ธีรัจชัย ชี้อายุสมัครท้องถิ่นควรลดเหลือ 18 ปี เปิดทางพรรคสนับสนุน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒ กันยายน ๒๕๖๕

ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายรายงานการศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.การเลือกตั้งท้องถิ่น พ.ศ. 2562 โดยเสนอให้ทบทวนข้อกำหนดอายุผู้สมัครที่ต้องมีอายุ 25 ปี ชี้ควรเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีอายุ 18 ปีสามารถลงสมัครได้ตามสิทธิ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เหมาะสมของการห้ามพรรคการเมืองสนับสนุนผู้สมัครท้องถิ่น ซึ่งขัดหลักการเสริมสร้างประชาธิปไตย และเสนอให้มีการเปิดเผยผลคะแนนเลือกตั้งรายหน่วยอย่างโปร่งใสผ่านช่องทางดิจิทัลภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและป้องกันการทุจริต

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปราย เกี่ยวกับรายงานการศึกษาปัญหาการบังคับใช้และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นผู้จัดทำ และนำเสนอเข้าสู่สภา ก่อนอื่นผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ตั้งใจทำกฎหมายฉบับนี้ออกมา แก้ไขข้อบกพร่องที่เคยมีในอดีตและทำได้ดีครับ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่ร่างขึ้น ไม่ใช่ในสภาของผู้ที่มาจากประชาชน แต่เป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งมาจาก การแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ความเข้าใจในการใช้กฎหมายท้องถิ่น เจตนารมณ์ที่จะให้ ท้องถิ่นนั้นมีอำนาจจริงก็อาจจะยังคลาดเคลื่อนไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ ผมจะขอพูดสัก ๓ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของอายุของผู้ที่จะมีสิทธิในการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ในรายงานฉบับนี้ทำไว้ดี ก็ทำไว้ว่าเมื่อเปรียบเทียบ อายุปัจจุบันของกฎหมายฉบับนี้คือ ๒๕ ปี เท่ากับ ส.ส. ในระดับชาตินะครับ แต่ในรายงาน เขียนว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอายุของผู้สมัครรับเลือกตั้งในประเทศกลุ่มยุโรป จากข้อมูลอายุ ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรณีเลือกตั้งระดับท้องถิ่นนั้นพบว่าประเทศกลุ่มยุโรปส่วนใหญ่ จำนวน ๒๕ ประเทศกำหนดบุคคลอายุ ๑๘ ปีมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ก็คือความก้าวหน้าของ ประเทศกลุ่มยุโรปที่เขาไปไกล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสอดคล้องกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ของเรา ยังลักลั่นกันอยู่ห่างถึง ๗ ปี บุคคลอายุ ๑๘ ปีมีสิทธิเลือกตั้ง แต่บุคคลอายุ ๒๕ ปีจึงจะมีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง ความคิดของหลาย ๆ ฝ่ายที่เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายบอกว่า เกรงว่าจะไม่มีวุฒิภาวะ เกรงว่าจะยังไม่บรรลุนิติภาวะจะไม่สามารถเลือกตั้ง เดี๋ยวเขามา ชักจูงอะไรก็เชื่อ ความคิดแบบนั้นถ้าเป็นยุคสมัยเมื่อสัก ๕๐ ปี ๑๐๐ ปีที่แล้วยุคสมัยที่เรา ยังใช้แบบเรียนจินดามณีให้เด็กเรียนอยู่ เขียนกระดานชนวนอยู่ ผมคิดว่าสอดคล้องกับ ความเป็นจริงครับ แต่สำหรับตอนนี้นะครับ แม้กระทั่งรัฐบาลกำหนดกลุ่มในการเรียนรู้ กลุ่ม ๘ สาระวิชา แต่คนที่เป็นเยาวชนของเราอายุ ๑๘ ปี หรือ ๑๕-๑๖ ปีเขาไม่ได้เรียน เฉพาะตรงนั้นล่ะครับ นั่นคือกรอบที่รัฐบาลกำหนดให้เรียน แต่เขาไม่ได้เรียนขนาดนั้น เขา เรียนจากโซเชียลมีเดีย (Social Media) เรียนจากอินเทอร์เน็ต (Internet) เรียนจากข้างนอก ความรู้หลากหลาย เร็วกว่าคนที่อายุ ๔๐ ปี ๕๐ ปี ๖๐ ปี สามารถแสดงความคิดอ่าน ทางการเมืองได้อย่างแหลมคม คมคายและก้าวหน้ากว่าคนอายุ ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๕๐ ปี ๖๐ ปี ที่เกิดก่อนเขามามาก ดังนั้นถ้าเรายังถือเกณฑ์อายุว่า ๑๘ ปีจะต้องไม่รู้เรื่อง จะต้องไร้เดียงสา ผมเชื่อว่าเป็นความเห็นที่อาจจะไม่สอดคล้องกับยุคสมัยในปัจจุบัน ผมเห็นว่าเราควร แหวกกรอบตรงนี้ สิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กับสิทธิผู้เสนอตัวเลือกตั้งให้เขามีสิทธิ แล้วสิทธิ ในการเลือก คนเลือก ผู้เลือก ประชาชนตั้งแต่ ๑๘ ปีขึ้นไปจะตัดสินเองว่าใครเหมาะสม อย่าไปขีดคั่นแค่อายุแล้วกีดกั้นมนุษย์เอง

