วรภพ สนับสนุนกระจายอำนาจ-เสนอแบ่งภาษีครึ่งให้ท้องถิ่น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๑๖ กันยายน ๒๕๖๕

วรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายสนับสนุนการกระจายอำนาจให้จังหวัดและท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยเสนอให้แบ่งรายได้ภาษีครึ่งหนึ่งให้ท้องถิ่น มีบทบาทในการบริหารงบประมาณและบริการสาธารณะ พร้อมผลักดันการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคเพื่อเปลี่ยนไปสู่การกำกับดูแลโดยผู้ว่าราชการที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบสนองต่อประชาชนได้ดีขึ้น ทั้งยังเน้นความสำคัญของกลไกตรวจสอบโดยประชาชน การเปิดเผยข้อมูล และการใช้อุดหนุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปราย สนับสนุนรายงานการศึกษาจังหวัดจัดการตนเองของคณะกรรมาธิการ เหตุผลคือผมมองว่า มันคือกลไกสำคัญ มันคือรูปแบบสำคัญที่จะทำให้สู่การกระจายอำนาจแล้วก็เกิดการปฏิรูป ระบบราชการภาครัฐครั้งใหญ่นะครับ ซึ่งมีความจำเป็นที่ทำให้ภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็ยึดผลประโยชน์ประชาชนสูงสุดครับ ผมขอไล่ไปในแต่ละประเด็นครับ คือที่ต้องอธิบาย ว่าทำไมประเทศไทยถึงควรจะเริ่มการกระจายอำนาจหรือจังหวัดจัดการตนเอง ผมอยากชวน สภาแห่งนี้ลองคิดง่าย ๆ ครับว่าถ้างบประมาณคิดค้นโดยงบประมาณหรือโครงการต่าง ๆ คิดโดยท้องถิ่นที่มาจากการเลือกของประชาชน หรืออธิบดีกรม หรือ ผอ. สำนัก ที่นั่งอยู่ ที่กรุงเทพมหานคร งบประมาณหรือว่าโครงการแบบไหนจะเป็นประโยชน์กับประชาชน มากกว่ากัน ผมคิดว่านี่เป็นคำถามเริ่มต้นง่าย ๆ ว่าทำไมถึงควรสนับสนุนกระจายอำนาจ ทำไมถึงควรสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการทำบริการสาธารณะทั้งหมด กำหนดยกเว้น ไว้เฉพาะที่ห้ามทำ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ ศาล เงินตราต่างประเทศ ที่เหลือควรจะต้องเป็น ภารกิจสำคัญของท้องถิ่นทั้งหมด และแน่นอนครับ เมื่องบประมาณอยู่ที่ท้องถิ่นเป็นหลัก รายได้ก็ต้องตามมา ผมมองว่าความเป็นธรรมจะเกิดขึ้น ถ้ามูลค่าเศรษฐกิจ รายได้ที่เกิดจาก เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นต้องแบ่งให้ท้องถิ่นอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นที่จังหวัดไหน เกิดขึ้นที่ท้องถิ่นเทศบาลตำบลไหน ควรจะต้องแบ่งให้ ท้องถิ่นนั้นด้วย แบ่งกันครึ่ง ๆ ครึ่งหนึ่งเข้าส่วนกลาง ครึ่งหนึ่งเข้าท้องถิ่น เหตุผลเพราะว่า มูลค่าเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ท้องถิ่นนั้นเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบภาระที่เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจนั้น โดยตรง อีกเหตุผลหนึ่งก็คือมันจะเกิดการแข่งขันการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างท้องถิ่นด้วยกัน งาน เงิน คน ก็จะกระจายกลับไปอยู่ที่แต่ละจังหวัด ทุกท้องถิ่นก็จะแข่งขันกัน ไม่มีใครจำเป็น ที่ต้องแย่งกันเข้ามาเพื่อหางานหารายได้ ที่มีความมั่นคงอยู่ที่กรุงเทพมหานครอีกต่อไป ซึ่งแน่นอนครับ ในประเด็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำมันจำเป็นที่จะต้องมีกลไกป้องกันแก้ไข ความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นตามมา ซึ่งในที่นี้ผมยกตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นนี้เขาชัดเจนที่สุดครับ คือทุกท้องถิ่นจะต้องมีรายได้ขั้นต่ำ รายได้ขั้นต่ำที่คำนวณออกมาว่าแต่ละท้องถิ่นมีรายได้ เท่านี้ถึงจะเพียงพอในการดูแลบริการสาธารณะกับประชาชน และท้องถิ่นที่รายได้น้อย หมายความว่าส่วนกลางก็ต้องอุดหนุนเข้าไปเพิ่ม ท้องถิ่นที่มีรายได้มากส่วนกลางก็อุดหนุนน้อย นี่คือกลไกลดความเหลื่อมล้ำที่ผมว่าเป็นธรรมกับทุกท้องถิ่น เมื่อรายได้ที่เกิดขึ้นที่ท้องถิ่น แบ่งให้ท้องถิ่น ส่วนท้องถิ่นที่รายได้น้อยส่วนกลางก็อุดหนุนให้มาก ผมคิดว่านี่คือมีเหตุมีผล อย่างยิ่ง ดังนั้นจึงเป็นคำถามที่ตอบได้ว่าแล้วท้องถิ่นที่ไม่ได้เป็นจังหวัดท่องเที่ยวจะเป็นอย่างไร ก็ให้ส่วนกลางอุดหนุนเข้าไปเพิ่ม เพราะรายได้ที่แบ่งให้ท้องถิ่น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่า อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ยังอยู่ที่ส่วนกลาง เพื่อเอามาใช้เป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำตรงนี้ครับ

