สิทธิพล ชี้ปัญหาส่งเสริมการลงทุน พร้อมเสนอแนวทางปรับระบบ KPIs

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒ กันยายน ๒๕๖๕

สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ชี้ปัญหาการส่งเสริมการลงทุนที่ขาดประสิทธิภาพและบทบาทนำของรัฐ พร้อมเสนอให้เน้นลดอุปสรรคทางธุรกิจและพัฒนาทักษะแรงงาน รวมถึงจัดทำตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ร่วม (Joint KPIs) ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ชาติถึงโครงการย่อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินผล ลดความซ้ำซ้อน และใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างคุ้มค่าเกิดผลจริง

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการศึกษาความคุ้มค่า และประสิทธิผลการส่งเสริมการลงทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ผมใช้เวลาเพียงสั้น ๆ นำเสนอ ใน ๒ ส่วนที่ผมได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการ ก็คือผลการศึกษาในแง่ว่าสภาพ การส่งเสริมการลงทุนปัจจุบันก่อเกิดปัญหาอะไร และมีแนวทางการแก้อย่างไรในการกำหนด ตัวชี้วัดร่วมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในประเด็นแรกผลจากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ พบว่าการส่งเสริมการลงทุนของเราประสบปัญหาสำคัญอยู่ ๔ ข้อสั้น ๆ คือ

๑. การลงทุนในภาพรวมของไทยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง หากเทียบกับวิกฤติ เศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ หลายประเทศที่ประสบวิกฤติเศรษฐกิจพร้อมไทย เช่น อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ หรือมาเลเซีย วันนี้การลงทุนโดยเฉพาะภาคเอกชนฟื้นตัวกลับไปสูงกว่าก่อนวิกฤติแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยการลงทุนภาคเอกชนยังไม่กลับมาฟื้นตัวได้เท่าเดิม

๒. ซึ่งสำคัญมากต่อการสร้างความสามารถทางการแข่งขันของไทยในอนาคต ก็คือในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขัน เราพบว่าจากการ ศึกษาแม้ที่ผ่านมาภาครัฐจะทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากเพื่อส่งเสริมการลงทุน ดึงดูด การลงทุนเพื่อหวังให้เกิดการต่อยอดเทคโนโลยี แต่หลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรม ยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการส่งเสริมจากรัฐจำนวนมาก ปัจจุบันยังเป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

๓. ข้อค้นพบที่สำคัญที่เราพบว่าเป็นปัญหาก็คือการส่งเสริมการลงทุนที่ผ่านมา ไม่คุ้มค่าและไม่มีประสิทธิภาพ เครื่องมือหลักที่รัฐบาลไทยใช้ในการส่งเสริมการลงทุน มาตลอดก็คือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่จากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ด้วยกันสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่เราให้ไม่ด้อยกว่าประเทศอื่น ดังนั้นปัจจุบันรัฐบาลจึงไม่ควรเน้นขยายสิทธิประโยชน์ ทางภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน หากแต่นักลงทุนต้องการประเด็นอื่น ๆ เช่น การลดอุปสรรค ในการประกอบธุรกิจหรือการเตรียมความพร้อมแรงงานให้มีทักษะเพียงพอรองรับการลงทุน จากต่างประเทศ

และปัญหาประการสุดท้ายที่สำคัญมาก ๆ ของรายงานฉบับนี้ ก็คือเราค้นพบว่า ภาครัฐขาดบทบาทนำในการใช้การลงทุนของรัฐช่วยส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและ ส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ต้องเรียนทุกท่านว่ารัฐในฐานะที่เป็นผู้ลงทุนโครงการ ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างจากภาคเอกชนต่างประเทศหรือระหว่างรัฐต่อรัฐ ด้วยกัน ในฐานะรัฐบาลมีความสามารถในการออกแบบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้เกิด เงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างผู้ขายต่อผู้ซื้อได้ดีกว่าเอกชน

จากปัญหาทั้ง ๔ ข้อที่เรียนไปนำมาสู่ข้อสรุปของคณะอนุกรรมาธิการสำคัญ เรื่องหนึ่งก็คือเราพบว่าการส่งเสริมการลงทุนของไทยในปัจจุบันมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง แต่ขาดเจ้าภาพหลักรับผิดชอบ ขาดตัวชี้วัดและการประเมินความคุ้มค่า อย่างเช่นที่ท่าน ส.ส.พิจารณ์ได้เกริ่นไป เรามีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเหลือเกิน ถ้าเป็นภาพรวมการลงทุน เรามีบีโอไอ (BOI) กรมสรรพากร กรมศุลกากร ในเชิงพื้นที่เรามีอีอีซี (EEC) นอกจากนี้เรายัง มีสภาพัฒน์ รวมถึงการนิคมอุตสาหกรรมที่ช่วยดูแลเขตเศรษฐกิจพิเศษต่าง ๆ ถ้าว่าการไม่มี หน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงในภาพรวมทำให้มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดว่าการลงทุน ที่ทำไปสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของชาติหรือไม่ หรือส่งเสริมการลงทุนไปถูกทางหรือไม่ หรือกำลังจะพาประเทศไปสู่เป้าหมายใด ดังนั้นรายงานฉบับนี้จึงเสนอว่า เพื่อให้การส่งเสริม การลงทุนมีความคุ้มค่าจึงควรจัดทำดัชนีชี้วัดร่วมระหว่างองค์กร ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่า จอยต์ เคพีไอ (Joint KPIs) จอยต์ เคพีไอ (Joint KPIs) จะช่วยให้เกิดประโยชน์อย่างน้อย ๓ ข้อในแง่การส่งเสริมการลงทุน

ประการแรก ช่วยให้การประเมินความคุ้มค่าระหว่างหน่วยงานมีประสิทธิภาพ มากขึ้น

ประการที่ ๒ จะช่วยลดความสูญเปล่าจากตัวชี้วัดที่ซ้ำซ้อนหรือต่างคนต่างทำ

ประการสุดท้าย ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจเรื่องการใช้งบประมาณว่า ควรใช้อย่างไร มีความคุ้มค่าเพียงใด

ผมไม่ขอลงรายละเอียดมาก แต่อยากชี้ให้เห็นว่าในรายงานนำเสนอว่าอย่างน้อย ในการกำหนดตัวชี้วัดต้องประกอบไปด้วย ๓ ระดับที่สอดคล้องกัน ระดับบนสุดคือระดับที่ ๑ คือระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ ระดับที่ ๒ คือระดับโครงการใหญ่ ๆ เช่น โครงการพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษต่าง ๆ และระดับล่างสุดคือระดับปฏิบัติการหรือโครงการย่อย เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษในแต่ละจังหวัด ทั้งนี้อยากเรียนท่านประธานว่าเรื่องจอยต์ เคพีไอ (Joint KPIs) ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก.พ.ร. เคยวาง หลักแล้ว เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เลยโดยในรายงานมีการยกตัวอย่าง มีการกำหนด ผู้รับผิดชอบและการให้น้ำหนักตัวชี้วัดแต่ละตัวไว้แล้ว สุดท้ายผมอยากเรียนท่านประธาน และที่ประชุมแห่งนี้ว่าหากการส่งเสริมการลงทุนมีการกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน มีตัวชี้วัด ที่มีประสิทธิภาพ ครบองค์ประกอบตามหลักสมาร์ต (SMART) จะเชื่อว่าช่วยให้การส่งเสริม การลงทุนมีความคุ้มค่า มีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้จริง สร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้ และประการสำคัญที่สุดจะช่วยให้การใช้ทรัพยากรของรัฐ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขอบคุณครับ