ปกรณ์วุฒิ ชูเปิดเผยผลเลือกตั้งดิจิทัล-เพิ่มอำนาจท้องถิ่น-รับเยาวชน 18 ปีสมัคร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒ กันยายน ๒๕๖๕

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล อภิปรายเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการประชาธิปไตย โดยเน้นย้ำความโปร่งใสในการเลือกตั้งผ่านการเปิดเผยคะแนนรายหน่วยในระบบดิจิทัล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พร้อมเสนอให้เพิ่มอำนาจและงบประมาณแก่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การหาเสียงสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่จริง และเรียกร้องให้ลดอายุขั้นต่ำผู้สมัครรับเลือกตั้ง เห็นว่าเยาวชนอายุ 18 ปีมีวุฒิภาวะเพียงพอทั้งในการเลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างเท่าเทียม โดยเน้นให้พิจารณาจากความสามารถแทนการจำกัดด้วยอายุ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ก็ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานฉบับนี้ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน มี ๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรกก็คือเรื่องของคะแนนรายหน่วย ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างมาก ที่ กกต. จำเป็นที่จะต้องเปิดเผยคะแนนรายหน่วยออกมา ถ้าเรายังจำกันได้ในการเลือกตั้ง ระดับชาติก็คือมีนาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องนี้อย่างมาก ขนาดการเลือกตั้ง ที่ประชากรเป็นแสน ๆ คนยังมีการชนะกันแค่หลักร้อยหรือหลักสิบ แล้วผมคิดว่าการเลือกตั้ง ท้องถิ่นนี่การชนะกันในหลักสิบเป็นเรื่องปกติเลย ฉะนั้นด้วยคะแนนรายหน่วยสำคัญมาก ในความโปร่งใส เพื่อให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าคะแนนเสียงของเขามันสะท้อนเจตนารมณ์ ออกมาผ่านผลการเลือกตั้งจริง ๆ เพราะความผิดพลาดแค่เพียงหลักสิบมันหมายความว่า มันเปลี่ยนชื่อของผู้บริหารท้องถิ่นของเขาได้ ท่านประธานครับ ผมเคยได้ไปร่วมศึกษาดูงาน กับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองนี่ล่ะครับที่ กกต. แล้วผมก็สนใจเรื่องนี้ ผมก็สอบถาม เรื่องคะแนนรายหน่วยว่าคุณได้คะแนนรายหน่วย เอกสารจากหน่วยเลือกตั้งแต่ละหน่วย ในคอมมอนเซนส์ (Common Sense) ของผมนะครับ ในสามัญสำนึกของผมนี่ผมคิดว่า มันจะต้องมีการคีย์ (Key) ข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มันต้องมีครับ ฉะนั้นมันไม่ได้เป็นการยากใด ๆ เลย ไม่จำเป็นต้องทำสวยงามครับ ผมคิดว่าจริง ๆ แล้ว ไฟล์เอ็กเซล (File Excel) ไฟล์ (File) เดียวอัปโหลด (Upload) ขึ้นเว็บไซต์ (Website) มันจบแล้วครับ ที่เหลือใครจะเอาไปทำอะไรต่อเอาไปทำได้ครับ แต่เท่าที่ผมได้รับคำตอบจาก กกต. มาในวันนั้น ผมเข้าใจว่าแม้กระทั่งไฟล์เอ็กเซล (File Excel) ที่รวมคะแนนรายหน่วย อาจจะไม่มีด้วยซ้ำครับ หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณปีละ ๑,๗๐๐ ล้านบาท เรื่องแค่นี้ แค่ทำให้การเลือกตั้งทุกระดับมันโปร่งใส นี่ผมยังตั้งคำถามเลยว่าเขาเข้าใจหรือเปล่าว่า อะไรบ้างที่มันสำคัญ อะไรบ้างที่ควรจะต้องทำเพื่อให้ประชาชนไม่มีคำครหากับ กกต. ไม่ใช่แค่ ออกมาแล้วก็บ่นโวยวายว่าเขาทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว แต่หน้าที่ของเขาคืออะไร บางที ผมยังคิดว่าเขาเองยังไม่ทราบด้วยซ้ำ เรื่องคะแนนรายหน่วยนี่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมคิดว่าจะต้องปรับปรุงอย่างรวดเร็ว และจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ ไม่ได้จำเป็น ที่จะต้องให้ภาคประชาสังคมที่ไม่ได้มีงบประมาณใด ๆ เลยเข้าไปช่วยเหลือ

ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นของการหาเสียงครับ การหาเสียงที่ผมก็เห็นด้วย แน่นอนว่าการหาเสียงใด ๆ ก็ตามควรจะหาเสียงในสิ่งที่เขาสามารถทำได้จริง ๆ ไม่ใช่หาเสียง ในสิ่งที่เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีงบประมาณที่จะทำได้ ท่านประธานครับ ถ้าเราจำได้ว่าในการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒ พรรคการเมืองก็ยังถูกผูกมัดเอาไว้ด้วยมาตรา ๕๗ ของ พ.ร.บ. พรรคการเมือง และการกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาให้คำนึงถึงนโยบาย ใด ๆ ที่จะต้องใช้จ่ายเงินจะต้องมีวงเงินที่ต้องใช้ที่มาของเงินแล้วนะครับ ไม่ใช่มาตรา ๕๗ ขออภัยท่านประธาน นโยบายที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงมันจะต้องมีที่มาของงบประมาณ ซึ่งก็มีการพูดคุยกันในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วมากพอสมควร ฉะนั้นการเลือกตั้งท้องถิ่นเอง ก็เช่นกันผู้บริหารท้องถิ่นก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่าอำนาจหน้าที่ของเขามีมากแค่ไหน และเมื่อเข้าไปได้รับการดำรงตำแหน่งแล้วเขาสามารถดำเนินนโยบายใด ๆ ได้บ้าง และมัน เป็นหน้าที่ของ ส.ส. ของสภาแห่งนี้ที่จะรับทราบว่าอำนาจหน้าที่ของเขามันน้อยเหลือเกิน มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องแก้กฎหมายให้อำนาจของท้องถิ่นมีมากขึ้นให้เขาสามารถพัฒนา ท้องถิ่นของเขาเองได้มากขึ้น ไม่ใช่ต้องมานั่งแบมือขอเงินจากรัฐส่วนกลางที่รวมศูนย์เอาไว้ ตรงที่ส่วนกลางมากขนาดนี้ สมัยการประชุมหน้าร่างรัฐธรรมนูญปลดล็อกท้องถิ่นเข้ามา ผมคิดว่าถ้าทุกท่านเห็นด้วยกับเรื่องนี้ก็รอไปพูดกันตอนนั้นครับ แล้วไปรอลงมติในตอนนั้นว่า เราจะปลดล็อกให้ท้องถิ่นมีอำนาจมากที่ได้จริงหรือไม่

ในประเด็นสุดท้ายคือประเด็นอายุของผู้สมัคร ในเอกสารนี้ก็มีอยู่ ในยุโรป ในหลาย ๆ ประเทศก็ระบุไว้ที่อายุ ๑๘ ปี ผมมองว่ามันไม่ได้สำคัญเลยว่าเราจะระบุขั้นต่ำ ของอายุไว้เท่าไรนะครับ บางท่านไปเทียบกับผู้พิพากษา ผู้พิพากษาใครเลือกครับ ประชาชน หรือครับ เขาอายุ ๑๘ ปี ถ้าท่านมองเห็นว่าเขาเด็กเกินไปก็ไม่ต้องเลือกครับ ถ้าผมมองเห็น ว่าเขาไม่เด็กเกินไป ถ้าผมมองเห็นว่าเขามีวุฒิภาวะพอที่จะบริหารท้องถิ่นได้ ผมก็เลือก ๑ สิทธิ ๑ เสียงเท่ากันครับ ถ้าท่านเชื่อในเรื่องนี้ท่านไม่ต้องเลือก ผมเลือก สุดท้ายเสียง ส่วนใหญ่ว่าอย่างไรก็แบบนั้นครับ แต่ถ้ายังมองกันว่าอายุ ๑๘ ปีน้อยไป อายุ ๒๐ ปีน้อยไป อายุ ๒๕ ปีน้อยไปให้ลงเลือกตั้งไม่ได้ ผมคิดว่าเด็กอายุ ๑๘ ปี ยังเข้าใจคำว่า ๑ สิทธิ ๑ เสียง มากกว่าท่านครับ เท่านี้ท่านประธานขอบคุณครับ