ณัฐวุฒิ ชี้จังหวัดจัดการตนเองต้องชัดเจน หนุนกระจายอำนาจ-ทำประชามติท้องถิ่น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๑๖ กันยายน ๒๕๖๕

ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายรายงานการศึกษาการบริหารจัดการตนเองของจังหวัด โดยตั้งคำถามถึงการแบ่งบทบาทระหว่างรัฐบาลกลางกับท้องถิ่น พร้อมเสนอให้พิจารณาหลายปัจจัยในการแบ่งเขตการบริหาร และเรียกร้องให้ชี้แจงองค์ประกอบในรายงานอย่างชัดเจน ย้ำถึงความสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการจังหวัดจัดการตนเองในฐานะข้อเสนอแนะที่ไม่ผูกพัน แต่ช่วยลดภาระการยกร่างในอนาคต และผลักดันให้จัดทำประชามติระดับท้องถิ่นเพื่อสะท้อนเสียงประชาชนอย่างแท้จริง ก่อนเรียกร้องให้ส่งรายงานไปยังรัฐบาลเพื่อดำเนินการต่อโดยเร่งด่วน เพราะประชาชนในพื้นที่คือผู้เข้าใจและห่วงใยบ้านเกิดของตนมากที่สุด

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขออนุญาตท่านประธานมีส่วนในการอภิปราย รายงานการศึกษาเรื่อง การบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเองหรือเซลฟ์กัฟเวิร์นนิง โพรวินซ์ (Self-governing Province) ผมตั้งใจที่จะอภิปรายในการประชุมตั้งแต่ครั้งที่ผ่านมา แต่ว่าในครั้งที่แล้วนั้นบังเอิญผมอยู่ในช่วงการรักษาภาวะอาการโควิด (COVID) แต่ก็ได้นั่งฟัง ทั้งทางกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกในการอภิปรายทั้งวันครับ ส่วนตัวนั้นผมมีความผูกพัน กับท้องถิ่น คุณพ่อเป็นรองนายกเทศมนตรีเมืองอ่างทอง ๑๒ ปีเต็ม มีลูกพี่ลูกน้องที่เป็นอดีต นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี ฉะนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าวคิดว่าผมมีความชอบธรรม ที่จะพูดถึงเรื่องของจังหวัดจัดการตนเองอยู่ทั้งหมด ๔ ส่วนด้วยกันครับ

ประการที่ ๑ ที่เป็นข้อสังเกตและอยากจะนำเรียนผ่านไปยังกรรมาธิการก็คือ ในท้ายที่สุดถึงเวลาหากเรามีการผลักดันจังหวัดจัดการตนเองจนสำเร็จ สิ่งที่เรียกว่าราชการ ส่วนกลางกับงานบริการสาธารณะจากส่วนกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ของพี่น้องในภาคประชาชนในภาพรวมทั้งหมดนั้นมันจะมีจุดแบ่งหรือแยกกันอย่างไร ผมยกตัวอย่าง วันนี้คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นในภาคกลางเป็นจำนวนมากก็คือว่าน้ำที่ไหลผ่าน เขื่อนเจ้าพระยานั้นพุ่งตรงและเร็วเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ส่วนหนึ่งเราต้องยอมรับเพราะว่า หลายส่วนท้องถิ่นนั้นมีการจัดตั้งเขื่อนกันน้ำเลาะตามแนวตลิ่งตลอดเลยครับ ไล่มาตั้งแต่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี ฉะนั้นเรื่องการบริหารจัดการ แบบนี้ที่ผมคิดว่ามันจำเป็น ที่ยังจำเป็นต้องมีราชการส่วนกลางที่สั่งการใด ๆ ต่าง ๆ อยู่ แต่ว่า ผมเองก็อยากจะฟังท่านว่าเอาเฉพาะประเด็นเรื่องน้ำกับการบริหารจัดการน้ำต่าง ๆ การบริหาร จัดการลุ่มน้ำต่าง ๆ นั้น ในกรณีหากเราผลักดันจังหวัดจัดการตนเองสำเร็จนั้นสถานะของ การบริหารแบบนี้จะอยู่อย่างไร นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ

ประการที่ ๒ จริง ๆ ทางกรรมาธิการท่านทำได้ดีครับ เพียงแต่ว่าในการรายงาน ท่านอาจจะยังทำให้ไม่เห็นภาพมากนัก เพราะว่าพอเราใช้จังหวัดจัดการตนเอง เราไม่เห็นว่า มันมีส่วนท้องถิ่นที่ย่อยไปกว่านั้น ซึ่งจริง ๆ ท่านเขียนไว้หมดแล้วไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ เทศบาล ไม่ว่าจะเป็นในส่วนขององค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลก็มีหลากหลายระดับใด แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าเวลาที่ท่านแบ่งโดยอาศัยเกณฑ์ด้านใดด้านหนึ่งอาจจะไม่สามารถ นำไปสู่คำตอบได้อย่างชัดเจน ยกเว้นก็แต่กรณีของพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผมคิดว่านั่นมีลักษณะเฉพาะจริง ๆ ผมคิดว่าในกรณีการแบ่งโดยเอาตัวเลขทางเศรษฐกิจ เงินจีดีพี (GDP) ที่จังหวัดนั้นได้รับมีการบริหารอย่างเดียวแบบนี้ไม่พอครับ จะเอาประเด็น เรื่องของการมีส่วนในการเดินทาง เรื่องของความเป็นพี่น้องชาติพันธุ์แบบเดียวแบบนี้ก็ไม่พอ ฉะนั้นเกณฑ์เวลาที่ท่านแบ่งออกมาว่าหากมีจังหวัดใดที่พร้อม ไม่ว่าจะเป็นการคิดจาก เรื่องของประชากร เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องความโดดเด่นของภูมิภาคใด ๆ ต่าง ๆ เรื่องของ การท่องเที่ยวต่าง ๆ อาจจะไม่ใช่เกณฑ์แบบใดแบบหนึ่งอย่างเด็ดขาดที่จะสามารถนำไปสู่ การบอกว่านี่เรียกว่าจังหวัดนั้นเขามีความพร้อมได้ ผมคิดว่าท่านจำเป็นต้องเน้นย้ำอีกรอบหนึ่ง ว่ามันต้องดูหลาย ๆ องค์ประกอบที่เกี่ยวเนื่องกันซึ่งผมพยายามจะอ่านจากรายงานของท่าน อยู่ครับ

