โกวิทย์ ตั้งคำถามร่าง รปพ.นเรศวร ชี้อิสระ-คล่องตัวได้จริงหรือ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

โกวิทย์ พวงงาม อภิปรายร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวรเกี่ยวกับการเปลี่ยนสถานะเป็นหน่วยงานในกำกับรัฐ ตั้งคำถามถึงความแตกต่างของระบบที่มีต่อนักศึกษาและชุมชนท้องถิ่น พร้อมทั้งเรียกร้องให้ชี้ชัดกลไกการพึ่งตนเองทางการเงินและการบริหารจัดการภายหลังการปรับสถานะ

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผมศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... ที่เปลี่ยนสถานะมหาวิทยาลัยนเรศวรให้มีฐานะเป็นหน่วยงาน ในกำกับของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ นั่นคือหลักการใหญ่ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕ ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าชีวิตผมเองต้องบอกท่านประธานว่าได้ผ่านการเป็นอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยมามากกว่า ๓๐ ปี ได้อยู่ทั้งมหาวิทยาลัยในระบบเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่เป็นส่วนราชการ และอยู่ทั้งมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกำกับคล้าย ๆ กับที่มหาวิทยาลัยนเรศวร กำลังจะออกไปอย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ ระบบที่ผมอยากจะบอก ท่านประธานเพื่อจะเป็นหลักการหรือว่าเป็นแนวคิด แล้วก็เป็นคำถามให้ตอบอันนี้ผมผ่าน ประสบการณ์จริงมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ล่าสุดก็อยู่ที่ ธรรมศาสตร์ ซึ่งออกนอกระบบไปก่อนนเรศวร ผมเรียนอย่างนี้เราฝันว่ามหาวิทยาลัย ออกนอกระบบ อันนี้ถ้าดูตามหลักการในมาตรา ๗ มาตรา ๘ ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร อยากออกไป นั่นก็คือความต้องการให้มีอิสระมีความคล่องตัว อยากจะเป็นเลิศทางวิชาการ มันก็มีคำถามเยอะว่าเป็นเลิศทางวิชาการก็เป็นอยู่แล้วล่ะ ถามว่าตอนไม่ออกนี้มันไม่คล่องตัว ตรงไหน อย่างไร ก็มันคล่องตัว อันนี้ผมพูดเพื่อย้อนแย้งนิดหนึ่งว่าบางเรื่องมันก็มีเพียงแต่ว่า การใช้ทรัพยากร การวางหลักสูตร การหารายได้อะไรต่ออะไรมันอาจจะมีมาก เพราะฉะนั้น คำถามที่ควรจะถามก็คือว่าอะไรคือความแตกต่างจากที่ไม่เคยอยู่ในระบบและออกนอกระบบ อะไรคือความต่าง อันนี้เป็นคำถามที่อยากถาม ผมคิดว่าถ้าอ่านแล้วมันต่างในโครงสร้าง ต่างในเรื่องของสถานะ ต่างในเรื่องของความเป็นพนักงานที่จะต้องเปลี่ยนไป ส่วนราชการต่าง ๆ ที่ปรับเปลี่ยน แต่คำถามหนึ่งที่ไม่ได้เขียนไว้ก็คือความแตกต่างในแง่ของการที่นักศึกษา ผมเล่าให้ท่านประธานฟังสักนิดหนึ่งว่าตอนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกนอกระบบ มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งมาถามผมว่าอาจารย์ครับธรรมศาสตร์ออกนอกระบบแล้วพวกผมได้ อะไรบ้าง อันนั้นคือคำถามที่ยิ่งใหญ่มากแล้วเขาก็อยากได้คำตอบนี้ ผมไปอ่านในมาตราต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยนเรศวร ไม่ได้เขียนไว้ครับว่าประโยชน์ของนักศึกษาจะได้ตรงไหน อย่างไร อันนี้ช่วยตอบหน่อยครับ เพราะฉะนั้นธรรมศาสตร์เองตอนนั้น เราก็จะต้องอธิบายนักศึกษา ผมเรียนอย่างนี้มันอาจจะมีอยู่ในมาตรา ๓๗ บอกว่านักศึกษาที่ยากจนหรือขาดแคลน ทุนทรัพย์เวลาจะเข้ามาเรียน บอกว่าไม่ให้ปฏิเสธที่จะรับ อันนั้นก็เป็นประโยชน์ส่วนหนึ่ง แต่ท่านอย่าลืมโครงสร้างมหาวิทยาลัยไม่ได้วนเวียนอยู่เฉพาะสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี คณบดี มหาวิทยาลัยไปตั้งอยู่ที่ชุมชน คำถามคือชุมชนท้องถิ่นได้ประโยชน์อะไรบ้าง เพราะว่าในมาตรา ๘ ผมเห็นว่านเรศวรได้เขียนว่า มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบต่อสังคมและ ท้องถิ่น เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องเขียนในมาตราไหนบ้างที่พูดถึงเรื่องนี้ ผมอยากเรียน ท่านประธานอีกเรื่องหนึ่งว่าสิ่งที่ไม่ได้พูดแล้วไม่ได้กล่าวไว้ก็คือสิทธิประโยชน์ของนักศึกษา