สุรสิทธิ์ ชี้แจงร่าง พ.ร.บ. ม.นเรศวรออกนอกระบบ เน้นปรับโครงสร้างให้คล่องตัว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ หารือร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวรออกนอกระบบ โดยชี้แจงวัตถุประสงค์เพื่อปรับโครงสร้างให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัว พร้อมตั้งคำถามถึงความพร้อมในอดีต ปัญหาการบริหารจัดการ และข้อกังวลเรื่องการทุจริต รวมถึงเสนอแนะการปรับปรุงกฎหมายให้มีกลไกป้องกันความเสี่ยงโดยเฉพาะในส่วนของการบริหารรายได้และส่วนงานเทคโนโลยีชั้นสูง

นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ สำหรับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมเชื่อว่าในสภาแห่งนี้คงไม่มีความขัดข้องในเรื่องของการรับหลักการ เพราะว่าเป็นสิ่งที่เป็นความต้องการของมหาวิทยาลัยนเรศวรที่จะมีการปรับโครงสร้างนะครับ เพื่อให้มหาวิทยาลัยนั้นก้าวไปสู่ความเจริญงอกงามในอนาคตครับ ซึ่งผมอยากจะเรียนว่า ในการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยเท่าที่จำได้ หลังจากการใช้บังคับพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ เรามีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติที่เป็นส่วนราชการ ออกนอกระบบเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับเท่าที่จำได้ประมาณ ๒๘ แห่ง ฉบับนี้คงน่าจะเป็น ฉบับที่ ๒๙ ในจำนวนนี้ก็มีจำนวนที่ยังไม่ได้เสนอที่จะเข้าสู่มหาวิทยาลัยในกำกับอีกไม่น้อยกว่า ๕๓ แห่ง ในส่วนของมหาวิทยาลัยอื่นก็มีการนำเสนออยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ รวมทั้งในขั้นตอน ของคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย ก็เรียนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจว่าในการปรับ โครงสร้างของมหาวิทยาลัยอย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าวัตถุประสงค์ที่สำคัญตามที่ท่านรัฐมนตรี อว. ได้กล่าวไปก็เป็นสิ่งที่มีความเห็นพ้องด้วย เพราะเราอยากจะเห็นมหาวิทยาลัยทุกแห่ง มีความเป็นอิสระ มีความคล่องตัว มีธรรมาภิบาล มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ ในเรื่องของทางวิชาการ รวมทั้งในการปรับตัวต่อการปฏิรูปอุดมศึกษาให้มีความสอดคล้อง กับต่างประเทศ อย่างไรก็ตามนะครับ ผมเองอยากเรียนว่าในส่วนที่เราต้องนึกว่ามีบางส่วน เขายังไม่เข้า บางส่วนมีการนำเสนอเข้ามา มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามองว่าแล้วที่ไม่นำเสนอนั้น มีเหตุผลอย่างไร ผมอยากเรียนถามในเบื้องต้นนะครับว่ามหาวิทยาลัยนเรศวรที่มีแนวทาง ที่จะขอออกนอกระบบนะครับ ในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ ตามพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนเรศวรมีปัญหาในการดำเนินการมากน้อยแค่ไหน ประการที่ ๒ นั้นมหาวิทยาลัย นเรศวรมีความพร้อมต่อการที่จะออกนอกระบบอย่างไรนะครับ อันนี้มันเป็นคำถามหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในภูมิภาคอย่างจังหวัดพิษณุโลกนี่นะครับ ในจังหวัดนั้นหรือว่าในภูมิภาคนั้นก็จะมีคำถามอยู่อย่างนี้ อย่างไรก็ตามผมอยากเรียนว่า ในการนำเสนอออกนอกระบบเรามักจะพูดถึงในเรื่องของสถานะของมหาวิทยาลัย เราจะพูดถึง ในเรื่องของบุคลากรว่าจะมีทิศทางอย่างไร จะมีความเจริญก้าวหน้าอย่างไร มีสิ่งจูงใจที่เรา จะนำเสนออยู่ตลอดเวลาว่ามีในเรื่องของเงินเดือน สวัสดิการที่จะมีการเพิ่มขึ้นอย่างน้อยที่สุด ๑.๕-๑.๗ ตรงนี้รวมทั้งสวัสดิการทั้งหลายที่จะปรากฏอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ นอกจากนี้สิ่งที่ ผมเองอยากจะเห็นก็คือในปัญหาที่เราพูดถึงในเรื่องของการบริหารอย่างซีอีโอ (CEO) ในเรื่องของสวัสดิการของพนักงาน และในเรื่องของการดำเนินการให้มหาวิทยาลัยนั้น สามารถที่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นที่ยอมรับของสังคม แล้วก็เป็นสิ่งที่สามารถที่จะเชื่อมโยง แล้วก็เท่าเทียมกับในต่างประเทศได้ ผมเองอยากเรียนว่าประการสำคัญที่สุดนี้นะครับ เรามองว่าเมื่อเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้ว สำคัญที่สุดก็คือผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็คือ อธิการบดี ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีความแตกต่างอยู่ ๒ ประการ ก็คือเรื่องของ โครงสร้างของกรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งจะมีจำนวนที่มีความแตกต่างเพื่อความโปร่งใส แล้วก็ในมาตรา ๙ นั้นก็จะมีเรื่องของส่วนงานเฉพาะกิจซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะว่า ไม่ปรากฏในกฎหมายหรือร่างกฎหมายออกนอกระบบเลย ก็คือในเรื่องของส่วนงานเสมือนจริง ผมไม่มั่นใจว่าจะเป็นลักษณะของเทคโนโลยีชั้นสูงที่เรียกว่า เมตาเวิร์ส (Metaverse) หรือไม่ แต่ว่าถ้าหากว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีชั้นสูงนี้ ปัญหาคือค่าใช้จ่ายบุคลากรที่จะมาทำด้านนี้ และประการต่อมาก็คือในเรื่องของการดำเนินการผมอยากให้เมตาเวิร์ส (Metaverse) หรือว่า ในเรื่องของส่วนงานเสมือนจริงสามารถที่จะประสานงานทั้งภายในและภายนอก รวมทั้ง ในต่างประเทศได้ด้วย อย่างไรก็ตามผมอยากเรียนว่าในส่วนที่เป็นปัญหาที่สุดก็คือเราจะเจอ ปัญหาในเรื่องของผู้บริหารที่ขาดธรรมาภิบาลในเรื่องของผลประโยชน์ เพราะว่ามหาวิทยาลัย ที่ออกระบบแล้วจะสามารถออกระเบียบการกำหนดในเรื่องของเงินเดือน ค่าใช้จ่ายอะไรต่าง ๆ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น แล้วมหาวิทยาลัยเองก็จะเจอปัญหาในเรื่องการหารายได้ รายได้ก็จะปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๖ ซึ่งตรงนี้คือปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับหลาย ๆ มหาวิทยาลัย ที่มีการหารายได้กับการบริหารงานที่ไม่สมดุลกัน ดังนั้นในเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะในเรื่อง ปัญหาการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้นได้บ้างในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเหล่านี้ ผมอยากจะเห็นในส่วนของ อว. ว่าเมื่อเราให้เขาเป็นอิสระจริง แต่ว่าในส่วนที่จะสามารถ ทำให้กฎหมายฉบับนี้มีประสิทธิภาพ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถใส่ไปได้อีกอย่างไรในการที่จะ ป้องกันในเรื่องของประสิทธิภาพ ความรู้ความสามารถในเรื่องของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ของซีอีโอ (CEO) ทั้งหลายนี้ แล้วก็ในส่วนของสวัสดิการของพนักงานก็เช่นเดียวกัน บางมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกำกับแล้วก็เจอปัญหาในเรื่องของสวัสดิการซึ่งจะมีความแตกต่างกัน ดังนั้นผมเรียนโดยสรุปนะครับว่าในกฎหมายฉบับนี้ผมอยากจะเห็นความสมบูรณ์ของ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวรให้มันมีความสมบูรณ์แบบอาจจะมากกว่าในฉบับ ที่ผ่านมา เราจะรวบรวมปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยในกำกับทั้งหลายที่ปรากฏ อยู่เข้ามาแก้ปัญหาในกฎหมายฉบับนี้ ผมหวังอย่างยิ่งว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะมี ความสมบูรณ์ในอนาคต แล้วก็เป็นที่พึ่งของทุก ๆ คนต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