กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชัดเจนของเป้าหมายและตัวชี้วัดในภาคเกษตร ทั้งด้านรายได้เกษตรกร การจัดการน้ำ และการพัฒนาพื้นที่เกษตรอินทรีย์ พร้อมแสดงความกังวลต่อเป้าหมายจีดีพีเกษตรที่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับความต้องการเปลี่ยนแปลงของเกษตรกร และชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคในการเปลี่ยนเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ ทั้งเรื่องทักษะ ความคิด การบริหาร และทุน รวมถึงปัญหาข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ งบประมาณ และการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนแผน 13 โดยเฉพาะในด้านการรับรองผลผลิต การจัดการน้ำ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ พร้อมตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงในการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ยังขาดประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายให้ความเห็นต่อร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๕๖๖-๒๕๗๐ เรียนท่านประธานไปยังท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ ๑๓ หมุดหมายที่ท่าน กล่าวถึงนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีของแผนแล้วก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ในเวลาเดียวกัน ก็สร้างความกังวลไปด้วย นั่นก็คือการปฏิบัติแผนครับ ผมขออนุญาตอภิปรายลงรายละเอียด ให้เห็นภาพ เพียง ๑ หมุดหมายเท่านั้นคือหมุดหมายที่ ๑ ที่บอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศ ชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง นั่นหมายความว่าหลักคิดของเรื่องนี้ คือการเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรที่มีลักษณะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ด้วยการเพิ่มผลิตภาพ โพรดักทิวิตี (Productivity) ผลผลิตต่อไร่รายได้ต่อไร่ให้สูงขึ้น นี่คือแนวคิด
ประการที่ ๒ ก็คือการเปลี่ยนผลผลิตตรงนั้นให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือโพรดักต์ (Product) ซึ่งมีมูลค่าสูงขึ้น ลดการสูญเสียแล้วก็ให้มีรายได้มากขึ้น นั่นก็หมายความว่า คำถามคือการเพิ่มโพรดักทิวิตี (Productivity) และการเพิ่มมูลค่าจึงเป็นหัวใจของหมุดหมาย ที่ ๑ ตรงนี้คำถามคือว่าสภาพัฒน์จะทำอย่างไรถึงจะทำให้ ๒ หลักคิดตรงนี้เกิดขึ้นจริง ลงไปดู ในรายละเอียดครับ เป้าหมายที่ ๑ เพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป มีตัวชี้วัด อยู่ ๔ ตัวครับ
ตัวชี้วัดที่ ๑ บอกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศภาคการเกษตรหรือเรียก ง่าย ๆ จีดีพี (GDP) เกษตรโตขึ้น ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับวันนี้จีดีพี (GDP) เกษตร ก็ประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ ถ้าโตขึ้น ๔.๕ หมายความว่าโตขึ้นเป็น ๘.๓๖ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ประเทศ นั่นก็หมายความว่าช้ามาก ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงแล้วก็แก้ไขปัญหาของ เกษตรกรไม่ทันครับ
ตัวชี้วัดที่ ๒ รายได้สุทธิครัวเรือนของเกษตรกรไม่ต่ำกว่า ๕๓๗,๐๐๐ บาท ต่อครัวเรือน นั่นก็หมายความว่าเดือนละ ๔๔,๗๕๐ บาทต่อครัวเรือน เป็นเป้าหมาย ที่น่าสนใจครับ คำถามคือรายได้ตรงนี้มาจากฐานอะไร ฐานรายได้เดิมเท่าไร และที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนเกษตรกรที่จะมีรายได้ตามเป้าหมายนี้มีจำนวนเท่าไร เราสามารถให้ ๑๐๐ ครัวเรือนมีเป้าหมายตามนี้ได้ครับท่านประธาน แต่ประเทศคงต้องการมากกว่านั้น เช่น ๕ ล้านครัวเรือนจะทำอย่างไร ๑๐ ล้านครัวเรือนจะทำอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยัง ไม่ปรากฏในแผนที่ชัดเจน
ตัวชี้วัดที่ ๑.๓ พื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น ๒ ล้านไร่ พื้นที่เกษตรที่ได้รับ การรับรองตามหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีหรือจีเอพี (GAP) เพิ่มขึ้น ๒.๕ ล้านไร่ ท่านประธานครับถ้าเราไปดูขีดความสามารถของการให้รับรองเกษตรจีเอพี (GAP) และ เกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตร ทำไม่ได้ครับท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ ขีดความสามารถ ไม่ถึงครับ
