ชำนาญ จันทร์เรือง อธิบายหลักการจังหวัดจัดการตนเองที่พัฒนามาจากร่าง พ.ร.บ.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒ กันยายน ๒๕๖๕

ชำนาญ จันทร์เรือง อธิบายหลักการจังหวัดจัดการตนเองที่พัฒนามาจากร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร และชี้แจงความคลาดเคลื่อนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นายชำนาญ จันทร์เรือง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ แล้วก็ท่านที่รับฟังอยู่ที่บ้าน ขณะนี้จากผมตรวจสอบผู้ที่ ติดตามการถ่ายทอดสดทั้งเสียงและภาพเป็นจำนวนมาก ถ้าจะรองก็คงจะเป็นรองเฉพาะ การอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้นเอง เพราะว่ามีเครือข่ายจังหวัดจัดการตนเอง เครือข่าย การรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศก็เปิดติดตามเยอะ ผมจะขออนุญาต อธิบายอย่างกระชับแล้วก็สั้นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะว่ามีการพูดไปซึ่งคลาดเคลื่อน ในบางประเด็นหรือเกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ก่อนที่ผมจะตอบแต่ละท่าน แต่บางท่านผมก็ ไม่ได้ตอบเพราะว่าท่านเป็นการแสดงความเห็นสนับสนุนหรือแสดงความคิดเห็นเสนอแนะ เท่านั้นเอง คือหลักการของจังหวัดจัดการตนเองซึ่งพัฒนามาจากร่างพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการเชียงใหม่มหานคร ซึ่งเคยมีประชาชนลงชื่อ และเสนอเข้าสภาผู้แทนราษฎรนี้ มาแล้วแต่ว่ายังไม่ได้บรรจุวาระ เกิดการยุบสภาเสียก่อนในปี ๒๕๕๖ หลักการใหญ่ ๆ จำง่าย ๆ สั้น ๆ เลยนะครับ ถ้าท่านจำในรายงานไม่ได้ว่าหลักการมันคืออะไร คือหลังจากที่ พ.ร.บ. เชียงใหม่มหานครได้เสนอเข้าสู่สภาแล้ว ก็มีการวิวัฒนาการแต่ละจังหวัดก็ไปร่าง ของตนเอง แต่ละจังหวัดมีการไปขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเองนับได้ถึง ๕๘ จังหวัด แต่ว่า บางจังหวัดก็อาจจะเข้มแข็ง บางจังหวัดก็อาจจะไม่เข้มแข็งเท่าไรนัก หลักการก็คือว่า

ข้อ ๑ ก็คือได้จังหวัดที่เป็นจังหวัดจัดการตนเองนั้นจะมีการยกเลิกราชการ ส่วนภูมิภาคเป็นท้องถิ่นเต็มรูปแบบ เหลือราชการส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นเท่านั้นนะครับ จังหวัดจัดการตนเองคือรูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง ไม่ได้ยึดไปทั้งหมดทั้งปวง ราชการส่วนกลางก็ยังมีอำนาจอยู่ เพียงแต่ว่าไม่มีราชการส่วนภูมิภาค ผู้บริหารสูงสุดของ จังหวัดจัดการตนเองมาจากการเลือกตั้งโดยตรงมีวาระ ๔ ปี ในชั้นนี้เราใช้คำว่า ผู้ว่าราชการ จังหวัดจัดการตนเอง แต่ว่าในชั้นกรรมาธิการหรือชั้นในการที่จะเสนอต่อไปอาจจะเปลี่ยน ชื่อเรียกก็ได้ไม่จำเป็น อาจจะเป็นหัวหน้าหรือเป็นประธานอะไรก็แล้วแต่ แล้วราชการ ส่วนท้องถิ่นของจังหวัดจัดการตนเองนั้นในจังหวัดนั้นเป็น ๒ ชั้น ชั้นบนเรียกว่าจังหวัด จัดการตนเอง เช่นเชียงใหม่จัดการตนเอง ชั้นล่างก็เป็นการปกครองท้องถิ่นระดับล่าง แบ่งหน้าที่กันทำกับระดับบน ก็คือเทศบาล และหรือ อบต. แล้วแต่สภาพ แบ่งหน้าที่กันทำ แบ่งงบประมาณกัน

หลักการที่ ๒ ก็คือมีสภาพลเมือง สภาพลเมืองบนหลักการ ผมขออนุญาต ตอบท่านอภิชาติเลย สภาพลเมืองมันเป็นพัฒนาการรูปแบบลักษณะเป็นสภาที่ปรึกษา ถือเป็นการพัฒนามาจากแถบนิวอิงแลนด์ หรือในญี่ปุ่นหลายที่ที่เขาใช้กัน หรือในรูปแบบ ที่เรียกว่าทาวน์มีตติง (Town Meeting) ประชุมกันตอนเย็นเป็นสภาในรูปแบบ ทำหน้าที่ เป็นสภาที่ปรึกษา ไม่มีเงินเดือนประจำ ลักษณะเป็นจิตอาสา อาสาสมัคร และสภาพลเมือง แต่ละจังหวัดองค์ประกอบจะไม่เหมือนกัน อย่างเชียงใหม่ปัตตานีหรืออำนาจเจริญก็จะไม่ เหมือนกัน แล้วแต่สภาจังหวัดนั้นจะออกข้อบังคับหรือข้อบัญญัติกำหนดรูปแบบว่า สภาพลเมืองนั้นจะมาอย่างไร รูปแบบนี้เรียกว่าประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ที่เราเรียกว่า ดิลิเบอเรทีฟ ดิมอกเครซี (Deliberative Democracy) ซึ่งมันอาจไม่จำเป็นจะต้องชนะ ด้วยการโหวตหรือยกมือเท่านั้น อาศัยการมีฉันทามติที่เราเรียกกันว่าคอนเซนซัส (Consensus)

อันที่ ๓ ก็คือหลักเกณฑ์ที่ ๓ ของจังหวัดจัดการตนเองก็คือเรื่องรายได้ ปัญหา ทุกอย่างไม่ว่าจะข้อ ๑ ข้อ ๒ จะทำอะไรไม่ได้เลยถ้าเราไม่มีงบประมาณ ไม่มีรายได้ ปัจจุบันนี้ ท้องถิ่นมีรายได้น้อยมากตามประมวลรัษฎากรที่มีระเบียบกรมสรรพากรออกไว้นี่นะครับ นิติบุคคลใดก็ตามที่มีเลขนิติบุคคลเดียวกันมีสาขาตั้งแต่ ๒ แห่งขึ้นไปจะเลือกเสียภาษีที่ไหน ก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่างระยองของท่านคุณหมอบัญญัติรายได้ หรือนิคมอุตสาหกรรม หรือบริษัทใหญ่ ๆ ทั้งหลาย ห้างร้านใหญ่ ๆ เลือกเสียส่วนกลางหมด ส่วนท้องถิ่น หรือใน พื้นที่ก็จะไม่ได้นั้น รับแต่พอลลูชัน (Pollution) รับแต่มลภาวะต่าง ๆ เราจึงกลับหลักเสีย ก็หมายความว่ารายได้ ผมใช้คำว่า รายได้ รวมถึงภาษี รวมถึงแวต (VAT) อะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในพื้นที่ที่เราแบ่งประเภทกันแล้ว อันนี้ส่วนกลางเก็บ อันนี้ส่วนท้องถิ่นเก็บ นอกเหนือจาก ส่วนท้องถิ่นเก็บแล้วให้อยู่ที่ท้องถิ่น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ส่งไปยังจังหวัดอื่น ส่วนอื่น ตัวอย่างก็เช่นอย่างของญี่ปุ่นก็ ๔๐:๖๐ ตามนี้นะครับ หรือแม้แต่จีนซึ่งเป็นสังคม นิยม พวกมณฑลเขาก็เก็บไว้ ๖๐ อันนี้เป็นเรื่องรายละเอียด ซึ่งท่านสามารถดูได้ในรายงาน อยู่แล้ว

