่ลดภาษีสรรพสามิตให้ทุกคน เราคิดว่าถ้าลดนี่ ควรจะลดเป็นเป้า ก็คือว่าคนที่เดือดร้อนควรจะได้รับการช่วยเหลือไม่ใช่ลดทั่วไป ลดทุกคน อย่างเช่นที่เราทำอยู่ในตอนนี้ เพราะตอนนั้นเองเราก็มีความเชื่อว่ารัฐบาลเองทำบริหารงาน มา ๓ ปี ทำบัตรสวัสดิการคนจน ทำคนละครึ่ง ทำอะไรสารพัดเยอะแยะไปหมดข้อมูลต่าง ๆ รัฐบาลน่าจะมีนะครับ น่าจะมีอยู่ในมืออยู่แล้วว่าใครได้รับผลกระทบน่าจะสามารถเลือกช่วย ให้มันตรงจุดได้ ซึ่งในส่วนนี้มันจะช่วยในเรื่องของงบประมาณที่สามารถประหยัดงบประมาณ ของภาครัฐไปได้ เราก็เลยมีการเสนอว่า ณ ตอนนั้นถ้ารัฐบาลจะช่วยบางภาคกลุ่มที่มีความ เดือดร้อนจำเป็นจริง ๆ ก็เสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตลงไป อาจจะระดับเท่าไรก็ได้ หรือว่า ถ้าตามที่มีข้อเรียกร้องมา ๕ บาทต่อลิตรเป็นระยะเวลาสัก ๓ เดือนช่วงนั้นก็สามารถบรรเทา ผลกระทบได้นะครับ
เรื่องต่อไปก็คือว่าเราควรจะมีการปรับลดเงินที่รัฐบาลจัดเก็บส่งเข้ากองทุน เพราะถือว่าช่วงช่วงไตรมาส ๔ ปีที่แล้วราคาเชื้อเพลิงน้ำมันมันขึ้นมาตลอดนะครับ ก็คิดว่า การที่เก็บเงินเข้ากองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานนะครับมันไม่ใช่อันนี้ คนละตัวกับ กองทุนน้ำมัน ปกติเก็บอยู่ที่ ๑๐ สตางค์ต่อลิตร เราก็เสนอว่าเก็บให้เหลือ ๑ สตางค์ต่อลิตร เหมือนกับเก็บแค่พอเป็นเรคอร์ด (Record) ว่าก็ยังมีการเก็บอยู่ เราก็ไม่ได้ถึงกับบอกว่าให้ ไม่เก็บเลยนะครับเพราะลดตรงนี้มา มาตรการเราเองเราเสนอว่าก็คงเป็นระยะสั้นอาจจะ ๓ เดือน ๖ เดือนถ้ามันทิศทางดีขึ้นก็ปรับเปลี่ยนไป ถ้าทิศทางแย่ลงก็ค่อยหามาตรการเสริม เข้ามา
อีกอันหนึ่งก็คือว่าเราเองทราบมาแล้วว่ากองทุนน้ำมัน ณ ตอนนั้นก็เริ่ม ติดลบนะครับ มีภาระการใช้กองทุนน้ำมันเป็นตัวพยุงของราคาน้ำมันมากมาโดยตลอด แล้วกองทุนน้ำมันเองก็เงินหมดในช่วงนั้นก็เตรียมที่จะมีการวางแผนที่จะกู้เงินในช่วงไตรมาส ๔ ปีที่แล้ว เราเองไม่เห็นด้วยที่จะให้กองทุนไปกู้เงิน เพราะว่าถ้ากองทุนไปกู้เงินภาระ ดอกเบี้ยต่าง ๆ มันก็จะวกกลับเข้ามากองทุน แล้วมันก็จะวกกลับเข้ามาสู่ผู้บริโภคของ พวกเราในรูปของดอกเบี้ยต่อไป เราเองเสนอรัฐบาลว่าน่าจะเอางบกลางมาเลย คือถ้าคิดว่า จะต้องใช้กองทุนน้ำมันในการพยุงราคาน้ำมันก็จัดสรรงบกลางมาให้กองทุนเขาเป็นคน บริหารจัดการไป ไม่ต้องให้เขาไปกู้เพื่อมีภาระดอกเบี้ยแล้ววนกลับเข้ามาที่มาคิดกับผู้บริโภค ต่อไปในอนาคต
อีกเรื่องหนึ่งที่เรามีการพูดถึงก็คือเรื่องปริมาณสำรองน้ำมัน ณ ตอนนั้น มีแนวคิดของรัฐบาลเองที่จะมีการเพิ่มปริมาณสำรอง คือช่วงโควิด (COVID) ที่ผ่านมา รัฐบาลเขามีมาตรฐานช่วยผู้ประกอบการทางด้านน้ำมันเชื้อเพลิงโดยการให้ลดปริมาณสำรอง เชื้อเพลิงมันก็มีการลดต้นทุนอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการได้ พอช่วงพ้นโควิด (COVID) ช่วงปลายปีรัฐบาลก็มีแนวโน้มว่าก็จะดึงกลับมาปริมาณสำรองให้มันสูงขึ้น แต่พอมามีวิกฤติ น้ำมันเราก็คิดว่าน่าจะคงมาตรการการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเท่าเดิมออกไปก่อน