ประการที่ ๓ เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีของร่างพระราชบัญญัติที่ท่าน ใช้คำว่า ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการจังหวัดจัดการตนเอง ผมคิดว่าจริง ๆ แล้ว อันนี้เป็นกฎหมายกลาง แน่นอนครับว่าอาจจะมีโมเดล (Model) บางส่วนมาจากจังหวัด ก่อนหน้านี้ที่เคยมีความพร้อม เช่น กรณีของเชียงใหม่ที่ยกร่างเป็นร่างพระราชบัญญัติ เชียงใหม่จัดการตนเอง แต่พอท่านร่างเป็นกฎหมายกลางผมคิดว่านี่เป็นกรณีที่เขียนไว้ชัด ในข้อสังเกตครับ ไม่ได้หมายถึงว่าหากเราผ่านรายงานฉบับนี้คณะรัฐมนตรีจะต้องใช้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นหลักในการพิจารณาเท่านั้น จริง ๆ ท่านเขียนไว้ในข้อสังเกต เช่นกรณี ข้อสังเกตข้อ ๒ ใหญ่ที่ท่านบอกว่าขอให้นำร่างกฎหมายฉบับนี้ไปพิจารณา แน่นอนครับว่า เมื่อมีการพิจารณาต้องผลักดันต่อ เนื้อหาอาจจะไม่จำเป็นต้องเหมือนกับร่างที่ท่านใส่เข้ามา ผมคิดว่าอันนี้คือตัวอย่างที่นำร่องแล้วก็ลดภาระราชการที่จำเป็นต้องไปยกร่างกฎหมายใหม่ ซึ่งเรารู้ว่ามีความยากง่ายแตกต่างกันออกไปครับ

ประการที่ ๔ เป็นประการสุดท้ายครับ ก็คือแนวคิดที่เกี่ยวเนื่องกับการทำ ประชามติ ผมยกตัวอย่างรายงานที่ท่านเขียนไว้ในหน้า ๑๙ ท่านพูดถึงกรณีความพร้อม ของแต่ในละจังหวัด แล้วก็พูดถึงการทำประชามติในแต่ละจังหวัด แต่บังเอิญท่านไม่ได้เขียน เรื่องเหล่านี้ในข้อสังเกต ผมอยากจะให้ท่านนำเสนอครับว่าในกรณีการศึกษาของท่านนั้นพบ หรือไม่ หรือมีข้อเท็จจริงแบบใดประการใดในกรณีของพี่น้องประชาชนในต่างประเทศ ไม่ว่า จะเป็นระดับประเทศหรือระดับเมืองกับแนวคิดหรือวิธีการเรื่องการทำประชามติ แน่นอน การทำประชามติไม่ใช่คำเดียวกับการทำประชาพิจารณ์ ไม่ใช่คำเดียวกับคำเรียกว่า พับลิกเฮียริง (Public Hearing) แต่ว่าการทำประชามติในระดับของจังหวัด ในระดับของท้องถิ่นต่าง ๆ นั้น หากเป็นไปได้อยากจะให้คณะกรรมาธิการได้กรุณาขยายความอีกสักนิดหนึ่งว่ามันสามารถ มีรูปแบบที่เป็นประจักษ์ชัดทำให้เห็นว่าทำได้จริงและเสียงประชามตินั้นสะท้อนความต้องการ ของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในแต่ละจังหวัดจริง ๆ ในส่วนตัวและในนามของพรรคก้าวไกล เรานำไปสู่ประเด็นเรื่องของการกระจายอำนาจแน่นอน และการกระจายอำนาจของเรา มิใช่การกระจายอำนาจแต่เพียงโครงสร้างบริหารราชการ แต่การทำให้คน คนแบบผมนี่ครับ ที่ตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในจังหวัดอ่างทองให้ลูกได้เติบโตในจังหวัดอ่างทองกลับไปดูแล พ่อแม่ ไม่ต้องมาเบียดเสียดยากลำบากในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร นั่นเป็นคำตอบ ประการสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการบริหารราชการหรือจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งผมและพรรคก้าวไกลสนับสนุนและเห็นว่าสภาเรามีความจำเป็นและรอไม่ได้อีกแล้วครับ ที่จำเป็นต้องส่งรายงานการศึกษาฉบับนี้ไปให้กับทางคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพิจารณาดำเนินการต่อ ไม่มีใครเข้าใจท้องถิ่นได้เท่ากับคนที่อยู่ในท้องถิ่น ไม่มีใครรัก และห่วงใยท้องถิ่นได้เท่ากับคนที่อยู่ในท้องถิ่น ไม่มีใครอยากเห็นท้องถิ่นของตัวเองเจริญได้ เท่ากับคนที่อยู่ในท้องถิ่นครับ ขอบคุณท่านประธานครับ