พิจารณ์ ชี้ขาดระบบประเมินผลลงทุนรัฐ หนุนใช้ Offset Policy ยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒ กันยายน ๒๕๖๕

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ชี้แจงผลการศึกษาความคุ้มค่าและประสิทธิผลของการส่งเสริมการลงทุน โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการขาดระบบประเมินผลการลงทุนของรัฐอย่างเป็นระบบ และเสนอแนวทางพัฒนาตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพื่อวัดผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันการใช้นโยบายจัดซื้อแบบชดเชยเพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างยั่งยืน

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และประธานคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาความคุ้มค่าและประสิทธิผลของการส่งเสริมการลงทุน วันนี้ก็ได้รับมอบหมายจาก ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจให้มานำเรียนชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ ถึงรายงานฉบับนี้ ท่านประธานครับ รายงานฉบับนี้เป็นการศึกษาที่ชื่อยาวนิดหนึ่งครับ คือเป็นการศึกษาความคุ้มค่าและประสิทธิผลของการส่งเสริมการลงทุนต่อการพัฒนา เศรษฐกิจ โดยมีวัตถุประสงค์ของรายงานฉบับนี้เพื่อให้มีการจัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับความคุ้มค่าและประสิทธิผลของมาตรการการส่งเสริมการลงทุน ข้อเสนอแนะ ในการตั้งตัวชี้วัดที่ใช้ในโครงการส่งเสริมการลงทุนและโครงการลงทุนต่าง ๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีข้อเสนอแนะในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกิดขึ้นของ อุตสาหกรรมต่อเนื่องผ่านการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ที่ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคือการกำหนดแนวทางการประเมินผลโครงการ ภาครัฐอย่างมีระบบผ่านตัวชี้วัดที่ชัดเจนและสามารถบ่งบอกถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และผลกระทบของโครงการต่อระบบเศรษฐกิจอย่างบูรณาการ รวมถึงเพื่อเป็นแนวทาง ในการออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสมต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ นอกจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่และการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐภายใต้กรอบงบประมาณ ในแต่ละปียังจะสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่โดยอาศัยกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยี ภายใต้นโยบายจัดซื้อแบบชดเชย ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับท่านประธาน ที่เรียกว่า ออฟเซต โพลิซี (Offset Policy) ซึ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขอันไปสู่การต่อยอดทางเศรษฐกิจ ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐครับ ท่านประธานครับ หากจะกล่าวถึงความเป็นมา ของการพิจารณารายงานฉบับนี้ก็ต้องเรียนว่านอกจากงบประมาณรายจ่ายการลงทุนของ ภาครัฐที่อยู่ประมาณร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี รัฐบาลยังมีการลงทุน ในโครงการพื้นฐาน โครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เป็นการร่วมทุนกับเอกชน ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน หรือที่เรียกว่าเอสอีแซด (SEZ) หรือเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออกอีอีซี (EEC) ซึ่งก็จะมีโครงการภายใต้อีอีซี (EEC) อย่างเช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน โครงการท่าเรือน้ำลึก เป็นต้น อีกทั้งยังมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ (BOI) ซึ่งก็ถือเป็นเม็ดเงินลงทุนอีกรูปแบบหนึ่ง เช่นกัน แต่ท่านประธานครับหากแต่การลงทุนเหล่านี้ที่เป็นความหวังในการดึงดูดนักลงทุน จากต่างประเทศกระตุ้นเม็ดเงินการลงทุนในภาพรวมอาจจะไม่สามารถนำประเทศไทยไปสู่ การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีอนาคตที่อาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเองเพื่อก้าวไปสู่ ประเทศที่มีรายได้สูงได้ ท่านประธานครับ เราต้องยอมรับครับว่าการลงทุนต่าง ๆ ของภาครัฐ ยังขาดการประเมินผลอย่างมีบูรณภาพ แล้วยังขาดการออกแบบตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพ ในการวัดผล จึงทำให้ภาครัฐเองไม่สามารถประเมินความคุ้มค่าส่งผลให้เกิดปัญหาในการ กำหนดแนวทางพัฒนาอย่างมีวิสัยทัศน์ นั่นจึงเป็นที่มาของรายงานฉบับนี้ครับท่านประธาน ในการศึกษาคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔ ท่าน ได้แก่ตัวผมเองในฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็ยังมีท่าน ส.