เรื่องที่ ๒ เรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตยคือส่งเสริมพรรคการเมือง กฎหมาย ท้องถิ่น เลือกตั้งท้องถิ่น จะมีข้อบังคับ กกต. บอกว่าพรรคการเมืองจะไม่สามารถไปช่วย ผู้สมัครหรือเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นกับผู้บริหารท้องถิ่นได้ กติกาแบบนี้เป็นกติกาที่ส่งเสริม ประชาธิปไตยหรือครับ กติกาแบบนี้เป็นกติกาที่ทำให้พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เข้มแข็งหรือครับ ไปแยกระหว่างท้องถิ่นกับการเมืองระดับชาติ ซึ่ง ๒ สิ่งนี้ในทางพฤตินัย ในความเป็นจริงไม่สามารถแยกกันได้เลย แต่เพราะว่าคนที่ออกแบบการเลือกตั้งกฎหมาย ท้องถิ่นคนเดิมไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่เข้าใจแล้วพยายามแยก หรือจะต้องการทำลายด้วยซ้ำให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศนั้นอ่อนแอจึงมาแยก การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ห้ามพรรคการเมือง ไปช่วยหาเสียงมันดูตรรกะที่ตลก แปลกมาก แล้วจะทำให้ทางการเมืองเข้มแข็งได้อย่างไร จะแยกท้องถิ่นให้เขาไปทำพรรคการเมืองเอง ไปสร้างนโยบายเองหรือครับ ทำไมให้ทั้งหมดเลย พรรคการเมืองของทั้งประเทศคิดทั้งนโยบายระดับชาติ คิดทั้งนโยบายท้องถิ่น ใช้กลไก ของพรรคช่วยกันหาทำระบบเพื่อสร้างความมั่นคงในท้องถิ่น สร้างความมั่นคงในระดับชาติ แบบมีความก้าวหน้าในการบริหารจัดการไม่ถูกต้องมากกว่าหรือ ตรงนี้ในรายงานอาจจะไม่มี แต่ผมขอเพิ่มเติมว่าควรจะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือในส่วนของผู้บริหาร สามารถไปช่วยหาเสียงระดับท้องถิ่นได้ ไม่ควรไปกีดกั้น

ประเด็นที่ ๓ ก็คือในเรื่องของคะแนนหลายหน่วยจุดนี้สำคัญมาก เลือกตั้ง ส.ส. บางทีผ่านไป ๓ เดือน ยังไม่รู้ว่าคะแนนรายหน่วยเป็นอย่างไรบ้าง หายไปใครจะแก้ อย่างไรก็ไม่รู้ในส่วนของ กกต. ที่เคยเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ เลือกตั้งรายหน่วยสำคัญมากครับ ในการเลือกตั้งเราจะเห็นพี่น้องประชาชนดูง่าย ๆ ก็คือว่าจะมีคะแนนที่ขีดครับ ขีดอยู่ใน กระดานในตอนนับคะแนนขีด ๆ ขึ้นมา พอเลือกตั้งเสร็จเขาจะเอายัดใส่กล่องไปเลย อาจจะรีบ เก็บก็ได้ เสร็จแล้วจะมีอีกใบรายงาน เขาเรียกใบรายงานที่เอาไปขีด ใบรายงานผลของ กรรมการประจำหน่วย ๒ สิ่งนี้มันจำเป็นต้องเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) ว่า มันตรงกันไหม แต่กรณีอย่างนี้ยังเป็นที่มืดดำไม่สามารถตรวจสอบได้ครับ ทำไมไม่เปิด เอาเข้าสื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้าในทันทีภายใน ๒๔ ชั่วโมง เอาขึ้นทั้ง ๒ ตัวเลยครับ จะได้มี การตรวจสอบว่าไม่มีใครเปลี่ยนใบคะแนน ถ้านับคะแนนใหม่ไม่มีใครเปลี่ยนคะแนนในหีบ แล้วจะเกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมมากยิ่งขึ้นนะครับ ตรงนี้ในรายงานยังไม่ชัดเจน ผมขอเสริมเพื่อจะให้มีการแก้ไขในส่วนนี้ ถ้ามีการเปิดเผยคะแนนรายหน่วยทั้งคะแนน ที่ขีดบนกระดานกับคะแนนที่กรรมการรายงานขึ้นมาตรงกันตรวจสอบได้ทุกเมื่อเข้าสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ภายใน ๒๔ ชั่วโมง ตรงนี้จะทำให้การคดโกง การช่วยเหลือผู้ลงคะแนน สิทธิจะเกิดขึ้นยากและเราจะได้ผู้บริหารซึ่งเป็นตัวแทนอย่างแท้จริง ไม่ใช่คนที่ถูกคดโกงมา โดยผู้มีอำนาจในการเลือกตั้งครับ