ดนุชา พิชยนันท์ ชี้แจงความคืบหน้าและแนวทางการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 โดยย้ำถึงความต่อเนื่องในการประเมินผลจากแผนก่อน แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์จีโอโพลิติกส์และวิกฤตโควิด-19 แต่ยังคงเดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อกระจายการเติบโตทั่วประเทศ พร้อมเน้นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและเป้าหมายที่วัดผลได้ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ ในความเห็นต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้ให้กับสำนักงานโดยเฉพาะเรื่องของความห่วงใยในเรื่อง ของการขับเคลื่อนแผน ๑๓ ฉบับนี้นะครับ ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่าการขับเคลื่อนแผน เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย แล้วก็เป็นเรื่องที่เราพยายามผลักดันมาตลอด ท่านสมาชิกบางท่านได้พูดแล้วว่าสำนักงานไม่ได้มีอำนาจ ไม่ได้มีงบประมาณในการที่จะไป ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้โดยตรง สำนักงานถึงได้กำลังพยายามที่จะจัดทำกลไกขึ้นมาโดยใช้ ฝ่ายบริหารเพื่อที่จะมาใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนด้วยในครั้งนี้ ในส่วนของท่านสมาชิก ที่ได้มีการอภิปรายว่าในเล่มแผน ๑๓ ฉบับนี้ไม่เห็นมีการประเมินแผน ๑๒ ผมขออนุญาต เรียนว่าเราได้มีการประเมินแล้วครับ และในรูปเล่มการจัดทำแผนนี้ถ้าท่านได้ดูในแผนอื่น ๆ ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาก็จะมีหลายรูปแบบนะครับ ก็จะมีทั้งที่เอาแผนการประเมินแผนมาใส่ไว้ ในแผนด้วยซึ่งก็จะหนามาก ฉบับนี้เราคิดว่าเราอยากจะให้มันเป็นฉบับที่บาง ๆ กะทัดรัด เปิดมาแล้วก็จะทราบเลยว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง ประเทศไทยจะเดินไปทางไหนบ้าง แต่เรียนว่ามีการประเมินครับ โดยเฉพาะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาที่เรา ตั้งเป้าไว้แม้ว่าจะยังไม่ได้ตามเป้าแต่ก็เกือบจะได้ตามเป้า โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๖๐- ๒๕๖๑ เราก็โตได้ประมาณ ๔.๒ เปอร์เซ็นต์ทั้ง ๒ ปีติดกัน แต่ในปี ๒๕๖๒ เราโตประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์กว่าเพราะว่าเรามีปัญหาเรื่องของจีโอโพลิติกส์ (Geopolitics) ที่เข้ามาในเรื่อง มาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งก็ทำให้เราเห็นว่าในการพัฒนาในอนาคตเรื่องนี้จะมี ความสำคัญมากขึ้น ซึ่งเราก็ควรจะต้องอยู่ด้วยตัวเองมากขึ้นในการที่จะพัฒนาตัวเอง พัฒนา ประเทศในระยะถัดไป แล้วเราก็มาเจอเรื่องของโควิด (COVID) ด้วยในช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๖๓- ๒๕๖๔ เป็นต้นมา ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าในด้านอื่น ๆ ของแผน ๑๒ ก็มีอยู่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เราเริ่มมีการทำในระบบรถไฟฟ้าขนส่ง มวลชนนี้มีการขยายขอบเขตไปได้มากขึ้น มอเตอร์เวย์ (Motorway) เราก็ทำได้มากขึ้น เรื่องของการท่องเที่ยวเราก็ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมแม้ว่าจะมาตกในช่วงของโควิด (COVID) ก็ตาม ในรายละเอียดก็จะมีรายการอยู่นะครับ ทีนี้หลาย ๆ ท่านก็กังวลว่าแผน ๑๓ มันอาจจะ เหมือนกับว่าเราอยู่ในความฝัน