ทีนี้ผมจะตอบแต่ละท่านนะครับ เรื่องบ้านใหญ่ จริงอยู่ระบบการเมืองเรา เป็นระบบอุปถัมภ์อยู่ แต่ท่านอย่าลืมว่าปัจจุบันนี้คนที่ยังไม่ได้ลงมาเพราะเขายังมีบ้านใหญ่ เขายังพึ่งบ้านใหญ่เพราะว่าเขาพึ่งกลไกของรัฐไม่ได้ พึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้เพราะว่า มีอำนาจแต่ไม่มีงบประมาณ พึ่งท้องถิ่นก็ไม่ได้เพราะถึงมีงบประมาณแต่ก็ไม่มีอำนาจ เขาจึง ไปพึ่งบ้านใหญ่ จริงอยู่ในครั้งแรกถ้ามีการคัดเลือกหรือเลือกตั้งนี่เราอาจจะได้บ้านใหญ่มา แต่มันจะเกิดการวิวัฒนาการขึ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อมีอำนาจหน้าที่เต็ม คนดีมีฝีมือก็จะมาลง ตอนนี้ไม่มีใครมาลงนายก อบจ. เพราะอำนาจมันน้อยกว่าผู้ว่าราชการจังหวัด จัดทำข้อบัญญัติ ก็ต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเซ็น แต่ว่าในเมื่อเป็นจังหวัดจัดการตนเองแล้วผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ได้มาจากการแต่งตั้งจากส่วนกลาง ไม่มีนายอำเภอแล้วตามโครงสร้างที่เราตั้งขึ้นมา ประเทศในโลกนี้มากกว่า ๒ ใน ๓ ไม่มีราชการส่วนภูมิภาคแล้วนะครับ

