วีระกร คำประกอบ วิพากษ์แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 โดยตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ทรัพยากรที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นจริงของประเทศ พร้อมเสนอให้ผลักดันโครงการผันน้ำยวมและพัฒนาโรงงานปุ๋ยจากทรัพยากรโปแตชในประเทศเพื่อความมั่นคงทางการเกษตรและเศรษฐกิจ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงต้องยอมรับว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติตั้งแต่ ฉบับที่ ๑ มีผลส่งให้ประเทศไทยมีความเจริญมาจนถึงทุกวันนี้ ถ้าเราจำกันได้สมัยก่อน ก่อนจะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเทศไทยอยู่ในสภาพที่ผมคิดว่าอยู่ใน สภาพโบราณ ๆ ครับ เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ก็ได้ปรับปรุง หลาย ๆ อย่าง ระบบอุตสาหกรรมเริ่มเข้ามา เริ่มมีนิคมอุตสาหกรรมเริ่มอะไรต่าง ๆ ผมว่า ประเทศมาได้ถึงทุกวันนี้ก็ต้องขอบคุณสภาพัฒน์ที่ท่านได้ช่วยวางรากฐานที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมันเป็นพลวัตมันมีการพัฒนาการที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ท่านจะไปยึดรูปแบบเดิม ๆ ไม่ได้ หนังสือที่ท่านเขียนเป็นตัวหนังสือมาจะเห็นได้ว่ามัน ค่อนข้างจะเหมือนกับคนละประเทศ ในฉบับหลัง ๆ ผมว่ามันออกไปในลักษณะที่มองโลก ในแง่ดีจนเกินไป ผมยกตัวอย่าง ๒.๑ เรื่องบริบทการพัฒนาประเทศในมิติด้านเศรษฐกิจ ท่านก็เขียนไว้ดีว่าประเทศไทยยังคงประสบปัญหาด้านประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรซึ่งทำให้ การเจริญเติบโตของประเทศ จีดีพี (GDP) ของประเทศมีความล่าช้าไม่สามารถที่จะพัฒนา จากระดับกลางไปสู่รายได้สูงได้ เราติดกับดักรายได้ปานกลางมานานครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านใช้ คำว่า การใช้ประสิทธิภาพทางด้านทรัพยากรยังไม่เพียงพอ ผมอยากจะเรียนกับท่านว่า ประเทศไทยไม่ใช่ไม่มีงบประมาณนะครับ ผมดีใจที่ท่านพูดเกริ่นนำไว้ตั้งแต่ต้นว่าได้ส่งเรื่อง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ นี้ไปให้สำนักงบประมาณแล้วเพื่อให้ สำนักงบประมาณได้จัดทำงบประมาณให้เหมาะสม คำว่า สำนักงบประมาณ ก็คือการจัดทำ ทรัพยากรของประเทศให้เกิดความเหมาะสม ผมถามท่านนิดหนึ่งว่าปัจจุบันนี้ท่านเอง ก็ตระหนักดีว่าเราใช้ทรัพยากรของประเทศไม่เหมาะสม ผมอยากยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ ประเทศไทยขาดแคลนอะไร เราใช้งบประมาณไปในสิ่งที่เราขาดแคลนจริงหรือไม่ จุดที่เรา จำเป็นแต่เรากลับเอาไปใช้ในสิ่งไม่จำเป็นเราจะเห็นได้มากมาย สภาพัฒน์ครับ ท่านฟัง ผมเลย ท่านปล่อยให้สำนักงบประมาณเอางบประมาณไปสร้างศาลเยอะแยะหมดเลยครับ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลภาค ๖ ศาลแรงงาน จังหวัดนครสวรรค์เต็มไปด้วยศาล แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่ประชาชนจำเป็นเรากลับไม่ค่อยทำ ไม่ว่าจะเป็นระบบชลประทาน ท่านก็คงทราบดีว่าในภาคกลางทั้งหมด ๒๒ จังหวัด เราขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา พอสมควร คือปีหนึ่งประมาณ ๔,๐๐๐ ล้าน ถ้าในช่วงเอลนีโญที่ผ่านมา ๕ ๖ ปีก่อนหน้า ที่จะถึงเข้ามาในปีที่แล้ว ปีนี้ซึ่งเข้าสู่ลานีญา แต่ก่อนหน้านั้นเราขาดแคลนน้ำ เรามีระบบ ชลประทานมากมาย ท่านสร้างไว้เยอะแยะหมดเลยระบบชลประทาน แต่ไม่มีน้ำต้นทุนครับ กรรมาธิการน้ำของสภาผู้แทนราษฎรได้ขอให้ท่านได้ช่วยกรุณาผลักดันโครงการผันน้ำยวม เอาน้ำยวมมาใส่ครับ ต้นทุนก็ไม่ได้มากมายแล้วก็ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน เพราะมีบริษัท ของรัฐบาลจีนเขาเสนอความช่วยเหลือมาโดยผ่านกรรมาธิการของผม ซึ่งใช้งบประมาณ ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เราสามารถเติมน้ำได้ปีละ ๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ในเฟส ๑ (Phase 1) และเฟส ๒ (Phase 2) เราสามารถที่จะนำเอาน้ำสาละวินมาเติมใส่ได้อีกไม่จำกัด เพราะฉะนั้นท่านต้องผลักดันโครงการดี ๆ อย่างนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเลย เขาจะ มาคิดสตางค์ต่อค่าน้ำ ๑ คิว ๑ คิวไม่ถึงบาท เท่าที่เขาได้เสนอมา สิ่งเหล่านี้ท่านต้องจำ ท่านต้องคิดที่จะทำหรือจะเป็นโรงงานปุ๋ย สภาพัฒน์ครับ ประเทศไทยมีประชากรที่เกี่ยวข้อง กับเกษตรกรรมต้องใช้ปุ๋ยประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรประเทศ ครึ่งหนึ่งของประชากร ประเทศเกี่ยวข้องกับเกษตรกร ประเทศไทยไม่มีโรงงานปุ๋ย สภาพัฒน์นั่งอยู่ได้อย่างไร ไม่ใช่ เราไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่มันจะเอามาทำปุ๋ย เรามีโปแตช (Potash) ตั้ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านตัน อยู่ในแหล่งจังหวัดอุดรธานี จังหวัดชัยภูมิมีโปแตช (Potash) อยู่ มีผู้ที่ได้รับสัมปทาน ทำเหมืองโปแตช (Potash) ๒ รายด้วยกัน แต่เราไม่มีโรงงานที่จะมารับซื้อโปแตช (Potash) เอามาทำปุ๋ยโปแตช (Potash) ทำไมท่านไม่เสนอให้รัฐบาลมีจุดเป้าประสงค์บ้างสิครับ จุดหมุดหมายที่ท่านตอกไว้ตอกไปเลยว่าประเทศไทยต้องการความมั่นคงทางปุ๋ยเคมี ท่านทราบไหมว่าเกษตรกรปุ๋ยยูเรีย (Urea) จาก ๗๐๐ ๘๐๐ บาทขึ้นไปเป็น ๑,๘๐๐ บาท ในปีที่ผ่านมา มันไม่มีความมั่นคงในปุ๋ย แม้กระทั่งปุ๋ยโปแตช (Potash) ตอนนี้ก็ยังไม่ลงครับ ยังอยู่ในกระสอบละ ๑,๔๐๐-๑,๕๐๐ บาท ในขณะที่ยูเรีย (Urea) จาก ๑,๘๐๐ บาท ลดมาแล้วเหลือ ๑,๒๐๐ บาท ท่านประธานครับ เราต้องฝากให้กับทางสภาพัฒน์ครับ ท่านอย่างมองแต่เรื่องของอุตสาหกรรม เรื่องของอะไร ซึ่งมันก็ดี พูดถึงอุตสาหกรรม ผมอยากจะบอกกับท่านว่าทำไมความเจริญเติบโตของ ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมานะครับ ขอท่านประธานอีกนิดเดียวครับ จีดีพี (GDP) ของ ประเทศไทยไตรมาสที่ ๑ โต ๒.๓ ไตรมาสที่ ๒ โต ๒.๕ .ในขณะที่เวียดนามไตรมาสที่ ๑ เขาโต ๕.๑ และไตรมาสที่ ๒ ๗.๗ เปอร์เซ็นต์ มาเลเซียไตรมาสที่ ๑ เขาโต ๕ เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสที่ ๒ ๘.๙ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยคาดว่าปีนี้จะโต ๓ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าทำไม ก็เพราะว่าประเทศไทยเราฟื้นช้าเพราะเรามีตลาดเอฟทีเอ (FTA) อยู่แค่ ๑๘ ประเทศครับ สภาพัฒน์ ในขณะที่มาเลเซียเขามี ๕๓ ประเทศ ทำไมเขาทำเอฟทีเอ (FTA) กับ ๕๓ ประเทศได้ เพราะเขาเน้นการวิจัยและพัฒนาในเรื่องของพันธุ์พืชเพราะการเข้าไฮ แสตนดาร์ด เอฟทีเอ (High Standard FTA) ไม่ว่าจะเป็นซีพีทีพีพี (CPTPP) หรือเรื่องของตลาดเอฟทีเอ (FTA) ของอียู (EU) ท่านต้องเข้ายูปอฟ ๑๙๙๑ (UPOV1991) ท่านต้องมีความจำเป็นต้องยอมรับ เงื่อนไขของยูปอฟ ๑๙๙๑ (UPOV1991) ซึ่งเขาเน้นการปกป้องคุ้มครองนักพัฒนาพันธุ์พืช ใหม่ ๆ ตรงนี้ล่ะเราต้องให้ทันต่อเขาสิครับ เราต้องเข้าสู่เอฟทีเอ (FTA) ให้ได้ ๕๓ ประเทศ เหมือนเวียดนาม โดยการต้องลงทุนเอาทรัพยากรนี่ล่ะที่ท่านบอกว่าเราขาดประสิทธิภาพ ในการใช้ทรัพยากร เอาทรัพยากรงบประมาณแผ่นดินซึ่งอาจจะไม่มากนักเอามาใช้กับการวิจัย และพัฒนาในเรื่องของการเกษตร เรามีพันธุ์ข้าวต่าง ๆ ถึง ๒๐,๐๐๐ สายพันธุ์แต่ท่านให้ งบประมาณน้อยเหลือเกิน เพราะฉะนั้นการปักหมุดของท่านจะเห็นได้ว่าปักหมุดโดยที่มอง ไปมองแบบชนิดที่ว่าไม่ดูปัญหาที่แท้จริงของประเทศ ท่านไม่ได้มองปัญหาที่แท้จริงของ ประเทศตามที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปหลายคนแล้ว ก็จะตรง ๆ กันว่าท่านมองบนพื้นฐาน ทั่วไปไม่ได้มองเจาะลึกลงไปว่าประเทศไทยควรจะใช้ทรัพยากรอย่างไรนะครับ ขอบพระคุณครับ