จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เสนอให้มีการทำประชามติร่วมกับการเลือกตั้งเพื่อถามประชาชนว่าต้องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่าน ส.ส.ร. หรือไม่ โดยอ้างเหตุผลด้านประหยัดงบประมาณและสอดคล้องกับกลไกประชาธิปไตยสากล พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภาและวุฒิสภาร่วมพิจารณาญัตติดังกล่าวต่อไป
ผมก็ข้ามขั้นตอนเช่นเดียวกันครับ ขอกราบประทานอภัยครับท่านประธาน ในกระบวนการที่เราได้เคยทำกันมาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเราก็เคยมีการนำเสนอต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาโดยพรรคร่วมฝ่ายค้าน เช่นเดียวกันในเรื่องของการที่จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านกระบวนการตั้ง ส.ส.ร. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งเพื่อให้ประเทศนี้มันออกจากวังวนแห่งปัญหา แต่ในวันนั้นเราได้มีสมาชิกได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อไปวินิจฉัยตามมาตรา ๒๑๐ ของรัฐธรรมนูญ สุดท้ายสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกลับมาก็บอกว่ารัฐสภามีอำนาจหน้าที่ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ครับ แต่ต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ วันนี้ เมื่อกฎหมายประชามติผ่านแล้ว เมื่อสภามีความพร้อมและเรากำลังเห็นอยู่ว่าเรากำลัง จะต้องเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งในเวลาไม่นาน เพียงแค่เวลาไม่เกิน ๖ เดือนไม่ว่าเหตุการณ์ ทางการเมืองจะเกิดอะไรขึ้น กระบวนการเลือกตั้งมันต้องเกิดแน่นอนเพราะว่ามันครบ วาระสภาคือ ๔ ปี เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ เพื่อเป็นการใช้โอกาสไปในคราวเดียวกัน จึงเสนอให้มีการทำประชามติไปพร้อมกันกับการเลือกตั้ง เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น แน่นอนครับ ๑. เป็นการประหยัดในเรื่องของงบประมาณไม่ต้องมาใช้ งบประมาณซ้ำซ้อน ไม่ต้องมาทำใหม่ อย่างที่ ๒ นี่เป็นกลไกซึ่งเป็นสากลมาก กลไกในการที่จะ จัดทำแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือแก้ไขกฎหมายที่มีความสำคัญของแต่ละประเทศ ในประเทศ ที่มีความเจริญแล้วในทางประชาธิปไตยเราก็เห็นหลายครั้งหลายหนที่เขามีกระบวนการ ในการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกเสียงประชามติ และเขาก็ทำเช่นเดียวกับที่เรา กำลังจะทำนี่ล่ะครับ หลายครั้งก็ทำพร้อมกันกับการเลือกตั้งใหญ่ การเลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้งในระดับใด ๆ ก็ตามเพื่อเป็นการประหยัดในเรื่องของงบประมาณและเกิด ประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นในเรื่องของกระบวนการจึงต้องนำเสนอต่อท่านประธานว่า เราต้องเดินตามอำนาจที่เรามี ตามสิ่งที่เราได้แก้ไขในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับการทำ ประชามติมาแต่ด้วยความเคารพครับ กฎหมายเกี่ยวกับการทำประชามติในมาตรา ๙ นั้น กำหนดช่องทางในการทำประชามติไว้หลายช่องทางซึ่งรัฐสภาเป็นช่องทางหนึ่ง แต่ในช่องทาง ของรัฐสภานั้นได้ใช้คำที่ชัดเจนว่า เมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบว่าควรจะต้องทำประชามติ ในกรณีนี้ต้องเรียนต่อท่านประธานครับ มันเป็นประเด็นซึ่งเราก็ยังเห็นในช่องโหว่อยู่เช่นกัน แต่กระบวนการในการพิจารณาในชั้นของรัฐสภามันมีหลายวิธีการ ๑. คือการประชุมร่วม ระหว่างวุฒิสมาชิกและสภาผู้แทนราษฎร หรือ ๒. คือวิธีการที่พวกผมกำลังใช้ครับ คือประชุมแยกกันสองสภา แน่นอนว่าหากวันนี้สภาเราได้เดินหน้าสู่ญัตติที่ผมได้เรียนคือ การนำเสนอต่อ ครม. ให้มีการทำประชามติเพื่อสอบถามประชาชนว่าเราจะร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่โดยมี ส.