ท่านประเดิมชัยว่าทำไมถึงไม่พูดถึงเรื่อง กทม. นะครับ จริง ๆ กทม. นี้เรามี การศึกษาอยู่แต่ว่าเป็นอนุอีกชุดหนึ่ง กทม. ก็มีปัญหาในตัวเองเพราะว่า กทม. เป็นท้องถิ่น ชั้นเดียว กทม. ตอนนี้เขาก็ยังอยากเรียกร้องให้มีท้องถิ่น ๒ ชั้นแบบจังหวัดจัดการตนเอง ข้างล่างจะเรียกเทศบาล หรือนครบาลอะไร หรือเขตอะไรก็แล้วแต่ มีการเสนอแนวความคิด นี้อยู่ ส่วนการบริหารจัดการภาษีนั้นเดี๋ยวคุณบรรณจะพูดนิดหนึ่งนะครับ กำนันผู้ใหญ่บ้าน อันนี้เรื่องใหญ่ ตอนนี้กระทรวงมหาดไทย หรือกำนันผู้ใหญ่บ้านก็รับฟังอยู่ว่าจังหวัดจัดการ ตนเอง กำนันผู้ใหญ่บ้านจะเป็นอย่างไร ตอนเราทำรายงานนี้ เราศึกษานี้นายกสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็มาชี้แจง มาอธิบายครับ ผมอธิบายให้ฟังว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านเกิดขึ้นโดย พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ๒๔๕๗ ฟังให้ชัดนะครับ กำนันผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่ ราชการส่วนภูมิภาค แต่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือของภูมิภาคเท่านั้นเอง ราชการส่วนภูมิภาค คือจังหวัดและอำเภอเท่านั้น ท่านลองไปเปิดดู พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้นจึงจะเห็นว่าในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ได้ กรุงเทพมหานครเคยมีกำนันผู้ใหญ่บ้านแต่เลิกไปเมื่อปี ๒๕๔๗ ในเทศบาลตำบล ใน อบต. ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ยังมีกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ ถามว่าถ้าไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัด ที่แต่งตั้งมาจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว กำนันผู้ใหญ่บ้านจะขึ้นกับใคร ขึ้นการบังคับบัญชา กับใคร ก็ขึ้นการบังคับบัญชากับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะอำนาจจาก ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งโอนเป็นของผู้ว่าราชการเลือกตั้งแล้ว แต่ใน พ.ร.บ. จังหวัดจัดการตนเองแบ่งให้ชัดว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่อะไรจะได้ไม่ต้องซ้ำซ้อน กับการปกครองส่วนท้องถิ่น ปัจจุบันนี้เวลาท่านไปในงานพิธี งานอะไรก็แล้วแต่เกิดการ แย่งกันกิน เกี่ยงกันระหว่างใครจะเป็นประธาน ใครจะเป็นคนวางผ้าไตรปิดอะไรต่าง ๆ นานา เพราะฉะนั้นเมื่อเราจัดสรรปันส่วนได้แล้ว กำนันผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ในการรักษาความสงบ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานะครับ อันนี้ก็เป็นที่อยู่ที่มา ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ความพร้อมของประชาชน ความพร้อมของประชาชนที่สำคัญที่สุด ก็คือเจตนารมณ์ของประชาชน ท่านถามว่าจะเอาเฉพาะเชียงใหม่ใช่ไหม เอาเฉพาะขอนแก่น เอาเฉพาะภูเก็ตใช่ไหม จังหวัดอื่นเขาก็เป็นประเทศไทยเหมือนกัน แต่เนื่องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๙ เขาให้ดูเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นร่างนี้จึงให้ประชาชน ในจังหวัดต่าง ๆ ที่มีความพร้อม พร้อมก็คือทำประชามติ ถ้าเห็นด้วยก็ออกพระราชกฤษฎีกา ออกมา ไม่ต้องออกกฎหมายซ้ำอีกแล้ว เพราะตอนร่าง พ.ร.บ. จังหวัดจัดการตนเองตอนแรก แต่ละจังหวัดต่างทำ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็มารวมเป็นกฎหมายกลาง แต่ยังไม่ทัน ได้ทำอะไรก็เกิดการยุบสภาเสียก่อนครับ ผมในฐานะที่ตอนนั้นเป็นประธานอนุกรรมาธิการ ก็เลยเอามาใหม่มารวมกันเป็นร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการจังหวัดจัดการตนเอง

ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่มีนายอำเภอแล้วที่ท่าน ถามเรื่องนายอำเภออยู่ไหน เพราะว่าเราไม่มีราชการส่วนภูมิภาคแล้ว เป็นท้องถิ่นชั้นบน เป็นจังหวัดจัดการตนเอง ข้างล่างก็เป็นเทศบาล หรือเป็น อบต.

ท่านสุเทพ อู่อ้น เรื่องประชากรแฝงในฐานะในปีงบประมาณพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณในครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณด้วย ประชากรแฝงก็อยู่ในส่วนของการพิจารณาในเงินอุดหนุนทั่วไปและเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ด้วยนะครับ เวลาการนำเสนอต้องอภิปรายต้องยกเรื่องตัวประชากรแฝงให้ด้วย