ส.จิราพร สินธุไพร ท่าน ส.ส.เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร และ ท่าน ส.ส.จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ นอกจากนั้นยังมีผู้เชี่ยวชาญอีก ๖ ท่านด้วยกัน ซึ่งวันนี้ก็จะ มาร่วมชี้แจงด้วย ๓ ท่านตามลำดับ ได้แก่ ท่านดอกเตอร์สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ท่านนาวาตรี ดอกเตอร์บดินทร์ สันทัด และท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประมวล สุธีจารุวัฒน โดยทางอนุกรรมาธิการของเราได้พิจารณาถึงภาพรวมการลงทุน รวมถึงมาตรการส่งเสริม การลงทุนทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน แนวทางการประเมินมูลค่าโครงการตัวชี้วัดในโครงการ ขนาดใหญ่ของรัฐ เราศึกษาถึงกฎหมายและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง ในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังศึกษาถึงกลไกการจัดซื้อจัดจ้าง การบังคับใช้นโยบายจัดซื้อจัดจ้าง แบบชดเชยที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเพื่อจะได้ถอดบทเรียนและหาแนวทางมาปรับใช้กับ ประเทศไทย โดยในการศึกษานี้ทางคณะอนุกรรมาธิการก็ได้รวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้าน มีการเชิญหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนต่าง ๆ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษา ในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการภาคเอกชนในแวดวงธุรกิจที่เคยเข้าร่วมในโครงการลงทุน ของภาครัฐเข้ามาชี้แจงมาให้ข้อมูลนะครับ ตลอดจนแสดงความเห็นข้อเสนอแนะต่าง ๆ รวมไปถึงมีการจัดเสวนาแล้วก็ลงพื้นที่พบปะพูดคุยเพื่อรับฟังความเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานและก็ผ่านไปยังเพื่อน สมาชิกถึงผลการศึกษาโดยสรุปนะครับ แล้วต่อจากนั้นก็จะมีทางอนุกรรมาธิการแล้วก็ ผู้เชี่ยวชาญอีก ๓ ท่านที่จะลงรายละเอียดต่อไปครับ ท่านประธานครับ ภาครัฐไทยนะครับ ย้ำอีกครั้งครับว่ายังขาดแนวทางในการประเมินความคุ้มค่าในแต่ละองค์ประกอบด้านการลงทุน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำครับ ในส่วนของต้นน้ำครับนั่นก็คือการส่งเสริมการลงทุนโดยมี หน่วยงานอย่างบีโอไอ (BOI) เป็นผู้รับผิดชอบ แม้หน่วยงานเองจะมีการประเมินผลในเชิง ปริมาณจากกระบวนการการยื่นขอการส่งเสริมการลงทุน หากแต่ว่าไม่ได้มีการเปรียบเทียบ ในเชิงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าต่อเงินงบประมาณที่รัฐสูญไปแต่อย่างใดครับ อีกทั้ง ยังขาดการติดตามการลงทุนจริงในพื้นที่ ยังขาดรูปแบบการส่งเสริมการลงทุนที่นำไปสู่ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาด้านนวัตกรรม ในส่วนของปลายน้ำครับ คือเราพบว่า ยังขาดการประเมินความคุ้มค่าอย่างมีประสิทธิภาพในโครงการลงทุนของภาครัฐอย่างเป็น ระบบในทุกระดับ ตั้งแต่โครงการย่อย โครงการขนาดใหญ่ไปจนถึงภาพรวมภาพใหญ่ ของทุกโครงการที่ควรมีการประเมินความคุ้มค่าว่าเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายร่วมกันอย่างไร เมื่อศึกษารายละเอียดของโครงการลงทุนขนาดใหญ่อย่างน้อย ๆ ที่ยกขึ้นมาก็จะมี ๓ ส่วน ด้วยกันครับ ก็คือมีเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี (EEC) ซึ่งก็จะมีรถไฟ ความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน และเจ้าภาพก็คือ สกพอ. หรือสำนักงานอีอีซี (EEC) อีกส่วนหนึ่ง ที่เราดูก็คือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน หรือเอสอีแซด (SEZ) ที่มีสภาพพัฒน์ เป็นเจ้าภาพ เฉพาะที่กล่าวมาแล้วรวมมูลค่าการลงทุนกว่าแสนล้าน