เกียรติ สิทธีอมร ตั้งข้อสังเกตต่อการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานทางเลือกในการลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยชี้ให้เห็นถึงความไม่ชัดเจนในต้นทุนการผลิต การเกลี่ยราคา และการขาดกลไกตรวจสอบที่เพียงพอต่อการจัดสรรทรัพยากรก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของนโยบายเมื่อเทียบกับแนวทางของประเทศเพื่อนบ้านที่ให้ความสำคัญกับการกักตุนทรัพยากรไว้ในอนาคต และเสนอให้พิจารณาทางเลือกพลังงานสะอาดอื่น เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีกรองมลพิษจากรถดีเซล เพื่อสร้างระบบขนส่งที่ยั่งยืนและลดการปล่อยมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณความคิดริเริ่มของคณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ในการที่นำเรื่องนี้ไปศึกษา อย่างจริงจัง แล้วก็เป็นเรื่องที่ผมเองก็สนใจเพราะว่าจริง ๆ การใช้ก๊าซธรรมชาตินั้นมันเป็น ทรัพยากรที่เรามีส่วนหนึ่งในประเทศแล้วมันเป็นทางเลือกหนึ่ง จริง ๆ แล้วปฏิเสธไม่ได้ตอนนี้ โลกมีทางเลือกเยอะมาก แต่ทางเลือกใดดีที่สุด ทางเลือกนโยบายอย่างไรเป็นการบริหารจัดการ ที่ดีที่สุด เผอิญการศึกษาครั้งนี้ให้ความสำคัญกับในกรณีด้านสิ่งแวดล้อมก็คือพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ซึ่งไม่ผิดอะไรเลยนะครับ เป็นเป้าหมายที่ถูกต้องที่เราพยายามจะลดพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) จากสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในเมืองหลวง โดยเฉพาะในเมืองที่มีการจราจรที่หนาแน่น แต่ทีนี้เผอิญเอ็นจีวี (NGV) หรือก๊าซธรรมชาติที่เรามีเราไม่ได้นำเข้าอย่างเดียว เรามีส่วนหนึ่ง เรามีในประเทศ ส่วนหนึ่งเรานำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน อีกส่วนหนึ่งเรานำเข้าจากประเทศ เช่นกาตาร์ซึ่งมีก๊าซธรรมชาติอยู่ค่อนข้างมาก ปัญหาก็คือว่าต้นทุนต่างกันมาก ต้นทุนที่เรา ผลิตได้เองกับต้นทุนที่นำเข้าจากแหล่งต่าง ๆ แตกต่างกันมาก คำถามมันก็เลยมีอยู่ว่าได้มี การตรวจสอบไปบ้างหรือไม่ว่าราคาที่เป็นธรรมจริง ๆ มันคืออะไร ต้นทุนที่แท้จริง วิธีการ เกลี่ยต้นทุนเป็นอย่างไร ผมก็พยายามอ่านที่ท่านได้นำเสนอซึ่งก็มีความสมบูรณ์ระดับหนึ่ง แต่พอไปดูในรายงานที่เป็นบรรณานุกรมซึ่งเป็นการชี้แจงของ ปตท. เอง ไม่มีรายละเอียดหลัก ของการเกลี่ยต้นทุน ซึ่งอันนี้แม้กระทั่งราคาก๊าซที่ปั๊ม คำถามแรกก็คือว่ามันสะท้อนต้นทุน หรือเปล่า ทำไมต้อง ๑๐ บาท ณ วันนี้มัน ๑๕ บาทกว่า แต่ทำไมที่ปากหลุมมันอยู่แค่ ๓ บาทเอง ที่เราผลิตได้ในประเทศ บางหลุมอยู่ที่ ๑.๕๐ บาท แล้วไปถึงปั๊มมันเป็น ๑๕ บาท ได้อย่างไร อันนี้ผมไม่ได้เห็นในรายงานว่ามีการศึกษาในประเด็นนี้ ซึ่งก็อยากซักถามนิดหนึ่งว่า เราลงลึกมากน้อยแค่ไหน หลักของการเกลี่ยต้นทุนและราคาขาย จริง ๆ เขามีหลายราคา ในการขาย เขาไม่ได้ขายราคาเดียว ถ้ารถยนต์ใช้ รถบรรทุกใช้ ใช่ครับราคาเดียวที่ปั๊มที่เราเห็น แต่มันมีปัญหาเรื่องต้นทุนค่าผ่านท่อ เรามีปัญหาเรื่องต้นทุนที่มีการนำไปใช้ในกรณีของ โรงไฟฟ้าราคาไม่เท่ากันเลยนะครับ ราคาก๊าซที่ขายไปโรงผลิตกระแสไฟฟ้าเอสพีพี (SPP) โรงเล็กหน่อย หรือไอพีพี (IPP) โรงใหญ่หน่อยก็ไม่เท่ากันอีก ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเรายังไม่ได้ ตรวจสอบลงลึกในประเด็นเหล่านี้เราอาจจะได้คำตอบที่ไม่ชัด แต่ในมิติของการใช้เป็นทางเลือก เพื่อลดพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ไม่ปฏิเสธนะครับอย่างไรก็มาลดได้มันดีกว่า แต่ปัญหาของเรามันมี อย่างนี้ครับ มันเหมือนกับท่านกำลังจะบอกว่าโรงไฟฟ้าเราควรจะผลิตด้วยเชื้อเพลิงอะไร ถ้าบอกถ่านหินสิ่งแวดล้อมกระทบสูง ถ้าบอกว่าเป็นนิวเคลียร์พลังงานสะอาดเลยเอาไหม ถ้าบอกเป็นโรงไฟฟ้าใช้ก๊าซธรรมชาติสะอาดเหมือนกัน ถือเป็นคลีน (Clean) เหมือนกัน แต่เรามีจำกัดต้นทุนเป็นอย่างไร