ท่านอาดิลันจังหวัดยะลา ๓ จังหวัดชายแดน ในรายงานอาจจะลงไม่ รายละเอียด แต่ว่าในหลักการก็คือว่า ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราเสนอว่าแต่ละจังหวัด ยะลาจัดการตนเอง นราธิวาสจัดการตนเอง ปัตตานีจัดการตนเอง เพราะเราลงไปหลายเวที คนยะลาก็จะถามว่าทำไมต้องไปขึ้นกับปัตตานีมหานคร คนนราธิวาสก็จะถามว่าทำไมต้องไป ขึ้นกับปัตตานีมหานคร และที่สำคัญก็คือถ้ารวมเป็น ๓ จังหวัด เป็นจังหวัดปัตตานีหรือว่า เป็นรูปแบบปัตตานีมหานครเมื่อไรความระแวงสงสัย ความหวาดระแวงคลางแคลงใจ ของฝ่ายความมั่นคงก็เยอะ และที่สำคัญก็คือว่าเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดยะลา นราธิวาสเขาต้องการไปจังหวัดจัดการตนเองของเขาต่างหาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่แก้ปัญหา เรื่อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือกรณีอาเจะห์ที่อินโดนีเซีย สถานการณ์สมัยก่อนอาเจะห์ ยิ่งกว่า ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เราเสียอีก แต่อาเจะห์ก็เป็นจังหวัดจัดการตนเองในหลักการ ที่ว่าเซลฟ์ ดิเทอร์มิเทชัน (Self Determination) อินโดนีเซียเป็นรัฐเดี่ยวนะครับ อาเจะห์ ไม่ได้แยกไปไหนนะครับ ไม่ได้เป็นเขตปกครองพิเศษด้วย เป็นจังหวัดจัดการตนเอง เพียงแต่ว่า ภาษีทรัพยากรธรรมชาติ ๗๐ เปอร์เซ็นต์เขาให้อาเจะห์ พวกที่อยู่กระบวนการใต้ดินหรือพวก จีเอเอ็ม (GAM) พวกกัม (GAM) ภาษาบาฮาซาชวา (Bahasa Jawa) ก็ขึ้นมาอยู่บนดิน เป็นผู้ว่าอาเจะห์ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนกลางของอินโดนีเซีย แล้วปัญหาก็เกิด ความสงบเรียบร้อยจนถึงปัจจุบันนี้

ท่านธีรัจชัยพูดถึงว่าจะทำอย่างไร ในเรื่องความเป็นไปได้ แน่นอนนะครับ โดยหลักของกฎหมายจังหวัดจัดการตนเองเป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติมันก็ต้องมี ปัญหาเรื่องศักดิ์ของกฎหมาย ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย แต่ละหน่วยงานมีกฎหมายเป็นของ ตัวเอง เพราะฉะนั้นใครเรียนกฎหมายมาก็ทราบนะครับ กฎหมาย ๑๐๑ ธรรมดาก็คือว่า ถ้าเป็นกฎหมายทั่วไปกับกฎหมายเฉพาะก็ต้องใช้กฎหมายเฉพาะ กฎหมายจังหวัดจัดการ ตนเองเป็นกฎหมายเฉพาะ แต่โอเค (OK) ล่ะมันจะเกิดปัญหา ทุกคนมีอาณาจักรเป็นของ ตนเอง ขั้นตอนต่อไปที่เราคิดว่าน่าจะได้ผลชะงัดและก้าวอีกก้าวหนึ่งกว่านี้ก็คือการแก้ไข รัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้จะขจัดปัญหาได้อีกในระดับหนึ่ง ทำควบคู่กับเสนอร่างพระราชบัญญัติจังหวัดจัดการตนเองฉบับนี้

