พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องการส่งเสริมการลงทุน และเรียกร้องการประเมินประสิทธิภาพของการลงทุน 700,000 ล้านบาทในอีอีซี (EEC) และเรียกร้องให้ปรับปรุงการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการลงทุน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อผมได้รับเอกสารฉบับนี้ดูจากหัวข้อแล้วผมก็ดีใจที่ได้มีการศึกษาเรื่องนี้ ก็คือมาดูเรื่องความคุ้มค่าและประสิทธิผลของการส่งเสริมการลงทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ผมก็นึกไปถึงว่าสิ่งที่เราลงทุนไปอย่างที่ท่านได้มีเขียนไว้ในหน้า ๓๔ เป็นหลัก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในอีอีซี (EEC) นี้ ผมก็หวังว่าคณะกรรมาธิการจะได้ช่วยประเมินครับว่าที่เราลงทุนไป ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้มันคุ้มค่าไหม มันเกิดประสิทธิผลไหม หรือว่าสิ่งที่มีการดำเนินการ ในส่วนของอีพีแซด (EPZ) ก็ตาม หรือการทำงานของบีโอไอ (BOI) ที่ได้มีการให้สิทธิประโยชน์ ทางภาษีอากรไปมากมาย เมื่อบวกลบคูณหารแล้วมันคุ้มค่าไหม อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นโจทย์ ที่ผมอยากเห็น แต่ก็อย่างที่เราได้ฟังเมื่อสักครู่นะครับ ท่านกรรมาธิการก็ไปมุ่งประเด็น ในเรื่องของการบริหารจัดการว่าการบริหารจัดการไม่ได้มีการจัดทำตัวชี้วัด ไม่ได้มีการจัดทำ เรื่องของสมาร์ต (SMART) หรือเคพีไอ (KPIs) เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งผมก็คิดว่ามันอาจจะเป็น ประโยชน์ แต่มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่พูดง่าย ๆ ก็คือว่าได้ผลในแง่ของการเกิดประโยชน์ อย่างแท้จริงนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราต้องเข้าใจว่าบทบาทของรัฐในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุน เราไม่ใช่ ผู้ปฏิบัติครับ เราเป็นเพียงแต่ฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) เราให้บริการต่าง ๆ เราให้ความ สะดวก ส่วนการดำเนินการโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนเป็นเรื่องของ แต่ละแห่ง แต่ละที่ที่เขาต้องไปดำเนินการ เพราะฉะนั้นจะมีการใช้หลักบริหารอย่างเคพีไอ (KPIs) หรือสมาร์ต (SMART) ที่ท่านพูดถึงก็คงจะไม่ง่าย ผมเองก็เคยอยู่ในภาครัฐ ผมก็เคย เกี่ยวข้องกับเรื่องของการทำเคพีไอ (KPIs) เป็นกระบวนการที่ผมเชื่อว่าทุกหน่วยงานก็ถือว่า เป็นเพนพอยต์ (Pain Point) ก็คือมันเจ็บปวดมาก ต้องเสียเวลามาก และสุดท้ายก็ไม่ค่อยได้ อะไร แล้วก็ซ้ำซ้อนกับเรื่องของการวัดโดยระบบอื่นเช่นทีโออาร์ (TOR) ในขณะที่ยังมีอยู่ ก็ยังมีเคพีไอ (KPIs) มาทับซ้อนเป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านกรรมาธิการพยายามจะชี้ว่า ความล้มเหลวหรือความไม่มีประสิทธิผลของการลงทุนที่เกิดขึ้นก็ดี จีดีพี (GDP) ที่เราโตช้า ในอาเซียน (ASEAN) ก็ดีมาจากเรื่องนี้ ผมก็คิดว่าอาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง จริง ๆ แล้ว ปัญหาของบ้านเรามันใหญ่โตกว่าเรื่องนี้นะครับ มันมีเรื่องของประชากรที่มีปัญหาเรื่องของ คุณภาพของการศึกษา เรื่องของอายุ เรื่องของแรงงานที่เข้ามาแล้วก็อาจจะน้อยลง น้อยลง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือแม้กระทั่งเรื่องของความถนัดสิ่งเหล่านี้เป็นต้น มีปัจจัย หลายประการครับ และผมก็อยากจะฟังว่าแล้วที่ท่านไป ผมใช้คำว่าชี้ว่าเขาไม่มีเคพีไอ (KPIs) หรือไม่มีการชี้วัด หรือแม้กระทั่งไม่มีประสิทธิผล และหน่วยงานเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นบีโอไอ (BOI) หรืออีพีแซต (EPZ) หรืออีอีซี (EEC) เขาได้ตอบท่านอย่างไร เราจะได้เห็นทั้ง ๒ ด้าน เพราะว่าเวลาจำกัดนะครับ ก็อยากจะชี้นำว่าแท้ที่จริงแล้วในการส่งเสริมการลงทุนบ้านเรา ก็ไม่ได้ตกต่ำหรือพูดง่าย ๆ คือไม่ได้ผิดพลาดนะครับ ก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งเรามีการส่งเสริม การลงทุนในส่วนของอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เรามีการสร้างมาบตาพุด สร้างแหลมฉบัง พัทยา ก็เกิดความสำเร็จครับ แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยล้ำหน้า กว่าอาเซียน (ASEAN) แต่แน่นอนครับ ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาต่าง ๆ มากมาย ด้วยกัน ซึ่งผมก็เชื่อว่าอยู่นอกเหนือการควบคุมของบีโอไอ (BOI) แล้วก็อยากที่จะให้ท่าน ถ้ามีโอกาสจะดำเนินการต่อครับ ช่วยฟันธงว่าที่เราดำเนินการไปใน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ของอีอีซี (EEC) มันคุ้มค่าไหม มันมีประสิทธิผลไหม เพราะท่านไม่ได้พูดในส่วนนี้ ท่านเพียง พูดแต่ว่าไม่มีตัวชี้วัด แล้วจริง ๆ ที่ท่านบอกว่าไม่มีการวัด ไม่มีคนที่วางแผนรวม จริง ๆ ก็มี สภาพัฒน์อยู่นะครับ สภาพัฒน์ก็น่าจะเป็นองค์กรที่จะมาช่วยดูภาพรวมได้ ถ้าสภาพัฒน์ ไม่ทำงาน ท่านก็ต้องฟันธงมา เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านช่วยลองปรับปรุง แล้วก็หาทาง ที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้งานอันนี้ได้มีประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยมองไปข้างหน้า เพราะอุตสาหกรรมหลักของเราต่อไปข้างหน้านี้จากการที่มีเทคโนโลยีใหม่ มีดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital Technology) เรื่องของอีวี (EV) เรื่องของเซลลูลาร์ (Cellular) หลายประเทศกำลัง ส่งเสริมเรื่องของการสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semi-Conductor) คือชิป (Chip) บ้านเรายังไม่มีการกล่าวถึงเลย เราควรจะดำเนินการอย่างไร สิ่งเหล่านี้อยากจะได้รับฟัง จากท่าน ถ้าหากท่านอยู่ในคณะกรรมาธิการในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ ขอบพระคุณครับ