บรรณ แก้วฉ่ำ ชี้แจงเหตุผลสนับสนุนการจัดตั้งจังหวัดจัดการตนเอง โดยเน้นว่าการส่งเสริมความเข้มแข็งของท้องถิ่นจะช่วยเสริมความมั่นคงของรัฐ หลังองค์กรท้องถิ่นเดิมมีข้อจำกัดในการบริหารจัดการตามบริบทเฉพาะพื้นที่ และมีความเห็นรับแล้วจากหน่วยงานความมั่นคง พร้อมทั้งหารือปัญหาความซ้ำซ้อนในการบูรณาการของหน่วยงานรัฐ เสนอทบทวนการกระจายอำนาจ ลดบทบาทส่วนภูมิภาค และเพิ่มงบประมาณพัฒนาจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการให้จังหวัดที่จัดการตนเองได้มีสิทธิ์จัดสรรรายได้ท้องถิ่นไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบ เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการปัญหาในพื้นที่และลดภาระของส่วนกลาง
กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านนะครับ ผม บรรณ แก้วฉ่ำ เป็นหัวหน้าฝ่ายนิติการ แล้วก็ได้รับมอบหมายจากกรรมาธิการคณะนี้ให้เป็นอนุกรรมาธิการและเลขานุการตลอดทั้ง คณะทำงานเพื่อการศึกษารายงานเล่มนี้นะครับ ผมขออนุญาตนำเสนอเพิ่มเติมเพื่อตอบ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ตั้งข้อสังเกตไว้นะครับ
ประเด็นแรก เรื่องความมั่นคงหรือว่ากระทบต่อความเป็นรัฐเดี่ยวหรือไม่ ผมคิดว่าในประเทศนี้หน่วยงานที่สามารถตอบได้ดีที่สุดก็คือสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วก็กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในแห่งราชอาณาจักร ซึ่งในชั้นการพิจารณาศึกษา กรรมาธิการได้เชิญมาให้เขาตอบ เขาเห็นด้วยนะครับ กับข้อเสนอตามเล่มรายงานของ คณะกรรมาธิการเล่มนี้ เขาเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าถ้าพื้นที่เข้มแข็ง ประเทศชาติก็เข้มแข็งมั่นคง นะครับ
ประเด็นต่อไป ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอยู่แล้ว ๗,๘๕๒ แห่ง ทำไมจึงต้องนำเสนอให้มีเรื่องจังหวัดจัดการตนเองขึ้นมาใหม่ ผมยกตัวอย่างการหารือของ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ ถ้าหากว่าท้องถิ่นเขาสามารถดำเนินการได้ แก้ปัญหาได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมาหารือในสภาผู้แทนแห่งนี้แต่อย่างใดเลยหลาย ๆ เรื่องนะครับ แต่เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้นะครับ ผมยกตัวอย่างหลายเรื่อง เช่นสิ่งที่ กทม. ทำได้ ไม่ได้หมายความว่า อบจ. เทศบาล หรือ อบต. ก็ทำได้ อบจ. เทศบาล และ อบต. นะครับ จะให้ใช้จ่ายงบประมาณของตนเองนะครับต้องรอให้กระทรวงมหาดไทยเขียนระเบียบ ให้ว่าคุณจะใช้จ่ายเรื่องอะไรได้บ้าง เพราะฉะนั้น อบจ. เทศบาล และ อบต. ทั่วประเทศ คือผมเป็นนิติกรของ อบจ. มา ๑๐ กว่าปี ได้เห็นถึงปัญหาในทางปฏิบัติของท้องถิ่นเป็นอย่างดี อบจ. เทศบาล และ อบต. ทั่วประเทศต้องตั้งโครงการต่าง ๆ เหมือน ๆ กันทั้งประเทศ เพราะต้องไปดูว่ากระทรวงมหาดไทยทำระเบียบให้เบิกจ่ายในเรื่องนั้น ๆ ได้หรือเปล่านะครับ เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของการจัดตั้งองค์กรท้องถิ่นขึ้นมาที่เรามีอยู่ปัจจุบันเพื่อจะให้ จัดบริการสาธารณะให้เป็นไปตามบริบทของพื้นที่ท้องถิ่นแต่ละแห่งนั้น ๆ เราทำไม่ได้นะครับ
