รงค์ บุญสวยขวัญ แสดงความยินดีและสนับสนุนการเปลี่ยนสถานะของมหาวิทยาลัยนเรศวรสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ พร้อมเสนอแนะให้มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงและป้องกันการรวมศูนย์อำนาจใหม่ภายในมหาวิทยาลัยเพื่อรักษาธรรมาภิบาลและการผลิตบัณฑิตคุณภาพตอบโจทย์ยุคไทยแลนด์ 4.0
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับผมมาจากปักษ์ใต้มาอภิปราย มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบนนะครับ เหตุผลที่ได้มาอภิปราย แสดงความเห็นก็คือการมาแสดงความชื่นชมยินดีกับชาวมหาวิทยาลัยนเรศวร ชาวพิษณุโลก ชาวจังหวัดใกล้เคียง ชาวจังหวัดพิจิตร ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ หรือจังหวัดอื่น ๆ นะครับ ที่มหาลัยได้เปลี่ยนสถานะตัวเองออกจากมหาวิทยาลัยราชการมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ หรือมหาวิทยาลัยนอกระบบ ซึ่งผมมีความมั่นใจเหมือนกับที่ผู้เสนอเมื่อสักครู่บอกว่าธรรมาภิบาล ก็จะต้องเกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คุณภาพของบัณฑิตก็จะต้องเกิดขึ้นภายใต้การบริหารใหม่ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะถ้ามี พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้วคุณภาพบัณฑิตไม่สามารถตอบสนองต่อ โลกาภิวัตน์ ไม่สามารถตอบสนองต่อไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ไม่สามารถตอบสนอง ต่อเทคโนโลยีที่มันเข้ามาก็ไม่รู้จะเปลี่ยนสถานภาพอย่างไร เพราะฉะนั้นผมจึงมีความยินดี ที่ชาวภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ที่มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ออกนอกระบบ เพราะเชื่อว่านี่คือตัวอย่างหนึ่งของการกระจายอำนาจทางการบริหารที่จะต้องรวมศูนย์ ไว้ที่รัฐบาลกลางที่เราพูดกันในสภานี้บ่อย แต่ตัวอย่างของมหาวิทยาลัยนเรศวรก็คือตัวอย่าง ของกระบวนการกระจายอำนาจทางการบริหารจากที่อยู่ที่ อว. อุดมศึกษาหรืออยู่ที่สภา การอุดมศึกษาให้ไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวรซึ่งมีโครงสร้างคือสภามหาวิทยาลัยและ อธิการบดีคณะวิชาหรือตลอดจนไปถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปไว้ที่นั่น แล้วที่มหาวิทยาลัยนเรศวรสภามหาวิทยาลัย เขาจะได้มีอำนาจในการกำหนดเลยว่าเขาจะทำเน้นบัณฑิตอุตสาหกรรมการเกษตร เขาจะเน้น บัณฑิตที่จะสนใจเรื่องปศุสัตว์ เขาจะเน้นบัณฑิตเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ เขาจะเน้นอะไร ท่านประธานที่เคารพขึ้นอยู่กับสภามหาวิทยาลัยซึ่งเรามอบอำนาจไปให้เขา ประเด็นที่ น่าสนใจครับก็คือสิ่งนี้มันเป็นความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็อยากตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่งครับว่าความเป็นอิสระในการกระจายอำนาจทางการบริหาร จากส่วนกลางไปกองไว้ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร อย่าให้มันมีตัวอย่างเหมือนกับการกระจาย อำนาจในมหาลัยอื่น ๆ ในประมาณ ๓ ทศวรรษมานี้กระจายอำนาจไปแล้วไปรวมศูนย์ รวมศูนย์ไว้ที่อธิการ รวมศูนย์ไว้ที่สภามหาวิทยาลัย แล้วสภามหาวิทยาลัยจะออกข้อบังคับ จะออกระเบียบ ข้อบังคับและระเบียบนั้นละท่านประธานครับจะเป็นตัวกดขี่คนที่เรียกกันว่า อาจารย์ พนักงานในมหาวิทยาลัย เครื่องมือในการใช้อำนาจของผู้บริหารในมหาวิทยาลัย กระจายให้เขาแล้วเขาจะต้องไปกระจายต่อไปที่คณะวิชา หรือสำนักวิชา หรือหลักสูตร หรือศูนย์ความเป็นเลิศอะไรก็แล้วแต่ที่จะออกมาภายใต้โครงสร้างของมหาวิทยาลัย ผมคิดว่า ตรงนี้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าตัวสภามหาวิทยาลัย ตัวอธิการบดี ไม่ใช่กระจายอำนาจไปให้ยู (U) แล้วยู (U) ไปรวมศูนย์ออกเครื่องมือที่เรียกว่า ข้อบังคับหรือระเบียบไปกดทับบุคลากรต่าง ๆ จนทำให้สูญเสียความเป็นธรรมาภิบาล