สฤษดิ์ บุตรเนียร หารือประเด็นการพัฒนากำลังคนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 โดยเน้นความจำเป็นในการบูรณาการสมรรถนะและทักษะชีวิตกับระบบการศึกษาเพื่อรองรับโลกยุคดิจิทัล พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐสร้างความร่วมมือกับนักการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษา โดยเฉพาะการขาดความเสมอภาคในการสนับสนุนระหว่างโรงเรียนเอกชนและสถาบันอาชีวะ รวมถึงเสนอให้ส่งเสริมจิตสำนึกการเรียนอาชีวะอย่างแท้จริง และเรียกร้องให้สภาพัฒน์บูรณาการการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยอย่างเป็นรูปธรรมในแผนพัฒนาชาติระยะยาว
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในหัวข้อร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๕๖๖-๒๕๗๐ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ หมุดหมายที่ ๑๒ ไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ การพัฒนาแห่งอนาคต อยากจะบอกว่าคนคือทรัพยากรที่มีคุณค่าสูงสุดครับ หมายหมุด หรือหมุดหมายทั้ง ๑๓ หมุดนี้จะสำเร็จไม่ได้เลยถ้าขาดหมายหมุดที่ ๑๒ คือเรื่องของคน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน คนถึงจะไปพัฒนา ประเทศชาติ โดยเฉพาะที่ท่านเขียนตั้งแต่อันแรกแล้วว่าพัฒนากำลังคนของไทยกำลังเผชิญ กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่สำคัญของการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยครับปัจจุบันนี้โลกเปลี่ยนไป ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของโลก ดังนั้นผมอยากจะบอกว่าคำว่า สมรรถนะ วันนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่กำลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะวิสามัญ อยู่นี้นั้น ก็พูดถึงคำว่า สมรรถนะ คือเป้าหมายของการศึกษา คำว่า บูรณาการ ที่จะมีคีย์เวิร์ด (Key Word) อยู่ไม่กี่คำนี้เป็นวัตถุประสงค์ คำว่า สมรรถนะ คืออะไร ผมคิดว่าบางครั้ง นักการศึกษาบางคน หลาย ๆ คนก็ยังไม่เข้าใจ คำว่า สมรรถนะ คือสิ่งที่มีความสามารถ และสามารถที่จะนำไปใช้สู่กระบวนการในชีวิตประจำวัน และหาเลี้ยงอยู่เลี้ยงกินได้ครับ ดังนั้นตั้งแต่พระราชบัญญัติการศึกษา หัวใจวัตถุประสงค์ก็เด็กอย่างที่บอกครับ ทักษะการ เรียนรู้ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ๓ คำนี้ล่ะที่จะต้องบูรณาการให้เข้าด้วยกันทั้งหมด แต่ขณะนี้ การศึกษาเปลี่ยนไป แต่ขณะเดียวกันครูยังคงสอนอยู่เหมือน ๆ เดิม ยังสอนเป็นรายวิชา ๘ วิชา ยังสอนไปอยู่ใน ม. ปลาย ยังสอนอยู่แผนกศิลป์ วิทย์-คำนวณ หรือศิลปะ ศิลป์ต่าง ๆ นั้น วันนี้ภาควิชาองค์ความรู้ต้องขยำใส่กันหมด มันถึงจะเรียกความรู้ เราจะแยกกันเป็นเนื้อ เป็นไก่ แล้วมันจะเป็นแกงได้อย่างไรครับ ดังนั้นผมอยากให้ทำความเข้าใจกับนักวิชาการ ทั้งหมดก่อน ผมอยู่กับการศึกษามา ๔๐ ปีแล้วครับ จนอยากจะบอกว่าทั้งหมดนี้คือ กระบวนการและเด็กจะเข้าใจได้อย่างไร ดังนั้นก่อนอื่นจะต้องพูดกันอยู่ในเรื่องของทักษะ ต่าง ๆ โดยเฉพาะทักษะชีวิตเด็กขาดมาก โดยเฉพาะแผนพัฒนาที่สภาพัฒน์เขียนมานี้ หัวใจ คีย์เวิร์ด (Keyword) ต่าง ๆ ท่านเขียน ท่านรู้ ท่านเข้าใจหมดแล้วล่ะ แต่ตอนที่นำนโยบาย สู่การปฏิบัตินี่สิครับ ท่านเข้าใจไหมว่าจะต้องแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้าง แม้แต่คำว่า บูรณาการ คืออะไร ดังนั้นผมถึงอยากจะกราบเรียนไปทางสภาพัฒน์ต้องสร้างความเข้าใจกับ นักการศึกษาเสียก่อนว่าเราจะเรียนรู้เพื่ออะไรกัน โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ความรู้อยู่ในไอแพด (iPad) อยู่ในเรื่องของดิจิทัล (Digital) หมดแล้วไม่มีความจำเป็นเลยครับ ดังนั้นจึงมุ่ง สมรรถนะ
