ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายสนับสนุนการกระจายอำนาจให้จังหวัดจัดการตนเอง โดยเสนอให้ลดบทบาทรัฐบาลกลาง เพิ่มอำนาจท้องถิ่นในการบริหาร จัดเก็บรายได้ และถอดถอนผู้บริหาร พร้อมผลักดันให้มีกลไกตรวจสอบการใช้จ่ายและป้องกันการทุจริตด้วยเทคโนโลยีและคณะกรรมการเฉพาะ รวมถึงเรียกร้องให้กำหนดจังหวัดที่สามารถดำเนินการจัดการตนเองได้ทันทีโดยไม่ต้องรอความพร้อมจากส่วนกลาง เพื่อให้การปฏิรูประบบการปกครองเกิดขึ้นอย่างแท้จริงและเป็นไปตามกฎหมายใหม่
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาต อภิปรายในรายงานการศึกษา เรื่อง การบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง ผมขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการที่กรุณาศึกษาเรื่องนี้และทำได้สำเร็จอย่างดียิ่ง เพราะว่า แนวคิดในจังหวัดจัดการตนเองนั้นจะทำให้เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยที่เป็นแบบการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ในอดีตความคิดเดิมที่ว่ารัฐรวมศูนย์ อำนาจจะสามารถทำหน้าที่ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างพื้นที่เจริญหรือร่ำรวยกับพื้นที่ ยากจนได้พัฒนาได้ดี คือต้องการให้ไปเกลี่ย แต่ความคิดเหล่านั้นพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง ในการปกครองแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่การกระจายอำนาจประเทศญี่ปุ่น ประเทศพัฒนา หลายประเทศเขาจะกระจายอำนาจให้จังหวัดแต่ละจังหวัดนั้นจัดการตนเองให้อำนาจแท้จริง ของเราหมกมุ่นอยู่กับการที่รวมศูนย์อยู่ส่วนกลาง ใช้การปกครองส่วนกลางหรือภูมิภาค ไปกำกับท้องถิ่น หมกมุ่นกับแค่การเลือกตั้งผู้ว่า เลือกตั้งท้องถิ่น แต่อำนาจไม่ได้ไปถึง อำนาจ ทางภาษีอากรเก็บเองมากไม่ได้ อำนาจในส่วนแบ่งที่บอกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ได้ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ขยับ อำนาจการใช้บุคลากรก็ถูกการปกครองส่วนภูมิภาคมาครอบงำอยู่ทั้งหมดไม่มีพลัง ในการทำงานอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่เราหมกมุ่นตรงนี้ แต่แนวคิดของคณะอนุกรรมาธิการนั้น ได้มีความคิดที่ก้าวหน้าครับ ยกตัวอย่างเช่นในส่วนของอำนาจระหว่างส่วนกลาง เราตัด ส่วนภูมิภาคออก มีแต่อำนาจในด้านป้องกันประเทศ อำนาจหน้าที่ในด้านการคลังของรัฐ ในระบบเงินตรา อำนาจในการศาล และประการสุดท้ายคืออำนาจด้านความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ ที่เหลือนั้นกระจายลงสู่ท้องถิ่น รูปแบบท้องถิ่นแบ่งเป็น ๓ ระดับ ระดับจังหวัด คือเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง มีสภาจังหวัดเลือกตั้งโดยตรง รูปแบบรองลงมา คือเทศบาลก็เลือกตั้งโดยตรง สภาโดยตรง และลดหลั่นลงมา มีสภาพลเมืองในการกำกับ ถึงแม้จะมีบางท่านบอกว่าที่มาสภาพลเมืองมีข้อสงสัยทำไมไม่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ก็ไม่ว่ากัน เดี๋ยวเรามาแก้ไขได้ในส่วนนี้ ถือว่าเป็นหลักการที่ดีนะครับ ในส่วนของการกำกับ ดูแลได้เปลี่ยนรูปแบบหมด เดิมผู้ว่าราชการจังหวัดกำกับดูแลในส่วนของผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งหมดไม่ว่า อบจ. เทศบาลต่าง ๆ หรือในส่วนของนายอำเภอก็บางส่วน ในส่วน อบต. อะไร ก็กำกับดูลงไป แต่เราเปลี่ยนรูปแบบใหม่มาเป็นเรื่องแบบของนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแล และกำกับดูแลนั้นเป็นการดูแลหลังจากปฏิบัติแล้วเพื่อเพิ่มความอิสระของอำนาจท้องถิ่น ไม่ใช่ก่อน ก่อนมีการอนุญาตไม่อิสระ ถ้าหลังไปกำกับทีหลัง ตรงนี้เป็นการปล่อยอำนาจ อย่างมากที่สุด ในเรื่องภาษีอากรมีการเพิ่มภาษีอากรที่นอกเหนือจากภาษีท้องถิ่นอย่างเดียว ขึ้นมาแล้วจัดการแบ่ง ตอนแรกบอกว่าเป็น ๗๐ ต่อ ๓๐ ท้องถิ่นได้ ๗๐ รัฐ ๓๐ อีกหน่อย จะเพิ่มเป็น ๑๐๐ ได้ขึ้นมา กรณีอย่างนี้เป็นการเพิ่มอำนาจเงินให้แก่ในส่วนของจังหวัด จัดการตนเองในทุกระดับ ให้จังหวัดจัดการตนเองสามารถแบ่งงบระดับเทศบาล ระดับต่ำกว่า เทศบาลได้ด้วยตัวเองในการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ให้เพียงพอในการบริหารท้องถิ่น นอกจากนั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนก็สามารถทำให้มีการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นได้