ให้สูญเสียความตั้งใจของคณาจารย์ที่จะทำ ความเป็นเลิศให้กับลูกศิษย์ที่จะผลิตลูกศิษย์อันนี้น่าสนใจมาก ตรงนี้ผมก็อยากจะฝาก ตั้งข้อสังเกตในการพูดที่หลักการตรงนี้ว่าถ้าวาระสองเราจะมาแก้กันตรงนี้ไปดูตรงนี้ ว่าทำอย่างไรที่จะสร้างหลักประกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจแบบล้นเท่าทวีแล้วกดทับอันนี้ ผมพูดตรงนี้เพราะผมได้ข้อมูลสิ่งเหล่านี้มาเยอะในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ด้วยความที่ว่าอยู่ใน มหาวิทยาลัยนี้เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย เหมือนกับท่านผู้เสนอ ท่านรัฐมนตรี เราเคยทำงานร่วมกันมาแล้วก็เห็นนะครับ อย่างไรก็ตาม ผมก็เห็นว่าสิ่งหนึ่งที่บอกว่าเราเป็นอิสระ จริง ๆ แล้วอิสระอันที่ ๒ ก็คือว่าอิสระนี่ขอเงินจาก รัฐบาลกลาง ขอเงินจากตรงนี้ไปเป็นรายได้ตามมาตราที่บัญญัติไว้มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๖ เป็นรายได้ของมหาวิทยาลัย อิสระในการมาขอเงินตรงนี้ ใช้เงินตรงนี้ในส่วนราชการก็คือ วันที่ ๓๐ กันยายน เป็นวันสุดท้าย แต่มหาวิทยาลัยในกำกับไม่ต้องครับ ใช้ไม่หมดวันที่ ๓๐ กันยายน เอาใส่กระป๋อง ผมยกตัวอย่างแบบอุปมาอุปไมยให้เข้าใจ ใส่ไว้ในกระป๋อง ผู้บริหาร ทำไม่ทัน อาจารย์ทำไม่ทัน บุคลากรทำไมทันใส่กระป๋อง นี่คือเกิดการทุจริต นี่คือก่อให้เกิด อาการที่เรียกกันว่าไม่มีธรรมาภิบาลเกิดขึ้น ดังนั้นความอิสระเหล่านี้ไม่ใช่เป็นความอิสระ ที่จะมาขอสตางค์ที่ส่วนกลางและเอาไปเก็บไว้ และไปทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการ ที่ท่านผู้เสนอบอกว่าเราจะมีการประเมินอธิการบดี ๓๘๐ องศา ผมเคยอยู่ในมหาวิทยาลัย ที่ประเมินอธิการบดี ๓๘๐ องศา มีองค์กรที่เรียกกันว่าผู้ประเมินจากภายนอก แต่ธรรมาภิบาล ก็ยังมีปัญหาอยู่ อันนี้ทำอย่างไรเวลาเราไปทำในวาระสอง วาระสาม จะทำสิ่งเหล่านี้นะครับ มีข้อความเหล่านี้เพื่อที่จะไม่ก่อให้เกิดสิ่งที่ผมกำลังพูดนี่เกิดผลิตซ้ำอยู่ที่ ม. นเรศวร หรือความเป็นอิสระทางวิชาการ อาจารย์อิสระทางวิชาการที่จะผลิตที่จะวิจัย มหาวิทยาลัย นเรศวรอาจจะเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย อาจจะเป็นมหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิต เป็นรีเสิร์ซ ยูนิเวอร์ซิตี (Research University) หรือว่าทีชชิง ยู (Teaching U) จะเป็นแบบไหนให้เขา ว่าของเขาเลยนะครับ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นจะก่อให้เกิดการพูดคุยกันในมหาวิทยาลัย ผมชอบที่ มหาวิทยาลัยนเรศวรมีโครงสร้างอันหนึ่งก็คือสภาพนักงานกับสภาอาจารย์นะครับ สภาอาจารย์ กับสภาพนักงานเขียนแยกกันเลย อันนี้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าอันนี้ก็คือแบ่งแยกอำนาจไหม ให้พวกพนักงานไปอยู่พวกหนึ่ง ให้อาจารย์ไปอยู่พวกหนึ่ง จะก่อให้เกิดชนชั้นในมหาวิทยาลัยไหม หรือเป็นการทอนพลังของอาจารย์กับพนักงานไม่ให้รวมกลุ่มกันและไปเคาน์เตอร์ ไปบาร์เกนนิง (Bargaining) ต่อท่านอธิการบดี หรือไปต่อรองต่ออธิการบดี ต่อรองต่อสภามหาวิทยาลัยไหม แต่ทั้ง ๒ ส่วนนี้ไม่ว่าจะเป็นสภาอาจารย์หรือสภามหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจที่จะ ไปต่อรอง หรือการบาลานซ์ ออฟ พาวเวอร์ (Balance Of Power) ในโครงสร้างการบริหาร ของมหาวิทยาลัย แต่ข้อความเหล่านี้ยังไม่ปรากฏอยู่ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งอยากจะ ฝากให้ทางคนที่เป็นกรรมาธิการจะได้ไปพิจารณากันต่อไปครับ ผมก็คิดว่าการที่มหาวิทยาลัย เดินมาตรงนี้ถูกทางแล้วครับ เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่นอกระบบ แต่ต้องเป็นนอกระบบที่ต้องพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด เป็นการกระจายอำนาจทางการบริหาร แต่กระจายต่อไปยังหน่วยองค์กรข้างล่างในมหาวิทยาลัยครับ ก็ขอชื่นชมกับชาว ม. นเรศวร ภาคกลางตอนบน ภาคเหนือตอนล่างครับ ขอบคุณมากครับ