อีกอันหนึ่งคือเรื่องของลดความเหลื่อมล้ำ บ่อยกันมาก ๆ ที่พูดเรื่องลดความ เหลื่อมล้ำ แต่ขณะเดียวกันแล้วก็ตอกย้ำแต่เรื่องความเหลื่อมล้ำกันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของอาชีวศึกษา เรื่องของสายสามัญ เราดึงภาคเอกชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เข้ามาร่วมในการศึกษากับกระทรวงศึกษาธิการ แต่ในขณะเดียวกันเราไม่ให้ความเสมอภาค กันเลย ทั้งที่เขียนไว้บทบัญญัติตั้งแต่กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือสิ่งต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ความเสมอภาคอยู่ตรงไหน ท่านลองไปอ่านดูสิว่าเข้าใจไหมว่าทำอะไรบ้าง เด็กทุกคนถ้าเดิน เข้าสู่โรงเรียนรัฐบาลได้กินข้าวอาหารกลางวันฟรีร้อยเปอร์เซ็นต์ ข้าวโรงเรียนเอกชน ๒๐ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือความเสมอภาคหรือครับ อาชีวศึกษาก็เช่นเดียวกัน ท่านพยายามจะดึง ภาคภาคีเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ แล้วเราให้อะไรกับภาคเอกชนบ้างที่จะให้เขา มาร่วมในการพัฒนาประเทศ เราให้อาชีวะดึงเด็กที่อยากจะเรียนอาชีวะ เร่งเร้า ปลุก เราบอกอาชีวะสร้างคน คนสร้างชาติ แล้วเรามีวัฒนธรรมอะไรบ้างที่จะปลูกจิตสำนึกให้คน มาเรียนอาชีวศึกษากันครับ
อีกอันหนึ่งที่หัวข้อเขียนเลยว่า สังคมเราเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว ท่านเตรียมตัวอะไรบ้างสังคมผู้สูงวัย วันนี้คนอายุ ๖๐-๘๐ ปี เปลี่ยนแนวความคิดแล้วครับ ไม่ใช่คนสูงวัยที่จะห่มผ้าขาวเดินเข้าสู่วัดแล้ว คนอายุ ๖๐-๘๐ ปี ยังมีศักยภาพพร้อมที่จะ เข้าสู่ ยังสามารถจะปฏิบัติงาน สามารถทำอะไรได้ตามศักยภาพที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ว่า ยุทธศาสตร์ที่บอกว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในเขตพื้นที่ของผมไม่ว่ากบินทร์บุรี นาดี เรามี โรงเรียนผู้สูงวัย เรามีธนาคารเวลา แล้วกำลังจะดึงผู้สูงวัยเข้ามาปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ร่วมกัน ในปฏิบัติการ ดังนั้นผมถึงกราบเรียนทางสภาพัฒน์ให้ทำแผนพัฒนาที่ท่านเขียนไว้ ๒ ๓ หน้า นี้ ทั้งคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ท่านเขียนไว้นั้นเป็นหัวใจแล้ว ด้วยเวลาที่จำกัดครับ ผมก็เพียงพูดได้แต่หมุดหมาย แต่เชื่อว่าหมุดหมายตรงนี้ถ้าท่านไม่มีแก้ไขการศึกษา ท่านไม่ให้ความเสมอภาค ท่านไม่เห็นความสำคัญสังคมผู้สูงวัย เพียงแต่เขียนว่าวันนี้สังคม ผู้สูงวัยอยู่แล้ว คำว่า สูงวัย นั้นคืออะไร ดังนั้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตคืออะไรบ้าง ขอให้ สภาพัฒน์นำสิ่งต่าง ๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกัน แล้ววางแผนปฏิบัติ แล้วยึดการบริหาร จัดการแบบเชิงพื้นที่โดยให้การศึกษาเป็นไปตามพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ดังนั้นผมอยาก กราบเรียนให้สภาพัฒน์ได้พิจารณาในแผนปฏิบัติการที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ ด้วยความระมัดระวังและให้ความสำคัญกันตามที่เขียนด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณ มากครับ