ท่านชวน ชูจันทร์ พูดถึงว่าทำไมชาวบ้านจัดการตนเองมาตั้งนานแล้ว ทำไม ถึงไม่เจริญอะไรต่าง ๆ ไม่เจริญเพราะว่าส่วนกลาง ส่วนกลางได้จำกัดอำนาจ จำกัด งบประมาณต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถึงแม้จะมีอำนาจตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ถ้าเมื่อใดมีส่วนราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคทำอยู่ ส่วนท้องถิ่นจะทำไม่ได้ ถึงแม้ผมจะยืนยันว่าทำได้ก็ตาม สำนักงบประมาณก็ไม่ตั้ง งบประมาณให้ เพราะถือว่าไปซ้ำซ้อนคนอื่นเขา เพราะฉะนั้นถ้าเรากลับหลักตรงนี้เสร็จ จังหวัดจัดการตนเอง หน่วยราชการส่วนใดก็ตาม ส่วนงานส่วนใดก็ตามที่อยู่ในจังหวัดจัดการ ตนเองเป็นอำนาจของผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้งนะครับ อย่างเชียงใหม่ปัญหาป่าแหว่ง ปัญหา อะไรต่าง ๆ นานาที่อยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดก็จะหมดไป แต่ถ้าเป็นกรณีเกิดข้ามจังหวัดในหลาย จังหวัดก็เป็นหน้าที่ของส่วนกลาง และถามว่าข้าราชการส่วนภูมิภาคจะไปจากที่ไหน อันนี้ มีคนรอฟังอยู่เยอะข้าราชการนี้นะครับ มันเปรียบเสมือนนกต้องมีไม้ให้เกาะ อยู่ดี ๆ เขาไม่ได้ ทำผิดคิดร้ายอะไรเลยไปปลดเขาไม่ได้ ก็ไล่เขาไม่ได้ ถ้าเป็นจังหวัดจัดการตนเองผมยืนยันว่า ไม่ได้เป็นพร้อมกันทั้งประเทศนะครับ ถ้าจังหวัดไหนเป็นเมื่อสักครู่ท่านก็บอกว่าอีกข้างเป็น อีกข้างไม่เป็น กรุงเทพฯ กับนนทบุรี สมุทรปราการก็เห็นชัดนะครับ ในกรณีจังหวัดที่เป็น จังหวัดจัดการตนเอง ข้าราชการส่วนภูมิภาคมีทางเลือกอยู่ ๒ ทาง ๑. กลับสังกัดกระทรวง ทบวง กรม ของตนเอง เพราะว่าเราใช้ระบบเขาเรียกว่า กรมมาธิปไตย ข้าราชการทุกคน มีหน่วยสังกัดคือกรม ถึงแม้ว่าจะเรียกชื่อว่าสำนักงานปลัดกระทรวงก็ตาม กับ ๒. โอนมาเป็น ข้าราชการส่วนท้องถิ่นขึ้นอยู่กับการบังคับบัญชากับผู้ว่าราชการจังหวัด แต่สุดท้ายมันก็จะมี ทางออกอยู่ สมมุติว่าไม่อยากขึ้นกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่อยากขึ้นกับผู้ว่าที่มาจาก การเลือกตั้ง เขาก็ไม่ห้ามท่านขอช่วยราชการนะครับ ท่านช่วยได้ยังอยู่เหมือนเดิม แต่ว่า หน่วยงานต้นสังกัดเขาก็ต้องรับอย่างเชียงใหม่มหานคร ก็ต้องรับในกรณีแบบนี้นะครับ

ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ผมต้องตอบท่าน พิเชษฐ์นะครับ ถ้าไม่ตอบคนอื่นผมอาจจะไม่ตอบได้ แต่ท่านพิเชษฐ์ผมต้องตอบนะครับ เพราะท่านถามว่าจะเอา ส.ส. ไปไว้ไหน จะเอากระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ไปไว้ไหน ประเทศไทยตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแบ่งเป็น ๓ อย่าง ราชการส่วนกลาง ราชการ ส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น กรมก็ยังอยู่ กระทรวงก็ยังอยู่ พื้นที่ปฏิบัติงานของ กระทรวง ทบวง กรม ที่ไม่มีส่วนภูมิภาคแล้วเขาก็ยังสามารถไปทำในพื้นที่ได้ เหมือนญี่ปุ่น เขาก็ทำได้ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นเขาทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่าแย่งกันทำในปัจจุบันนี้ อย่างเช่น งานวิชาการหรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้ความรู้ความสามารถพิเศษ เรื่องความมั่นคง ไม่พูดถึง อันนี้แน่นอนอยู่แล้วต้องส่วนกลางทำ อันนี้ให้ชัดเจนนะครับ กระทรวงมหาดไทย อยู่ไหน กระทรวงมหาดไทยก็อยู่เดิมนะครับ ญี่ปุ่นก็มีกระทรวงมหาดไทยอยู่นะครับ ไม่มี อังกฤษก็มีกระทรวงมหาดไทยอยู่ใหญ่เบ้อเริ่มเลยครับ เพียงแต่เขาไม่ได้ตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอไปอยู่ในแต่ละจังหวัด อำเภอเท่านั้นเอง หน้าที่เขาก็เยอะอยู่ เยอะมาก ๆ เลย ส.ส. อยู่ไหน ส.ส. ก็เหมือนเดิมนะครับ ส.ส. ท่านเป็นระดับชาติ ท่านก็ทำหน้าที่ ส.ส. ทำหน้าที่ นิติบัญญัติ ถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านก็ตรวจสอบการทำงาน หน้าที่รวมทั้งค้านทั้งรัฐบาลก็คือฝ่ายนิติบัญญัติ ออกกฎหมาย ตรากฎหมาย ทำไมไม่เอา เริ่มเฉพาะเชียงใหม่ โคราชอะไรต่าง ๆ ทุกจังหวัดไปมาเขาอยากเป็นหมดครับ ประเทศไทย ไม่ได้มีเฉพาะเชียงใหม่กับโคราช หรือขอนแก่นนะครับ

