วีระกร วิจารณ์ยุทธศาสตร์การลงทุน ชี้ควรเข้า CPTPP และ UPOV 1991

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒ กันยายน ๒๕๖๕

วีระกร คำประกอบ ชี้ปัญหาข้อจำกัดด้านการดึงดูดการลงทุนที่มีผลจากความตกลงการค้าเสรีที่ยังน้อยกว่าประเทศคู่แข่ง พร้อมเรียกร้องให้ปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจโดยเร่งเข้าร่วมความตกลงการค้าระดับสูงอย่าง CPTPP และ EU รวมถึงผลักดันการยอมรับ UPOV 1991 เพื่อยกระดับการเกษตรและนวัตกรรมพันธุ์พืช แทนการพึ่งพิงโครงการเฉพาะจุดและลดงบประมาณหน่วยงานสำคัญท่ามกลางอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้าน

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นต้องขอชมเชยนะครับ ถึงแม้เวลาน้อยสำหรับคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ทำได้ดีครับ ตั้งแต่เรื่องแรกภาพรวมการลงทุนยังอยู่ในระดับต่ำนะครับ ซึ่งผมเห็นว่าที่ท่านเขียนมาทั้งหมดถูกเป๊ะหมดเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นนับตั้งแต่วิกฤติ เศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ ประเทศไทยยังไม่ฟื้นตัวอะไรต่าง ๆ ที่ท่านเขียนมาในข้อที่ ๑ นี่ เยี่ยมนะครับเขียนได้ดี ข้อที่ ๓ ก็เขียนได้ดีครับ การส่งเสริมการลงทุนภาครัฐที่ผ่านมา ไม่คุ้มค่า ไม่มีประสิทธิภาพ เครื่องมือหลักที่รัฐบาลใช้ดึงดูดการลงทุนก็คือบีโอไอ (BOI) ยกเว้นภาษีต่าง ๆ ให้กับผู้ลงทุน ก็เขียนได้ดีครับ ในวรรคสองยิ่งเขียนได้ดีใหญ่เลย การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่เอกชนใช้พิจารณาเลือกประเทศจุดหมาย ที่จะเข้าไปลงทุน รัฐบาลไม่ควรเน้นขยายสิทธิประโยชน์ของภาษีหรือตัวเงินเพิ่มเติม เพื่อดึงดูดการลงทุน แต่ควรมุ่งใช้ทรัพยากรไปในเรื่องของการลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และปฏิรูป และปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ ของรัฐ เตรียมความพร้อมบุคลากร เหล่านี้ถือว่า ท่านเขียนได้ดีครับ แล้วก็ไม่ได้อยากจะติอะไรเลยที่ท่านเขียนนี่ เพียงแต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ท่านลืมเขียนไป ซึ่งผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจคณะนี้ได้กรุณานำไปพิจารณาเพิ่มเติม ก็คือสิ่งที่เรายังขาดและอาจจะเป็นสิ่งที่ผมเองก็ไม่อยากพูดถึง ก็คือความไม่ค่อยมีวิสัยทัศน์ ของผู้นำประเทศในช่วงที่ผ่านมา ท่านไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ท่านศึกษา ความจริงควรจะเขียนไว้ด้วย นี่ขอพูดในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีที่เคยดูแลบีโอไอ (BOI) มาก่อน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เอกชนวันนี้ เขาไม่อยากมาลงทุนประเทศไทยซึ่งท่านได้ขมวดไว้หมด แต่ท่านลืมประเด็นที่สำคัญก็คือ เรามีเอฟทีเอ (FTA) กับแค่ ๑๘ ประเทศ ในขณะที่เวียดนามมีเอฟทีเอ (FTA) กับ ๕๓ ประเทศ ทำไมท่านไม่ศึกษาเรื่องนี้ล่ะ นี่คือประเด็นสำคัญที่สุด ใครจะมาลงทุนประเทศไทย ผมถามแค่นี้ ตอนนี้ลงทุนก็เอาไปขายได้ในกลุ่มประเทศแค่ ๑๘ ประเทศที่เป็นเอฟทีเอ (FTA) ด้วย คือเป็น ประเทศที่ไม่ต้องเสียภาษี ผมไปลงทุนเวียดนามไม่ดีกว่าหรือ ผมส่งไปขายได้ ๕๓ ประเทศ โดยไม่ต้องเสียภาษี นี่คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการพิจารณาไม่ได้ลงรายละเอียดลึกตรงนี้ สิ่งที่เอกชน เขาพิจารณา ความจริงแล้วประเทศไทยเป็นประเทศที่นักลงทุนอยากมามากครับ โดยเฉพาะ นักลงทุนญี่ปุ่น สาเหตุที่สำคัญก็คือแรงงานไทยน่ารักและมีความสะดวกสบายในการอยู่ที่ ประเทศไทย ประชาชนเป็นมิตร ไม่มีเรื่องก่อการร้าย ไม่มีเรื่องศาสนา มีแต่สิ่งที่น่าพักผ่อน หย่อนใจครับ เสาร์อาทิตย์สบาย นักลงทุนญี่ปุ่นอยากมาประเทศไทยมาก แต่วันนี้เขาไม่มา ลงทุนเพราะเรามีเอฟทีเอ (FTA) แค่ ๑๘ ประเทศ เรายังไม่ได้เข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) เรายัง ไม่ได้เข้าอียู (EU) นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด มาลงทุนประเทศไทยไปขายอียู (EU) ต้องเสียภาษี ผม ไปลงทุนเวียดนามไม่ดีกว่าหรือ ส่งไปขายในตลาดอียู (EU) ไม่ต้องเสียภาษี ผมส่งไปขายใน ประเทศกลุ่มซีพีทีพีพี (CPTPP) ไม่ต้องเสียภาษี มาประเทศไทยได้แค่ ๑๘ ประเทศ แม้เป็นประเทศใหญ่ ๆ ก็ตาม อังกฤษยังส่งไปไม่ได้เลยครับยังต้องเสียภาษี เหล่านี้ผมว่า เป็นข้อบกพร่องนิดเดียวที่อยากจะให้ท่านไปศึกษาเพิ่มเติม

สิ่งที่ผมอยากจะเรียนกับท่านอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าสิ่งที่ท่านเน้นกับผมก็ถูกที่สุด ถูกอยู่แล้วล่ะครับ เรื่องถ่ายทอดเทคโนโลยีอะไรต่าง ๆ แต่ว่าก็ลืมประเด็นที่สำคัญไปอยากฝาก ท่านด้วยนะครับ รัฐบาลไปลงทุนในสิ่งที่อาจจะไม่ค่อยตรงประเด็นเท่าไร มองภาพไม่กว้าง ทำไมเราไม่ไปเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ทำไมเราไม่เข้าอียู (EU) เพราะประเทศเหล่านี้เป็นประเทศ ที่เป็นไฮสแตนดาร์ด เอฟทีเอ (High Standard FTA) ก็คือกว่าที่คุณจะไปเข้าได้มันเหมือนต้อง สอบเข้า คุณต้องยอมรับเงื่อนไขหลาย ๆ เรื่อง เช่น ยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) การที่ท่าน จะเข้ากลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ท่านต้องยอมรับสนธิสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ซึ่งบังคับให้ท่านต้องเคารพต่อนักวิจัยพันธุ์พืชใหม่ ๆ เอ็นจีโอ (NGO) ก็ใช้ประเด็นนี้ล่ะครับ ไปคอยกระตุ้น เกษตรกรทั้งหลายอย่าให้เข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) อะไรเหล่านี้ รัฐบาลควรจะ ลงทุนอะไร ควรจะลงทุนในกรมการข้าว ควรจะลงทุนงานวิจัยและพัฒนาในเรื่องพันธุ์พืชต่าง ๆ แต่รัฐบาลก็ลดงบประมาณกรมการข้าวลงทุกปี ๆ จนปีนี้ผมไปวิ่งเต้นไปขอร้องให้ช่วย แปรญัตติเข้ามาผมจะช่วยพูดให้อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ กว่าที่จะได้งบประมาณมาเลือดตาแทบ กระเด็น กว่าที่จะได้งบประมาณในการทำวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวซึ่งเรามีพันธุ์ข้าวที่อยู่ ในสายพันธุ์ของกรมการข้าวตั้ง ๒๐,๐๐๐ กว่าสายพันธุ์ แต่เราไม่มีงบประมาณในการทำวิจัย และพัฒนา อันนี้ต่างหากครับการลงทุนของภาครัฐไม่ตรงประเด็น แทนที่จะพัฒนาจุดนี้ จุดแข็งของประเทศไทยคืออะไร จุดแข็งของประเทศไทยคือการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชต่าง ๆ ซึ่งเรามีความหลากหลายทางชีวภาพมากมายเหลือเกิน แต่ไม่ได้เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ กับไปทำอีอีซี (EEC) ซึ่งดีนะครับ ผมไม่ได้ว่าไม่ดี ยิ่งไม่มีอีอีซี (EEC) ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ยิ่งไม่มี จุดเด่นเลยที่จะให้นักลงทุนเขามาลงทุนในประเทศไทย แต่นอกเหนือจากอีอีซี (EEC) ความสะดวกสบายทั้งหลายสาธารณูปโภคต่าง ๆ แล้วสิ่งที่ท่านจำเป็นจะต้องจัดให้กับนักลงทุน ก็คือต้องมีเอฟทีเอ (FTA) มากเพียงพอ ท่านดูตัวเลขสิครับ หลังจากปีนี้นะครับ ตัวเลขในปีนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ถามว่าทำไมหลังโควิด (COVID) มานี้ประเทศไทยเจริญเติบโตไตรมาสแรก ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสที่ ๒ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ คาดว่าทั้งปีคงจะโตแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เวียดนาม ไตรมาสแรกโต ๕.๑ เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสที่ ๒ โต ๗๗ เปอร์เซ็นต์ มาเลเซียโตไตรมาสที่ ๒ ถึง ๘.๙ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยโต ๒ เปอร์เซ็นต์กว่า ถามว่าทำไม ก็มันส่งไปขายต่างประเทศ ได้แค่ ๑๘ ประเทศที่ไม่เสียภาษี ขอสรุปเพียงเท่านี้ล่ะครับ ช่วยไปศึกษาต่อด้วยนะครับ ขอบคุณครับ