ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ หารือเรื่องความไม่พอใจต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เนื่องจากมีผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มหนี้สินและความยากจน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ด้วยการชี้แจง ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะผ่านมากี่ฉบับ ๆ ท่านก็เขียนไว้สวยหรูครับ แต่ผ่านมาจะถึงฉบับที่ ๑๓ แล้วครับ คนจนก็มากขึ้น หนี้นอกระบบก็มากขึ้น คนแก่ก็ตกงาน มากขึ้น อาชญากรรมก็มากขึ้น ยาบ้าก็มากขึ้น คนฆ่าตัวตายก็มากขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภค ก็แพงมากขึ้น แต่ที่ตกต่ำที่สุดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจสินค้าการเกษตรของพี่น้องประชาชน กลับตกต่ำทุกตัว เมื่อมาดูแผน ๑๒ ที่ผ่านมาที่ท่านบอกว่าเศรษฐกิจขยายตัวปี ๒๕๖๑ บอกว่าขยายตัว ๔.๒ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๖๒ ขยายตัว ๒.๑ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๖๓ ขยายตัว ๖.๑ เปอร์เซ็นต์ และปี ๒๕๖๔ ขยายตัว ๕ เปอร์เซ็นต์ วันนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวหรือไม่ ขยายตัวนี่ดูที่ไหนท่านประธานครับ ดูที่เงินในกระเป๋าพี่น้องประชาชน ดูที่ความเป็นอยู่ของ พี่น้องประชาชน วันนี้พี่น้องประชาชนลำบากครับ แล้วต่อมาถึงแผนที่ ๑๓ ปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ ผมว่าเป็นไปได้ยากนะครับ เป็นไปได้ยากมาก ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือเกษตรมูลค่าสูง ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่า เพิ่มรายได้ ซึ่งมันเป็นไปได้ยากมากยกตัวอย่างนา แปลงใหญ่ นาแปลงใหญ่วันนี้มันไม่ใช่นาแปลงใหญ่มันเป็นการเอาพื้นที่เกษตรกรที่อยู่ใกล้กัน มารวมกัน นาก็ยังเป็นแปลงน้อยเหมือนเดิม เป็นคันนาเล็ก ๆ เป็นแปลงเล็ก ๆ ก็ไม่สามารถ เพิ่มผลผลิตได้ แต่ถ้าจะทำนาแปลงใหญ่นี่ต้องเพิ่มงบประมาณให้กรมพัฒนาที่ดินไปปรับรูป แปลงนา ปรับโครงสร้างนา ล้มคันนาออก ถึงจะเป็นนาแปลงใหญ่ แล้วก็ลดต้นทุน แล้วก็เพิ่ม ผลผลิต แล้วระบบกระจายน้ำวันนี้ระบบกระจายน้ำเราไม่มีเงิน ของกรมชลประทานไม่พอ งบกลางก็ไม่เพิ่มให้ แล้วไม่สามารถที่จะเพิ่มได้ แล้วนวัตกรรมใหม่ครับ นวัตกรรมใหม่ที่ ท่านบอกท่านทำอย่างไรนวัตกรรมใหม่ ถ้ายังหว่านข้าวทำนาเหมือนเดิม ใช้แรงงานดำนา เหมือนเดิมอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้ นวัตกรรมใหม่มันจะต้องเป็นการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต มีรถดำนาครับ วันนี้นาหว่านใช้พันธุ์ข้าว ๒๐ กิโลกรัมต่อไร่ ได้ผลผลิต ๒๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าเป็นนาดำโดยใช้เครื่องจักรรถดำนา ๑๐ กิโลกรัม ได้ผลผลิต ๔๐๐ กิโลกรัม แล้วยกระดับเพิ่มราคาขึ้นก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ แล้วสุดท้ายท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ครับ ฝากท่านประธานถึงท่านเลขาธิการว่าท่านคือผู้ยิ่งใหญ่อะไรต้องผ่าน ผ่าน ครม. ผ่านสภา ต้องไปผ่านสภาพัฒน์ครับ แต่ท่านยังไม่เข้าใจ อีกอันหนึ่งก็คือผมอยากฝากท่านว่าคำว่าอบรม อบรมนี่ไม่ใช่พอโครงการผ่านไปถึงท่าน เช่นงบกลางที่ผ่านมาปีนี้ครับ ยกตัวอย่างจังหวัดอุบลราชธานีก็ได้ครับ ๑๖๘ ล้านบาท ก็ขอ มาแต่ผ่าน ผ่านเท่าไรครับ ผ่านแค่ ๖๖ ล้านบาท มีงบอบรมอยู่ในนั้นประมาณ ๑๐ ล้านบาท เอาไปอบรมอะไร ไปส่งเสริมอบรมผู้เลี้ยงโคซึ่งจังหวัดอุบลราชธานีมีประชากรวัวมากที่สุด ในประเทศไทย และปีนี้ประสบภาวะปัญหาโคเป็นลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ๓๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐ ตัวต่อ ๑ อำเภอ ปศุสัตว์คนเดียวครับ วัวป่วยทั้งอำเภอ โทรหาปศุสัตว์โทรก็ ติดบ้าง ไม่ติดบ้าง ปศุสัตว์ก็ไปไม่ไหว เกษตรกรก็ไม่สามารถที่จะฉีดยารักษาวัวตัวเองเป็น วันนี้เราจึงอยากเพิ่มศักยภาพด้วยการอบรมให้ความรู้ เพิ่มเทคโนโลยี เพิ่มนวัตกรรมให้กับ เกษตรกรให้เขาสามารถดูแลรักษาวัวเป็น อบรม ๒ วัน ให้เข็มฉีดยา ให้ความรู้ ให้กระติก น้ำแข็ง ให้เขาสามารถดูแลโคของเขาเองได้ เมื่อมาอบรมวันหรือ ๒ วัน ก็จะมีเบี้ยค่ารถ ค่าเดินทางคนละ ๒๐๐ บาท หลังจากเลิกอบรมท่านประธานไปดูครับ เขาก็จะเข้าไปในตลาด มีเงินคนละ ๒๐๐ บาท ก็จะไปจับจ่ายใช้สอยซื้อของ ซื้อกับข้าวกลับบ้าน อาหารในตลาด เกลี้ยง นี่คือระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนครับ ผมอยากฝากว่าสภาพัฒน์ต้องคิดดี ๆ ไม่ใช่ว่าวันนี้ ท่านทำงานซ้ำซ้อนครับท่านประธาน ทำงานซ้ำซ้อนอย่างไร ท่านอนุมัติโครงการทำถนน ซึ่งทางหลวงชนบทเขาทำอยู่แล้ว วันนี้ท่านก็ไปแย่ง จังหวัดขอมาทำถนนท่านก็อนุมัติ เพราะว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐาน แต่ถามว่าใครได้ ผู้รับเหมาได้ มีคนงาน ๔ ๕ คน แล้วมัน กระจายตรงไหน อยากจะฝากว่าสภาพัฒน์ต้องทบทวนครับ ไม่ใช่คำว่า อบรมมาแล้วท่านก็ วางไว้ วางไว้ วางไว้ไม่อนุมัติให้เขา จึงอยากจะกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็สุดท้ายครับ สิ้นแผน ๑๓ ท่านบอกว่าประชาชนจะมีรายได้ต่อครอบครัว ๕๓๗,๐๐๐ บาทต่อครอบครัว ซึ่งผมขอแย้งท่านว่าถ้าเสร็จสิ้นแผน ๑๓ ประชาชนจะเป็นหนี้ครอบครัวหนึ่งอย่างน้อย ๕๐๐,๐๐๐ บาท ไม่สามารถที่จะฟื้นชีวิตเขาได้ ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานถึงท่าน เลขาธิการสภาพัฒน์ครับ ขอบคุณครับ