ประเด็นต่อไป จากการศึกษาได้พบปัญหาในพื้นที่แต่ละจังหวัด ในแต่ละจังหวัด ที่มีส่วนราชการส่วนภูมิภาค หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ จริง ๆ โดยสภาพแล้ว ท่านผู้ว่าท่านไม่ได้มีอำนาจเสร็จเด็ดขาด เพราะฉะนั้นทุกวันนี้แต่ละจังหวัดเป็นเบี้ยหัวแตก หน่วยงานที่มาตั้งในพื้นที่ต่างก็รับนโยบายจากกระทรวง ทบวง กรมของตนเองมานะครับ เพราะฉะนั้นทิศทางการพัฒนานี้เป็นต่างคนต่างทำนะครับ และเมื่อเรามีการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะใน พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เมื่อมีการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นก็ปรากฏว่ามีผลกระทบ อย่างหนึ่งนะครับ คือพอเรากระจายมาแล้ว แต่ว่าสิ่งที่เราไม่ได้ทำควบคู่กันไปกับเรื่อง การกระจายอำนาจ ซึ่งต้องทบทวนกันใหม่ ก็คือเมื่อเราไม่ได้ลดบทบาทของส่วนภูมิภาค หรือยุบส่วนภูมิภาคด้วย เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจมาให้ท้องถิ่นเมื่อมาสู่พื้นที่ก็เกิด ปัญหาการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันนะครับ มีทั้งทำงานซ้ำซ้อน แย่งกันทำงาน แล้วก็เกิดปัญหา ในพื้นที่หลายอย่าง และปัจจุบันนี้งบประมาณที่ไปสู่แต่ละจังหวัดปีหนึ่ง ๆ ผมยกตัวอย่าง ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณเหล่านั้นถูกนำไปใช้ในการเลี้ยงดูหน่วยงานของรัฐ เกือบทั้งหมดนะครับ ซึ่งหน่วยงาน หน่วยรัฐต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่แต่ละจังหวัด ถ้าทำให้เกิด การบูรณาการตามข้อเสนอในรูปแบบจังหวัดจัดการตนเองอย่างนี้ เราจะเหลืองบประมาณ สำหรับพัฒนาจังหวัดนั้น ๆ เยอะมากนะครับ อย่างเช่นตัวอย่างข้าราชการไม่ต่ำกว่า ๓๐๐-๕๐๐ คนที่ไม่จำเป็นต้องมีเลย ถ้าเกิดการบูรณาการตามข้อเสนอนี้นะครับ
ประเด็นต่อไปซึ่งสำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของการนำเสนอในเล่มงานชิ้นนี้ ก็คือการกระจายอำนาจนั้น ตามข้อเสนอนี้นะครับ โจทย์สำคัญที่สุดก็คือการนำงบประมาณ แผ่นดินไปไว้ใกล้บ้านประชาชนเพื่อให้เพียงพอที่เขาสามารถจัดการตนเองได้โดยไม่ต้องนำ ปัญหาในพื้นที่เข้ามาสู่ส่วนกลางนะครับ เมื่อปัญหาถูกแก้ในระดับพื้นที่ ส่วนกลาง รัฐบาล ก็มีความมั่นคงขึ้น เพราะฉะนั้นการออกแบบกำหนดงบประมาณต่าง ๆ ในข้อเสนอของ กรรมาธิการเล่มนี้นะครับ อย่างในตัวกฎหมายที่คณะกรรมาธิการได้ยกร่างเป็นตัวอย่าง ซึ่งพรรคการเมืองหรือท่านสมาชิกสภาสามารถนำไปทำเป็นญัตติยื่นเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ได้ทันทีแล้วก็อาจจะปรับปรุงได้ แต่ว่าในส่วนของเรื่องการคลัง รายได้ต่าง ๆ ในรายงาน เล่มนี้ได้ยกร่างไว้ประมาณ ๑๙ มาตรา หลักการสำคัญอยู่ในร่างมาตรา ๙๕ ก็คือเปลี่ยน หลักการเดิมที่เราจัดเก็บเข้าไปกองส่วนกลางแล้วให้ท้องถิ่นรอให้ส่วนกลางจัดสรรให้ ตามใจชอบ แต่ในกฎหมายฉบับนี้เราเขียนว่ารายได้ที่เกิดขึ้นจังหวัดใด ๆ ที่ยกฐานะ เป็นจังหวัดจัดการตนเองให้ตัดงบประมาณไว้ในจังหวัดนั้นอย่างน้อยร้อยละ ๕๐ ก่อน อีกร้อยละ ๕๐ ส่งไปเข้าส่วนกลาง ซึ่งส่วนที่ส่งเข้าส่วนกลางสามารถแบ่งไปอุดหนุนจังหวัด ที่มีรายได้น้อยได้อีก เพราะฉะนั้นรูปแบบการจัดเก็บภาษีต่าง ๆ ผมยกตัวอย่างภาษี อย่างเราไปซื้อน้ำ ๑ ขวดในจังหวัดแห่งหนึ่งเราดื่มแล้วเราก็ทิ้งขวดไว้ ในจังหวัดนั้น ๆ ก็เป็นภาระของเขาที่เขาต้องจัดการขยะเป็นมลพิษในพื้นที่นั้น เพราะฉะนั้น หลักการนี้ก็คือให้เขาแก้พื้นที่ให้เพียงพอสำหรับให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ในการจัดการ แก้ปัญหาของตนเองได้ทั้งงบประมาณแล้วก็เพิ่มอำนาจให้เขา ให้เขาสามารถแก้ปัญหา ในพื้นที่ในจังหวัดของเขาได้ ก็ขออนุญาตนำเรียนต่อสภาแห่งนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