ต่อไปก็คือเป็นเรื่องของกรรมการในการตรวจสอบจังหวัดจัดการตนเองให้มี การตรวจสอบการใช้เงินทั้งหมด นี่คือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น อย่างแท้จริงครับ เดิมรวมศูนย์อยู่ส่วนกลางทั้งหมด เมื่อมีการยึดอำนาจทีเดียวยึดรัฐบาลได้ ทุกอย่างเบ็ดเสร็จเป็นการยึดอำนาจ แต่ถ้าเกิดว่าเป็นรูปแบบแบบนี้นะครับ ทำสำเร็จขึ้นมา ยึดอำนาจส่วนกลางรัฐบาลท้องถิ่นก็ยังอยู่ได้ จะป้องกันการรัฐประหารได้อย่างดียิ่ง และคนกรุงเทพฯ ส่วนกลางจะไปรู้ปัญหาของท้องถิ่นได้อย่างไร ไม่มีครับ นี่คือรูปแบบเดิม แต่ถ้าเป็นรูปแบบที่ศึกษาอันนี้สามารถทำได้ครับ คนท้องถิ่นรู้แบบรถติดอยู่บ้านตัวเอง เป็นอย่างไร น้ำท่วมแก้ไขปัญหาอย่างไร จะดูแลการท่องเที่ยวอย่างไร จะดูวัฒนธรรมอย่างไร ดีกว่าส่วนกลางไปกำกับ ส่วนกลางส่งผู้ว่าไปไม่กี่ปีเป็นคนต่างถิ่นมาทำก็ไม่สามารถทำได้ครับ ท่านประธาน แต่สิ่งที่ผมอยากจะขอเสริมในส่วนของรูปแบบความเป็นไปได้สิ่งนี้ ก็คือรูปแบบ การตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบ เราให้อำนาจท้องถิ่นมากแต่เราต้องมีรูปแบบ การตรวจสอบแบบที่เข้มข้นเหมือนกัน ใช้รูปแบบการตรวจสอบท้องถิ่นแบบ ป.ป.ช. ส่วนกลางไปตรวจสอบ ผมว่าอาจจะไม่เหมาะสมและไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ เรามีรูปแบบ อื่นไหม เช่นเราใช้บล็อกเชน (Block Chain) ใช้เอไอ (AI) ใช้กรรมการตรวจสอบทุจริต ท้องถิ่นขึ้นมาแล้วก็ดูแลตรงนี้ขึ้นไป ตรงนี้อาจจะยังไม่มี เป็นแค่ควบคุมตรวจสอบทั่วไป แต่ไม่ได้เข้มข้นเหมือนกับตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน
ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอเสริมก็คือความเป็นไปได้ของการผลักดันตรงนี้ ในรายงานในช่วงของรายงานความเห็นครั้งสุดท้ายได้แบ่งเป็นยกฐานะความพร้อมด้านรายได้ จังหวัดลักษณะโดดเด่นของภูมิประเทศลักษณะพิเศษ ยกฐานะจังหวัดที่ลักษณะพิเศษ ทางวัฒนธรรมด้านสังคม ยกฐานะจังหวัดที่เป็นเมืองขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้บอกบังคับว่าจะต้อง ให้เป็นเลยทันที โดยธรรมชาติของมนุษย์ที่มีอำนาจเป็นผู้บริหารในรัฐส่วนกลางจะไม่ยอม ปล่อยครับ ทำไมเราไม่กำหนดไปเลยว่ากี่จังหวัด ๑ ๒ ๓ เพราะเหตุผลอะไรจะต้องเป็น ทันที ถึงแม้ว่าจังหวัดอื่นยังไม่พร้อมแต่ต้องกำหนดเบื้องต้น สมมุติว่าทั้งกลุ่มจังหวัดทั้งหมด กำหนดว่าให้เป็นทันทีเลย เราจะมีจังหวัดจัดการตนเองขึ้นมาเปรียบเทียบได้ทันทีภายใน ระยะเวลาที่พระราชบัญญัติฉบับนี้บังคับใช้ เรื่องนี้ผมเชื่อว่าสำคัญนะครับ หรือเราจะเอา อีกแบบก็ได้ครับ ให้เป็นพร้อมกันทั้งประเทศ แต่มันเป็นไปไม่ได้ยังไม่พร้อมในส่วนนี้ นี่คือสิ่ง ที่ผมอยากจะเสริมกับท่านคณะกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นด้วยกับแนวคิดของ การศึกษาตามรายงานนี้ทั้งหมด แต่ขอเพิ่มเติมในสิ่งที่ผมได้ให้ความเห็นไว้เรื่องการปราบปราม การทุจริต และเรื่องของความเป็นไปได้ และกำหนดให้เริ่มต้นทันที ไม่ใช่ในกลุ่มจังหวัด ที่กำหนดนะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้ส่วนกลางตัดสินอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าถ้าเรื่องนี้ถูกบังคับใช้ เป็นกฎหมาย ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาประเทศ การกระจายอำนาจจะเกิดขึ้น อย่างแท้จริง ไม่เป็นเหมือนเดิม ๆ ครับ