ส.ร. หรือไม่ หากสภาผู้แทนราษฎรเรามีมติเห็นชอบ ภาระหน้าที่และกลไก มันก็จะไปดำเนินการต่อในวุฒิสภา คือวุฒิสภาก็ต้องมีการนำเอาญัตติที่สภาได้นำเสนอเข้าไป พิจารณาในชั้นของวุฒิสภา ซึ่งทางวุฒิสภาจะมีแนวความคิดอย่างไรก็ตามอันนี้เราก็ ไม่ก้าวล่วงนะครับ แต่โดยกลไกแล้วในการประชุมร่วมหลายครั้งเราก็ได้พูดคุยกันแม้แต่ ในหน้างานการอภิปรายตอบโต้กันไปมาในรัฐสภาแห่งนี้ เราก็เจอคำถามเดียวกันจากทาง เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายครั้งว่าแล้ว ๑๖ ล้านเสียงที่รับร่างไปล่ะ วันนี้อย่างไรครับ นี่คือ คำตอบว่าเราส่งให้ ครม. ไปทำประชามติจะได้หมดคำถามกันสักทีว่าสรุปคนที่รับร่างมีกี่คน แล้วเขารับด้วยเหตุผลใด วันนี้เขาอยากให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะฉะนั้นกลไก ขั้นถัดไปก็คือไปที่วุฒิสภาเพื่อที่จะพิจารณาในญัตติที่เราได้เสนอและหากผ่านการเห็นชอบ จากสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาครับ ท่านก็มีหน้าที่ในการที่จะ นำเอามติของที่ประชุมทั้ง ๒ แห่งนี้ส่งต่อให้คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีมีอำนาจอีกครับ ไม่ใช่ว่า สิ่งที่เสนอไปทั้งหมดในคณะรัฐมนตรีจะต้องทำแต่วันนั้นจะเป็นวันที่กระแสเสียงของสังคม จะสะท้อนเสียงเดียวกันว่ารัฐธรรมนูญที่มีที่มาที่ไม่ชอบนั้นมันควรจะหมดอายุ มันควรจะเลิกไป แล้วเราควรจะได้เดินหน้าสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยตัวแทนของประชาชนเพื่อที่จะมี รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แก้ไขข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่มันมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นใด ๆ ก็ตาม เพราะเราผ่านกระบวนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว หลายครั้งครับ สุดท้ายเราก็เจอปัญหาว่า ๑ คือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นั้นเป็นข้อมูลที่แก้ไขแทบไม่ได้เลย ไม่ว่าจะประเด็นใดก็ตาม เช่น ประเด็นที่มาของ ส.ว. ที่มาของนายกรัฐมนตรีที่วุฒิสภา มีอำนาจในการไปเลือกประเด็นในเรื่องของงบประมาณการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณ แล้วผ่านมา ๑ เรื่อง เรื่องของการปรับจากการเลือกตั้งจากบัตร ๑ ใบเป็นบัตร ๒ ใบ แต่นั่นกลับเป็นประเด็นที่ค่อนข้างเล็กน้อยสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มันเป็น ประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะฉะนั้นเราอยากจะเห็นครับว่าเราจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง พร้อมกับคำถามที่จะนำไปสู่ประชาชนให้เขามีโอกาสที่จะตัดสินใจว่าวันนี้เขาอยากจะ เดินหน้าสู่ประชาธิปไตย ซึ่งมีรูปแบบรัฐธรรมนูญโครงสร้างแบบใดที่จะตอบสนองต่อ ประชาชนที่แท้จริง เพราะฉะนั้นผมจึงต้องกราบเรียนต่อท่านประธานครับ ในส่วนของ คำถามครับคงไม่ได้แตกต่างกันนักกับเพื่อนสมาชิกที่ได้นำเสนอไปแล้ว คำถามที่ผมนำเสนอ ต่อท่านประธานสภาก็คือประชาชนในจะต้องมาตอบคำถามว่าท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า ประเทศไทยควรจะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับแทนที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จะเป็น คำถามที่ประชาชนต้องตอบว่า เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือไม่แสดงความคิดเห็นในคราวเดียวกับ การเลือกตั้งที่เราจะมาถึง ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน แล้วเราจะได้ เดินหน้าออกจากวังวนปัญหาของเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ซึ่งหลายฝ่ายยังยืนยันครับ ว่ามีที่มาที่ไม่ชอบ ขอบคุณท่านประธานครับ