ไม่ได้มีการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดขึ้นจริงและอาจจะเป็นจริง ไม่ได้ ผมขอเรียนอย่างนี้ว่าในบางเรื่องเราได้มีการเริ่มทำแล้ว แล้วก็ได้มีการผลักดันแล้ว เช่นเรื่องของการทำเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้าที่ต่อยอดจากอุตสาหกรรม ยานยนต์เดิมที่เรามีอยู่ ขณะนี้ได้มีการออกสิทธิประโยชน์เพื่อที่จะจูงใจ แล้วก็ได้มี บริษัทผู้ผลิตจากประเทศจีนประมาณ ๓-๔ รายก็เข้ามาสมัครมาตรการนี้แล้วครับ แล้วก็จะมี การลงทุนตั้งโรงงานเพื่อผลิตและขายในช่วงอีก ๒ ปีข้างหน้า โตโยต้า (Toyota) ขออนุญาต ที่เอ่ยนามนะครับ ก็เป็นบริษัทค่ายรถยนต์รายใหญ่รายหนึ่งในประเทศไทยก็ได้มีการสมัคร เข้าโปรแกรมนี้แล้วเช่นกัน และในขณะนี้ก็ได้มีการขอส่งเสริมการลงทุนจากค่ายยานยนต์ ไฟฟ้าอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาด้วย เรื่องอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) เองที่เราต้องการที่จะ ผลักดันเรื่องของคลาวด์เซอร์วิส (Cloud Service) ให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ เป็นสาขาเศรษฐกิจอีกสาขาหนึ่งก็ได้มีการดึงเอาผู้ประกอบการในส่วนนี้ซึ่งเป็นรายใหญ่ ๆ เข้ามาและอยู่ระหว่างการเจรจา อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของอุตสาหกรรมที่เป็นซัปพลายเชน (Supply Chain) ในแง่ของยานยนต์ไฟฟ้าก็มีการดึงเอาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ แล้วก็ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semi-Conductor) พยายามจะดึงเข้ามาซึ่งในส่วนนี้ก็อยู่ ระหว่างการดำเนินการ หรือแม้กระทั่งเรื่องของการที่จะทำการพัฒนาพื้นที่ ที่บอกว่าเราจะมีในหมุดหมายที่เรามี เรื่องการพัฒนาพื้นที่และเมืองอัจฉริยะเราก็ได้เริ่มไปแล้ว เราก็เริ่มที่จะจัดทำ คณะรัฐมนตรี ก็ได้มีการอนุมัติแล้วที่ทำในเรื่องของอีโคโนมิกคอร์ริดอร์ (Economic Corridor) เพิ่มอีก ๔ แห่ง ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง แล้วก็ภาคใต้เพื่อที่จะเป็นโกรทโพล (Growth Pole) แล้วก็ทำให้เกิดการกระจายตัวของอุตสาหกรรมและบริการและภาคการผลิตต่าง ๆ ออกไปให้สอดรับกับศักยภาพของพื้นที่แล้วก็เกิดการพัฒนาแหล่งงาน ท่านสมาชิกก็เป็นห่วง ว่าภาคการท่องเที่ยวของเรานี้ยังไม่ฟื้นตัว ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าภาคการท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมา ในระยะถัดไป เรามองว่าโอกาสที่เราจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในระดับประมาณ ๔๐ หรือ ๕๐ ล้านคน ๔๐ ล้านคนอย่างปี ๒๕๖๒ ก็ยังอยู่ในช่วงเวลาอีกระยะหนึ่ง หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ก็เป็นไปได้ ถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจในแง่ของสถานการณ์ความขัดแย้งในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงดำรงอยู่ เพราะฉะนั้นถึงได้มีการออกมาตรการที่จะพยายามดึงคนเข้ามาพำนักในประเทศไทย ให้นักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาแล้วก็อยู่ในประเทศไทยนานขึ้น แล้วก็ดึงคนเข้ามาทำงาน ในประเทศไทยมากขึ้นเพื่อทดแทนแรงงานของไทยส่วนหนึ่งที่จะต้องหลุดออกจากระบบ เพราะว่าเกิดจากเรื่องของสังคมผู้สูงอายุนะครับ มาตรการเหล่านั้นได้ออกมาแล้วก็คือ มาตรการ ลอง เทอม เรสซิเดนต์ วีซ่า (Long Term Resident Visa) ที่จะเป็นการดึงเอา ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ เข้ามาในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นสาขาที่เราต้องการเอาเข้ามาอยู่ในประเทศไทย แล้วก็ทำงานกับธุรกิจของเราหรือพวกดิจิทัลโนแมด (Digital Nomad) ที่เขาจะสามารถที่จะ ทำงานที่ไหนก็ได้ก็ดึงเขาเข้ามาในประเทศไทยเพื่อให้เขามาทำงานในประเทศไทย แล้วก็ ใช้จ่ายในประเทศไทยเพื่อที่จะทดแทนจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง จากปัญหาที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา ในส่วนของสารสกัดเองภาคเกษตรหลาย ๆ ท่านก็ได้แสดงความห่วงใยว่า ภาคเกษตรมีปัญหาเยอะ ถูกครับ ภาคเกษตรมีปัญหาทั้งในแง่ของหนี้ หนี้ของเกษตรกร ปัญหาในแง่ปัจจัยการผลิต ปัญหาในแง่ของกระบวนการผลิต เครื่องมือการผลิต เครื่องจักรกลในการผลิต ปัจจัยไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหรือเงินทุนต่าง ๆ เพราะฉะนั้นถึงได้สัมมนา ในเรื่องของภาคเกษตร ถึงได้พยายามที่จะดึงเอาเรื่องของเครื่องจักรกลทางการเกษตร เรื่องของเงินทุนการวิจัยและนวัตกรรมเข้าไปช่วยในการเพิ่มผลผลิตของเกษตรกรครับ แล้วก็ พยายามที่จะให้เกิดการสร้างความร่วมมือกันระหว่างภาควิชาการและภาคเกษตรกรในการที่ จะเอางานวิจัยต่าง ๆ เข้ามาเพื่อที่จะช่วยเขาสามารถที่จะเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น มีการวิจัย หลากหลายมากที่อยู่ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ก็เป็นโอกาสที่ต้องเอามาใช้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราพยายามที่จะทำให้เกิดขึ้นให้ได้นะครับ
ในส่วนของแผน ๑๓ หลาย ๆ ท่านก็บอกว่าเรื่องนั้นอาจจะกังวลว่ายังไม่มี เรื่องบางเรื่องนะครับ ผมขอเรียนนี้ว่าด้วยกระบวนการ ณ ปัจจุบัน ถ้าท่านเปรียบเทียบกับ แผน ๑๒ หรือแผน ๑๑ หรือแผน ๑๐ แผน ๘ แผน ๙ พวกนี้แผนในอดีตท่านจะเห็นว่า แผนเหล่านั้นเป็นแผนที่พูดครอบคลุมทุกเรื่อง เพราะว่าเป็นแผนฉบับเดียวที่เป็นแผนสำหรับ ชี้ทิศทางการพัฒนาประเทศ แต่ด้วยบริบทอย่างที่ผมได้เรียนตอนต้นบริบทที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เรามียุทธศาสตร์ชาติเป็นกรอบระยะยาว เป็นกรอบทิศทางการพัฒนาระยะยาว มีการ ตั้งเป้าหมายระยะยาว แล้วก็มีแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติซึ่งครอบคลุมหลายเรื่อง แล้วก็เป็นทิศทางในช่วง ๒๐ ปี ถึงต้องแบ่งช่วงทีละ ๕ ปี หลาย ๆ ท่านมองว่าแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอาจจะถูกลดระดับลงไป แล้วก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ กระผม ขอเรียนนี้ว่าทางสำนักงานเองก็มองเรื่องนี้ได้โอกาสเหมือนกันที่จะจัดทำแผน ๑๓ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบนกรอบแพลตฟอร์ม (Platform) เรื่องของแผน ในปัจจุบันนี้ให้แผนมีความชัดเจนมากขึ้นนะครับ กำหนดเรื่องที่จะต้องทำให้แล้วเสร็จให้ได้ ภายใน ๕ ปี เพราะว่าที่ผ่านมาก็ยอมรับว่าสำนักงานในการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติที่ผ่านมาเราก็ถูกวิจารณ์ค่อนข้างมากว่าเขียนแผนแล้วไม่มีโฟกัส ขาดจุดเน้น แล้วก็กว้าง ๆ เพราะฉะนั้นรอบนี้เราถึงได้พยายามกำหนดเรื่องที่ชัดเจนมากขึ้นเพราะเรา มองว่าเรื่องอื่น ๆ ก็ยังมีแผนอื่นมารองรับอยู่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจะใช้กลไกของ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในการที่จะทำงานแล้วก็ของบประมาณได้เช่นกัน ส่วนแผน ๑๓ ก็จะโฟกัสเฉพาะในเรื่องที่มีความสำคัญและเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรม ถึงได้มีการดำเนินการแบบนี้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เป็นห่วงเรื่องของงบประมาณ ที่สำนักงานใช้ในการจัดทำแผน ท่านบอกตัวเลขมาประมาณ ๕๐ กว่าล้านบาท ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าในปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ ที่เป็นปีที่สำนักงานได้รับ งบประมาณในการจัดทำแผน ๑๓ สำนักงานได้รับงบประมาณมาปี ๒๕๖๔ ๗,๕๐๐,๐๐๐ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของการจัดทำแผนที่เป็นค่าเบี้ยประชุมและการลงพื้นที่ไปรับฟัง ความคิดเห็น ปี ๒๕๖๕ เราได้มา ๑๐.๖ ล้านบาท ก็จะเป็นเรื่องของการจัดงานแล้วก็ลงพื้นที่ เช่นกัน แต่แน่นอนการลงพื้นที่ต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมาก็มีข้อจำกัดค่อนข้างมากเช่นกัน เพราะว่ามีการระบาดก็ทำให้เราต้องใช้วิธีอื่น ๆ เข้ามารวมทั้งจัดสัมมนาต่าง ๆ เป็นสัมมนา กลุ่มเล็กบ้างอะไรบ้าง ก็ได้มีการดำเนินการไป ก็เรียนว่าไม่ได้มีการใช้งบประมาณเยอะแบบนั้น แล้วก็เป็นการใช้งบประมาณที่พยายามใช้เท่าที่จำเป็นจริง ๆ ในการจัดทำแผน ส่วนอื่น ๆ ที่บอกว่าสำนักงานน่าจะต้องมาดูว่าก่อนจะจัดทำแผนก็ควรจะต้องมาดูปัญหาก่อน อย่างเช่น ทำอย่างไรไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือว่าต้องการให้มีโอเพนดาต้า(Open Data) เรื่องพวกนั้นได้เขียนไว้หมดแล้วในหมุดหมายที่ ๙ หรือหมุดหมายที่ ๑๓ ส่วนที่ผม ขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติมนิดเดียวท่านประธานครับ คือในส่วนของตัวชี้วัดที่เราใช้ เรื่องของ ตัวรายได้ประชาชาตินี้ มันก็เป็นการเอากรอสส์ เนชันนอล อินคัม (Gross National Income) มาหารด้วยตัวจำนวนประชากรก็ออกมาเป็นรายได้ประชาชาติต่อหัว เป็นรายได้เฉลี่ย เป็นแมกโครอินดิเคเตอร์ส (Macro Indicators) ที่ไอเอ็มเอฟ (IMF) ใช้เป็นมาตรฐานในการ วัดประเทศต่าง ๆ ว่าประเทศนั้น ๆ มีระดับการพัฒนารายได้ของคนอยู่ในระดับรายได้ต่ำ รายได้ปานกลาง หรือรายได้สูง วัดประเทศ แอส อะ โฮล (As a Whole) ผมขอยกตัวอย่าง อย่างนี้ว่าสหรัฐอเมริกาเองมีตัวรายได้ประชาชาติอยู่ประมาณ ๗๐,๔๓๐ เหรียญต่อปี ถ้าเทียบเป็นเงินไทยก็อยู่ที่ประมาณคูณด้วย ๓๕ ประมาณ ๒ ล้านกว่าบาท เกือบ ๓ ล้านบาท แต่ถามว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเองยังมีคนจน ยังมีโฮมเลสส์ (Homeless) ยังมีคนไร้บ้านอยู่ หรือไม่ ยังมีคนที่ได้เงินเดือนต่ำกว่าที่ได้เงินต่อปีต่ำกว่า ๗๐,๐๐๐ กว่าเหรียญหรือไม่ ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้มันเป็นตัวเลขที่เป็นตัวเลขเฉลี่ยโดยคิดจากตัวกรอส เนชันนอล อินคัม (Gross National Income) เพื่อวัดสถานะรายได้ของประเทศนั้น ๆ เท่านั้นเอง แต่โดย ข้อเท็จจริงแน่นอนประเทศไทยเองก็เช่นกัน เรายังมีคนที่มีความขัดสน มีความยากจนอยู่ ประมาณ ๔ ล้านกว่าราย ตัวเลขที่ผมมีและนิยามที่ผมใช้ในขณะนี้ แน่นอนเราต้องพยายาม แก้ไขปัญหาเหล่านี้ไปครับ ก็ขออนุญาตชี้แจงเพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