ส่วนประเด็นเรื่องการขอยกเลิกข้าราชการส่วนภูมิภาค ผมชวนสภาแห่งนี้ ตั้งคำถามง่าย ๆ ครับว่าข้าราชการที่ทำงานอยู่ภายใต้ผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน กับข้าราชการที่ทำงานอยู่ภายใต้อธิบดีที่นั่งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ข้าราชการแบบไหน จะทำงานให้เป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ข้าราชการแบบไหนที่จะทำตามภารกิจ หน้าที่โดยยึดประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ผมคิดว่าคำถามนี้มันง่ายมากครับ ดังนั้นมันจึง มีเหตุผลที่ว่าทำไมการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคไม่ได้หมายความว่ามีการยกเลิกตำแหน่ง หรือการตัดสิทธิประโยชน์แต่ประการใด จริง ๆ แล้วถ้าพูดอธิบายให้ง่ายที่สุดมันคือการเปลี่ยนนาย จากนายที่นั่งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มาเป็นผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ทุกตำแหน่งแห่งหนยังอยู่ที่เดิม ทุกสิทธิประโยชน์ยังอยู่เหมือนเดิมนะครับ อันนี้ก็ต้องพูดให้ชัดว่าจังหวัดจัดการตนเอง การยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนนายให้มาอยู่ภายใต้ผู้ว่าที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง แน่นอนเมื่อมีการกระจายอำนาจ เมื่อมีจังหวัดจัดการตนเอง สิ่งที่ต้องมาคู่กันแน่นอนครับก็คือกลไกในการตรวจสอบ ข้อมูลภาครัฐทั้งหมดต้องมีการเปิดเผย ต้องมีการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรง ในรายงานนี้ก็มีการเสนอสภาพลเมือง เพื่อช่วยมาตรวจสอบ มาซักถามผู้บริหารท้องถิ่นว่าดำเนินภารกิจหน้าที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือไม่ มีการขัดผลประโยชน์ มีการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่ ถ้าตอบคำถามไม่ได้ ชี้แจงไม่ได้ มันก็อยู่เป็นอำนาจของประชาชนในการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นโดยประชาชนโดยตรงไม่ใช่ ข้าราชการแต่งตั้ง นี่คือกลไกการตรวจสอบที่สุดท้ายแล้วทั้งหมดอำนาจกลับไปที่ประชาชน ในการตรวจสอบครับ

สุดท้ายครับที่ต้องสนับสนุนการกระจายอำนาจเพราะผมคิดว่ามันเรียบง่ายมาก ว่าถ้าอำนาจกลับไปอยู่ที่ท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดนี่คือการยืนยันว่าประเทศไทย อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนครับ ขอบคุณครับ