ส่วนข้อสุดท้ายที่เรานำเสนอก็คือว่ารัฐบาลเองควรประชาสัมพันธ์ให้กับ ประชาชนให้ได้รับทราบถึงข้อมูลต่าง ๆ แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนทุกคน เริ่มตระหนักถึงเหตุการณ์วิกฤติที่มันเกิดขึ้นแล้วเริ่มมีการรณรงค์ประหยัดการใช้พลังงาน อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถสาธารณะมากขึ้นหรืออะไรต่าง ๆ ก็ตามรัฐบาลควรจะให้ ประชาชนเขาร่วมรับรู้ว่าวิกฤติพลังงานมันไม่จบเร็ว คือรัฐบาล ณ ตอนนั้นดูเหมือนยังหวังว่า ถ้าโชคดีจบเร็วงบประมาณมีพอก็จะพยุงไปแล้วก็จบด้วยแบบไม่มีใครรู้ว่าเดือดร้อนกันขนาดไหน แต่เราเองเราดูแล้วเราคิดว่ามันเพิ่งเริ่มต้นเราก็เลยคิดว่าจริง ๆ รัฐบาลควรจะรีบประชาสัมพันธ์ ประชาชนจะได้รับรู้ว่าถึงวิกฤติพลังงานที่จะมันตามมาต่อเนื่อง ซึ่งมันก็ตามมาจริง ๆ นะครับ คือถ้าเรารู้ล่วงหน้ากันประชาชนเองอาจจะมีการประหยัดพลังงาน มีการวางแผนอะไรที่ดีขึ้น อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตของทางกรรมาธิการที่เราได้ทำข้อสรุปไว้ในรายงานเรา แล้วก็จริง ๆ ข้อสรุปของเราเนื่องจากเราก็มีการทำงานกับรัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานมาโดยตลอดนะครับ เราก็ไม่ได้รอว่าหนังสือเราผ่านสภาแล้วส่งไป อะไรที่เป็นความเห็นที่เราคิดว่าดีเราก็ส่งไป ส่วนรัฐบาลเลือกอันไหนไปปฏิบัติหรือไม่เลือก เราก็ถือว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ที่เขาทำไป สิ่งที่เราสรุปในรายงานทุกอย่างเราก็ได้ทำเรื่องแจ้งให้ไปทางกระทรวงพลังงาน ให้เขารับทราบ ซึ่งเท่าที่เราเห็นเขาก็ปฏิบัติตามสิ่งที่เราแนะนำไปเกือบทุกข้อนะครับ จริง ๆ ก็ทุกข้อเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่อยากตินิดหนึ่งก็คือว่าช้าไปนิดหนึ่งคือเราบอกไปสักประมาณ เกือบเดือนครับเวลาเขาเห็นด้วย แต่ก็เข้าใจได้นะครับเพราะว่าบางทีเราก็ให้เขาลดภาษี ให้เขาช่วยทำอะไรบางทีเขาก็อาจจะยังต้องคิดว่ามันได้ผลได้ผลเสียอย่างไรสิ่งที่เราศึกษามา เรานำเสนอไปเราก็คิดว่าเกิดประโยชน์แล้วก็ทางรัฐบาลเองเขาก็ทำตามในทุก ๆ ข้อนะครับ ก็ติเรื่องเดียวที่ว่ารัฐบาลทำช้าไปนิดหนึ่ง อันนี้คือเหตุการณ์ที่เกิดในไตรมาส ๔ ของปีที่แล้ว ก็ขอนอกเรื่องนิดหนึ่ง ก็คือทางคณะกรรมาธิการการพลังงานเอง นอกจากญัตตินี้แล้วที่เป็น วิกฤติพลังงานในไตรมาส ๔ เอง เราก็ได้รับญัตติของทางสภาผู้แทนราษฎรให้มาแก้วิกฤติ ปัญหาเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงราคาแพง ซึ่งเราก็ทำข้อสรุปกันเรียบร้อยก็กำลังจะนำเรียนเสนอ ส่งเข้ามาทางสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา ที่นำเสนอในวันนี้มันคล้าย ๆ เป็นมาตรการระยะ สั้นในช่วง ๓ เดือนคือช่วงจากปีที่แล้ว แต่มาตรการระยะยาวเองที่จะทำต่อไปเราก็นำเสนอ ในอีกเรื่องอีกรายงานหนึ่ง ก็หวังว่ารายงานอีกฉบับหนึ่งมันจะพูดในเรื่องที่เป็นปัจจุบัน ทันด่วนมากกว่า ไปพูดที่ตรงกับประเด็น ไปพูดเรื่องที่ตรงกับที่รัฐบาลทำหรือไม่ทำ หรือว่าจะ ทำอะไรในอนาคต ก็หวังว่าจะได้มีโอกาสนำเข้ามาให้สภาเราได้พิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง ก็น่าจะเป็นสมัยการประชุมหน้าถ้ามีคิวถึง ถ้าท่านประธานชวนจะกรุณาจัดเรื่องที่กรรมาธิการ พิจารณาเสร็จแล้วจัดเข้ามาให้ได้นำเสนอก็จะเป็นการดี เพราะเรื่องต่าง ๆ ที่เราทำจะได้ นำมาสู่สภาผู้แทนราษฎรพวกเรา เบื้องต้นก็ขอรายงานเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