ท่านวิรัช พันธุมะผล ท่านอ้างถึง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา ๕๔ บอกว่าอำนาจของผู้ว่า กทม. ให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดตามมาตรา ๕๔ ใช่ครับ ตามมาตรา ๕๔ เฉพาะ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แต่กฎหมายอื่น ไม่เกี่ยว ผู้ว่าชัชชาติไม่มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่มีอำนาจ ตามกฎหมายสถานบริการ ไม่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. โรงแรม ไม่มีเยอะแยะนะครับ แต่ว่า ของจังหวัดจัดการตนเองจะมีครับ เพราะเราเห็นข้อบกพร่องแล้วเราถึงทำขึ้นมา

เรื่องรัฐเดี่ยว ท่านวิสารบอกว่าประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว อังกฤษก็รัฐเดี่ยวครับ ญี่ปุ่นรัฐเดี่ยว อังกฤษก็มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ญี่ปุ่นก็มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นรัฐเดี่ยวด้วย อินโดนีเซียก็เป็นรัฐเดี่ยว เพียงแต่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขเท่านั้นเอง

รายได้จังหวัดจน จังหวัดรวย ร้อยละ ๗๐:๓๐ นี่ครับ ๓๐ ก็ไปให้ที่อื่น จริง ๆ แล้วถ้ารายได้ที่จังหวัดเก็บได้อย่างพอเพียงอย่างแม่ฮ่องสอน ภาษีทรัพยากรธรรมชาติ ท่านทราบไหมแม่ฮ่องสอนนั้นมีโคลนดำมีคุณภาพในการพอกหน้าเป็นอันดับ ๒ ของโลก รองจากรัสเซียนะครับ รายได้จากสัมปทานเหมืองแร่และรายได้จากอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เหลือเฟือครับ ถ้าได้มา ๗๐ ไม่ต้อง ๗๐ หรอกครับ เอาแค่ ๕๐ นี่ก็ไม่ต้องรอให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างถนนได้ปีละกิโล ๒ กิโลไม่ต้องแล้วครับ ถ้าได้ร้อยละ ๕๐ ตามนี้ ก่อนนะครับ ถ้าไม่ถึง ๗๐ ก็ทำได้เยอะแยะ มันเกลี่ยกันได้นะครับ

บอกว่าอย่าเอาเอ็นจีโอ (NGO) เป็นหลัก ผมคนหนึ่งผมไม่ใช่เอ็นจีโอ (NGO) ผมขับเคลื่อน พ.ร.บ. เชียงใหม่มหานครมา ผมไม่ใช่เอ็นจีโอ (NGO) ผมเป็นข้าราชการด้วย ท่านครับ เป็นข้าราชการบำนาญด้วย แล้วก็สอนหนังสือด้วย ท่านคำพอง ท่านสฤษดิ์ ท่านนพพลก็โอเค (OK) ครับ เพราะว่าท่านได้รับการสนับสนุน สุดท้ายนิดเดียวครับ ไม่เกิน ๒ นาที ผมขออนุญาตให้คุณบรรณได้พูดถึงเรื่องกรรมการบริหารภาษีนิดหนึ่งไม่เสียเวลา มากครับ เชิญคุณบรรณครับ