แต่ในทุกโครงการที่กล่าวมากลับไม่มี การกำหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัดที่จะนำไปสู่การประเมินความคุ้มค่าและประสิทธิผลร่วมกัน ทั้งที่เป็นตัวเงินและที่ไม่เป็นตัวเงิน โดยหน่วยงานเจ้าภาพขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ผู้รับผิดชอบในแต่ละโครงการย่อย จึงนำไปสู่การกำหนดทิศทางของโครงการในระยะต่อ ๆ มา โดยที่ไม่มีการพิจารณาว่าที่ผ่านมามีผลประโยชน์หรือความคุ้มค่าอย่างไร ทั้งนี้เราพบว่า การกำหนดตัวชี้วัดเป็นปัญหาจริง ๆ พอตัวชี้วัดไม่ชัดเจน เอาแค่ประเมินความคุ้มค่าในระดับ ปฏิบัติการของส่วนราชการต่าง ๆ ก็มีปัญหาแล้วครับ จากการศึกษาเราได้ข้อมูลและเอกสาร ที่ได้รับจากหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สกพอ. สภาพัฒน์ การรถไฟแห่งประเทศไทย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นถึงปัญหาในการกำหนด ตัวชี้วัด เราเปรียบเทียบในรูปแบบที่เรียกว่าไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรเลยครับ คือเป็นการกำหนด ตัวชี้วัดความคุ้มค่าแบบที่เรียกว่าสมาร์ต (SMART) เอส (S) เอ็ม (M) เอ (A) อาร์ (R) ที (T) เอส (S) คืออะไรครับ สเปซิฟิกซ์ (Specific) คือกำหนดตัวชี้วัดต้องเฉพาะเจาะจงและชัดเจน เอ็ม (M) คือ เมชัวร์เอเบิล (Measurable) ก็คือสามารถวัดผลได้จริง เอ (A) คือแอกชีฟเอเบิล (Achievable) คือสามารถดำเนินการให้บรรลุผลได้จริง อาร์ (R) คือเรียลลิสติก (Realistic) คือสอดคล้องสมเหตุสมผลตามวัตถุประสงค์และวิสัยทัศน์ ส่วนที (T) คือไทม์ลี (Timely) สามารถกำหนดระยะเวลาในการวัดผลที่ชัดเจน ถ้าพูดเพื่อให้เห็นภาพผมยกตัวอย่างอย่างนี้ ถ้าเราต้องการมีโครงการที่ทำให้เกิดการกระจายรายได้เราจะระบุตัวชี้วัดอย่างไรครับ ก็ต้องบอกว่าเป็นการกระจายรายได้ที่เพิ่มขึ้น ไม่พอครับ เพิ่มขึ้นเท่าไร ก็ต้องบอกว่าเพิ่มขึ้น กี่เปอร์เซ็นต์ ยังไม่พอ ก็ต้องบอกระยะเวลาว่าจะเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ภายในกี่เดือน ภายใน กี่ปี ซึ่งควรจะต้องเป็นระยะเวลาที่สามารถรู้ผลได้เป็นจริง นอกจากนั้นยังต้องกำหนดว่า จะติดตามและประเมินผลทุกไตรมาสหรือจะทุกรอบอย่างไร ทีนี้ถ้าท่านประธานและเพื่อน สมาชิกเปิดดูในรายงานของคณะกรรมาธิการ ถ้าพลิกไปดูในช่วงหน้า ๘๐ ถึงหน้า ๙๕ ทางคณะอนุกรรมาธิการได้เปรียบเทียบตัวชี้วัดที่เราเห็นว่ามันไม่มีความชัดเจนอย่างไร ในหน้า ๘๓ ตัวชี้วัดระดับประเทศของอีอีซี (EEC) ระบุว่าความสามารถในการเรียนรู้ เทคโนโลยีของธุรกิจเพิ่มขึ้นแค่นี้ แล้วอย่างไรครับ ตกลงแล้วคือเพิ่มขึ้นเท่าไร ความสามารถ ด้านไหน แล้วจะเรียนรู้อะไร ไม่มีการระบุในตัวชี้วัด หรืออย่างในหน้า ๘๖ ตัวชี้วัดระดับ จังหวัดของโครงการเอสอีแซด (SEZ) หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่ระบุว่าสถาน ประกอบการจดทะเบียนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเพิ่มขึ้น แล้วจะเพิ่มขึ้นเท่าไรล่ะครับ แล้วภายในระยะเวลาช่วงเวลาเท่าไรที่เราต้องการให้เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้ระบุครับ ดังนั้นการบริหาร จัดการภาครัฐสมัยใหม่เพื่อความมีมาตรฐาน มีวิธีการวัดผลที่ชัดเจน มีกระบวนการทบทวน ความคุ้มค่าของการลงทุน ประเมินความคุ้มค่าในการดำเนินงาน จึงต้องมีการกำหนดตัวชี้วัด ต่าง ๆ และมีการระบุรายละเอียดให้เฉพาะเจาะจงชัดเจนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ สอดคล้อง กับพันธกิจ และมีการกำหนดตัวเลขที่ชัดเจนเพื่อที่จะสามารถประเมินความคุ้มค่าในแต่ละ ช่วงเวลาได้ ท่านประธานครับ ในส่วนของข้อสังเกตข้อเสนอแนะต่าง ๆ ซึ่งจะประกอบด้วย ตัวชี้วัดที่ผมได้เกริ่นไปเมื่อสักครู่แล้วนะครับ แล้วก็ยังมีเรื่องของตัวชี้วัดร่วมระหว่างองค์กร ภาษาอังกฤษเรียกว่าจอยต์ เคพีไอ (Joint KPIs) รวมถึงนโยบายจัดซื้อแบบชดเชยออฟเซต โพลิซี (Offset Policy) และข้อสังเกตเรื่องของแนวทางการสนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการ ภายในประเทศ แล้วควรจะมีการยกร่างพระราชบัญญัติอย่างไร เดี๋ยวต่อจากนี้ทางผู้แทนจาก คณะกรรมาธิการก็จะชี้แจงต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