ตัวชี้วัดที่ ๑.๔ พื้นที่เพาะปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อสิ้นสุดแผน คำถามก็คือลดแล้วเขาไปปลูกอะไร แล้วก็พืชใหม่ที่ปลูกนั้นจะให้มีรายได้ เพิ่มขึ้นอะไร ตรงนี้ไม่ปรากฏชัดเจนครับ นี่คือปัญหาในภาคปฏิบัติครับ
เป้าหมายที่ ๒ ผมขออนุญาตสั้น ๆ โครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหาร จัดการเพื่อคุณภาพความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนภาคการเกษตร ตัวชี้วัดมี ๖ ตัว เอาง่าย ๆ ตัวที่ ๑ โพรดักทิวิตี (Productivity) ภาคการเกษตรเพิ่ม ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ต่ำมาก น้ำไหลลงอ่างจำนวนเท่านี้ ๑ ล้านลูกบาศก์เมตร อันนั้นใช่ครับ ฝนตกลงมาก็ไหลครับ แต่การกระจายน้ำไม่ถึงไร่นาทำอย่างไรครับ ตัวชี้วัดที่ ๒.๔ ระบบชลประทานเพิ่มขึ้นเท่าไร แต่ไม่ได้เท่ากับเกษตรกรจะมีน้ำใช้เพื่อการเกษตร คนละประเด็นท่านเลขาธิการครับ
เป้าหมายที่ ๓ เพิ่มศักยภาพและบทบาทผู้ประกอบการทางด้านการเกษตร ในฐานะหุ้นส่วนเศรษฐกิจของห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์อย่างเหมาะสม และเป็นธรรม ดีมากครับท่านประธาน เคพีไอ (KPI) มี ๔ ตัว ผมขอตัวเดียว เคพีไอ (KPI) ที่ ๓.๔ ผู้ประกอบการเกษตรเพิ่มขึ้น ๔,๐๐๐ รายเมื่อสิ้นสุดแผน คำถามคือทำอย่างไรครับ ความจริงเราพบว่าการจะเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการนั้นยากมาก ผมพยายามทำ มา ๓ ปีแล้วทำได้น้อยมาก เพราะอะไรครับ เพราะการเป็นผู้ประกอบการกับเกษตรกรนั้น ใช้ทักษะคนละชุด ใช้ความคิดคนละชุด ใช้วิธีการบริหารจัดการคนละชุด และใช้ทุนกันคนละ ระดับ ความแตกต่างโดยสิ้นเชิงเหล่านี้จะเป็นปัญหาในการปฏิบัติครับ
ท่านประธานผมขออนุญาตขอเวลาอีกนิดหนึ่งครับ ปัญหาใหญ่คือกฎระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของทางราชการที่เกี่ยวข้อง ผมยกตัวอย่าง อย. เราจะทำเรื่องอาหารนี่ จะต้องมีเอกสารที่เรายื่นเยอะมาก เกษตรกรต้องใช้รายจ่ายอย่างน้อย ๕๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อ ๑ รายการ และถ้าจะทำตามเคพีไอ (KPI) ที่สภาพัฒน์พูดถึง ผมคิดว่า อย. ถ้ายื่น ตามนั้น ๕ ปีก็ไม่รู้จะทำได้หรือไม่ ประการที่ ๒ การกระจายน้ำไม่ถึงแปลงการผลิตเป็นไป ไม่ได้เลยครับ การใช้จุลินทรีย์หรือความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อยกคุณภาพการผลิต ไม่มีแผนที่ชัดเจนเลยครับ การใช้สารออกฤทธิ์ในการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าใหม่ท่านเลขาธิการ พูดแล้วแต่ภาคปฏิบัติยังไม่เห็น และที่สำคัญก็คือการจัดการแปลงการผลิตด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีด้วยการพาทำ ตรงนี้กระทรวงเกษตรทำไม่เป็นครับ สรุปนะครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ ๑๓ หมุดหมายของแผน ๑๓ นี้เป็นเรื่องที่ดีและเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ปัญหา คือการแปลงเป้าหมายตามตัวอย่างที่ได้พูดสู่การปฏิบัตินั้นจะเป็นปัญหาอย่างยิ่ง เพราะระบบ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีมันไม่ไปกัน งบประมาณปี ๒๕๖๖ ที่เพิ่งผ่านสภาไป เมื่อสักครู่นี้มันเป็นคนละเรื่องกับ ๑๓ หมุดหมายนั้นเลยครับ เราเสียโอกาสไปแล้ว ๑ ปี และไม่แน่ว่าปี ๒๕๖๗ สภาใหม่แล้วอาจจะไม่มีคนตามแล้ว ผมอาจจะไม่มีโอกาสอยู่ในสภานี้ อีกแล้ว มันจะไม่เกิดขึ้นครับ ท่านเลขาธิการจะทำอย่างไรครับ การบูรณาการแผนปฏิบัติ ราชการงบประมาณและกฎระเบียบระหว่างส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะทำอย่างไร กระทรวง เกษตรภายในกระทรวงเดียวกัน กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตรจะทำงานอย่าง บูรณาการกันอย่างไร ไม่ต้องพูดไปเกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขคือ อย. ที่จะต้องให้ การรับรองผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรเพื่อเพิ่มมูลค่าตามแผน ๑๓ นี้ และที่สำคัญ คือสภาพัฒน์เองด้วยความเคารพท่านเลขาธิการดนุชานะครับ ท่านไม่มีอำนาจ ถึงแม้ท่าน จะมีความรู้ มีความตั้งใจดี แต่ท่านไม่มีอำนาจกำกับส่วนราชการให้ปฏิบัติตาม ๑๓ แผนนี้ ได้ครับ ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาอย่างยิ่ง ผมขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพท่านประธาน ขออีก ๑ นาทีครับ