ทีนี้หลายประเทศที่เขามีส่วนหนึ่งที่เป็นทรัพยากร ในประเทศที่ราคาถูกกว่านำเข้า เขาจะมีนโยบายทางเลือกว่าจะใช้ให้มันหมดไปรวดเร็ว มากน้อยแค่ไหนเพราะมันมีจำกัด ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีจำกัด พอมีจำกัดแล้วเขาก็เลือกว่า จะเอาไปใช้ในกรณีใดบ้าง บางประเทศแค่ประเทศเพื่อนบ้านเรา เช่น ประเทศเวียดนามมี แต่นโยบายของรัฐเขาก็คือว่าจะใช้เมื่อเป็นหนทางสุดท้าย ก็คือตอนนี้เก็บไว้ครับไม่ยอมใช้ ใช้ให้น้อยที่สุด แต่นำเข้าให้มากที่สุดก่อนเพราะอิงกับราคาตลาดอยู่แล้วตอนนั้น เพิ่งค้นพบ ทีหลัง เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นทางเลือกของนโยบาย คำถามผมก็เลยมีกลับมาว่าจริง ๆ แล้ว เสียดายนิดหนึ่งครับว่าหัวข้อที่ศึกษาจะดีมากเลยนะครับ แต่มิติของการเลือกการใช้ทรัพยากร ที่มีจำกัดนี่กระจายไปใช้ในอุตสาหกรรมใดบ้าง ในภารกิจใดบ้างนั้นมันสำคัญมากเลยครับ มันสำคัญมาก ทีนี้จากวันนั้นถึงวันนี้ผมก็อ่านรายงานของท่านนะครับ คือผมคิดว่ายังไม่ได้ลงลึกในเรื่องของ ต้นทุนที่แท้จริงและราคาขายที่หลากหลายมากนะครับ ราคาขายไปแต่ละกลุ่มแต่ละคนนี่ เป็นคนละราคานะครับ ตรงนี้ท่านได้มีการซักไซ้ไล่เลียงกับ ปตท. มากน้อยแค่ไหน แล้วก็มี คำอธิบายที่ชัดเจนมากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็อยากจะสอบถามนะครับ นโยบายทางเลือก ถ้าท่านบอกว่าใช้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลยในสรุปของท่าน ท่านเขียนไว้ว่าขอ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลย แล้วท่านก็พูดถึงต้นทุนค่าบำรุงรักษาของเครื่องยนต์ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) นี่สูงกว่าเครื่องยนต์ ดีเซลท่านคงทราบนะครับ ใช้ก๊าซเผาผลาญอุณหภูมิมันสูงกว่าที่เครื่องยนต์ออกแบบมา เครื่องยนต์ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นแอลพีจี (LPG) หรือเอ็นจีวี (NGV) จะมีปัญหาว่า ค่าบำรุงรักษาสูงมากเพราะอุณหภูมิที่เผาผลาญมันสูงเมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันปกติ ไม่ว่า จะเป็นดีเซลหรือแก๊สโซลีน (Gasoline) ธรรมดานะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่มีการเอารัดเอาเปรียบ กันนิดหนึ่งก็คือพอเห็นว่าน้ำมันอันไหนถูกค่าต้นทุนเครื่องยนต์จะแพง และค่าบำรุงรักษา จะแพง อันนี้ต้องเข้าไปกำกับดูแลเลยนะครับ จะบอกว่าเป็นกลไกตลาดคงไม่ใช่ ท่านคง ทราบนะครับ คนไหนซื้อรถยนต์ดีเซลสิ่งแรกที่เขาบอกก็คือต้องเพิ่มอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์แก๊สโซลีน (Gasoline) ถามว่าผู้ผลิตอธิบายได้ไหมว่าทำไมต้องเพิ่ม ชิ้นส่วนเขาน้อยกว่านะครับ แต่เขาเพิ่มเพราะเขาบอกว่าราคาน้ำมันมันถูก ตรงนี้มันมี ผลกระทบหมดเลยครับ นโยบายเรื่องทรัพยากรที่เราจะไปใช้ว่าจะใช้ให้มีต้นทุนมากน้อย แค่ไหน หรือใช้มากน้อยแค่ไหนต้องคำนึงถึงสิ่งที่เรามี ต้นทุนที่เรามี สิ่งที่เราต้องนำเข้า และผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ตรงนี้ครับอยากซักถามว่าทางกรรมาธิการได้มีการลงไป ในรายละเอียดหรือไม่
แล้วก็อีกประการหนึ่งที่อยากจะซักถามนะครับ ณ วันนี้เรามีทางเลือกอื่น ไหมครับ เช่น อีวี (EV) ขนส่งเป็นอีวี (EV) ไปเลยครับ อันนี้ก็คือคลีน (Clean) ไม่มีพีเอ็ม (PM) เลยครับ แล้วไม่ต้องมีการโต้เถียงเรื่องราคาก๊าซอีกต่อไป รวมทั้งกรณีว่าถ้ายังจำเป็น ที่จะต้องใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่เรามีอยู่มันเปลี่ยนข้ามคืนไม่ได้ ได้มีการไปดูไหมครับว่า มีเทคโนโลยีใดใส่กรองเพิ่มได้ไหมก่อนที่จะออกจากท่อไอเสีย ผมเข้าใจว่าอย่างโรงไฟฟ้ามันมี อย่างเช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เขาใส่ดีซัลฟูไรเซชัน (Desulfurization) ก็คือการลดค่าซัลเฟอร์ (Sulfur) ออกจากปล่องก่อนออก เทคโนโลยีเหล่านี้ท่านได้ดูหรือไม่ครับ กราบขอบพระคุณครับ