ยกเว้นมาตราที่ผมได้กล่าวไปแล้ว เรื่องของชุมชนท้องถิ่นที่จะต้องเชื่อมโยงกันอย่างไรให้เป็น ประโยชน์เพราะว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้นักศึกษาก็เริ่มน้อยลงเพราะเด็กเกิดน้อย หลักสูตรต่าง ๆ ก็เริ่มปิดตัว คำถามก็คือว่าเราจะใช้ประโยชน์ให้กับชุมชนท้องถิ่น ให้กับ ภาคประชาสังคมที่อยู่นอกมหาวิทยาลัยได้อย่างไร นั่นคือเป็นประเด็นหลักนะครับ เพราะฉะนั้นในประการต่อมาผมมาดูรายได้มหาวิทยาลัย รายได้มหาวิทยาลัยพูดไปทั้งหมดนี่ ผมยกตัวอย่างในมาตรา ๑๖ ก็แล้วกันที่เขียนไว้ เช่น รายได้จากเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาล จัดสรรให้ รายได้จากเงินอุดหนุนที่รับการจัดสรรตามกฎหมาย รายได้ที่เป็นเงินและทรัพย์สิน ที่มีผู้อุทิศให้ รายได้หรือผลประโยชน์ที่มหาวิทยาลัยมีกองทุนจัดตั้งขึ้น รายได้จากค่าเล่าเรียน ค่าบำรุง ค่าบริการ เงินหรือทรัพย์สิน และรายได้จากผลประโยชน์อื่น เป็นต้น รายได้ที่ผม กล่าวมาจากมาตรา ๓๘ มันไม่ได้ชี้ให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยนี้จะพึ่งตนเองได้อย่างไรครับ ตกลง คุณรับเงินจากรัฐเกือบทั้งหมดเลย อันนี้ก็คือเป็นประเด็นหลักที่ผมจะถามว่ามหาวิทยาลัย นเรศวรเมื่อออกนอกระบบแล้วจะมีวิธีการพึ่งตนเองได้อย่างไร นั่นก็คือหลักใหญ่ของ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบเพื่อให้ท่านมีอิสระในการบริหารงาน เพราะว่าในมาตรา ๑ ที่เขียนไว้ก็คือว่ารายได้ของมหาวิทยาลัยไม่ส่งเงินให้กับแผ่นดิน อันนี้ก็ถูกต้องถ้าเป็นอย่างนี้ แต่ว่าท่านต้องมีหลักประกันในการที่ทำให้มหาวิทยาลัยยืนอยู่ได้ เลี้ยงตัวเองได้ นี่คือประเด็นใหญ่ ผมอยากให้ตอบด้วยว่ามีมาตราไหนบ้างที่เขียนไว้ว่าจะนำไปสู่การพึ่งตนเองได้ แล้วที่มีปัญหา ที่ผมอยากจะบอกนั้นก็คือว่าในมาตรา ๑๖ วรรคสอง ในกรณีที่รัฐบาลได้ปรับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทน ผมบอกได้เลยจูงใจกันมากครับ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ว่าอาจารย์จะมีเงินมากขึ้น ผู้บริหารจะมีตำแหน่งต่าง ๆ มากขึ้น เขียนแบบนี้มันไม่เป็น ประโยชน์กับชุมชนและนักศึกษาเลยแม้แต่นิดเดียว อันนี้คือประเด็นที่ผมอยากจะอ่านต่อว่า สิทธิประโยชน์อื่นใดที่ให้แก่ข้าราชการ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุน ทั่วไปเพิ่มเติมให้แก่มหาวิทยาลัยในสัดส่วนเดียวกันเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่พนักงาน มหาวิทยาลัยด้วย นั่นก็แปลความว่าในที่สุดรัฐบาลก็ต้องซัปพอร์ต (Support) ตลอดไป วิธีคิดแบบนี้มันใช่หรือมหาวิทยาลัยออกนอกระบบอยากถาม เพราะฉะนั้นสุดท้าย ท่านประธานครับผมขอ ๑ นาทีก็คือว่า ข้าราชการและพนักงานจะมี ๒ ระบบทันที แต่ว่า ในหลายมาตราเขียนบอกว่า ๑ ปีจะต้องปรับสถานะ นั่นก็คือเป็นวิธีการที่ปรับสถานะ แต่ประเด็นที่ผมอยากจะถามก็คือว่าผลประโยชน์ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหมายความว่า หลักประกันชีวิตที่เขาควรจะดำรงอยู่เหมือนข้าราชการคืออะไร นั่นคือสิ่งที่มันยังเหลื่อมล้ำ ผมอยากเรียนท่านประธานว่าขณะนี้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบทุกมหาวิทยาลัยยังมีปัญหา ระหว่างข้าราชการในมหาวิทยาลัยที่เป็นอาจารย์และพนักงานหรือเป็นบุคลากรในมหาวิทยาลัย กับพนักงานมหาวิทยาลัยก็ยังมีความแตกต่าง มีความเหลื่อมล้ำกันอย่างมากทั้งการประเมิน และการนำเข้าสู่การมีตำแหน่งต่าง ๆ อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากเรียนท่านประธาน ผมเห็นด้วย กับมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ แต่ว่าอยากเรียนท่านประธานว่าต้องตอบคำถามที่ผมได้ถาม ไปให้ท่านประธานได้ทราบในประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้ถามไป ผมยินดีที่จะรับหลักการให้ ถ้าตอบคำถามอย่างที่ผมได้กล่าวมาแล้วต่อท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน