ปดิพัทธ์ จี้ปรับโครงสร้างสภามหาวิทยาลัย ชี้ชัดสัดส่วนระบบ-นอกระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

ปดิพัทธ์ สันติภาดา หารือเรื่องมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ โดยเสนอให้กำหนดสัดส่วนระบบและนอกระบบอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาต้นทุนค่าเทอมและผลกระทบต่อนักศึกษา พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงโครงสร้างสภามหาวิทยาลัยให้มีตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลาย ลดการผูกขาดอำนาจ และเน้นการคัดเลือกผู้บริหารตามความรู้ความสามารถมากกว่าเส้นสาย รวมถึงกังวลเรื่องความขัดแย้งระหว่างหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการจัดการอุดมศึกษาแบบเสรี

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พิษณุโลก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลกของแท้คนเดียวนะครับ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ในการที่มหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบนี้แน่นอนก็เป็นเรื่อง ที่เหมาะสมเพื่อให้ปรับไปตามยุคตามสมัยนะครับ แต่ว่าในภาพรวมผมก็อยากทราบ คำชี้แจงจากทางท่านรัฐมนตรีว่า ในมหาวิทยาลัยทั้งหมดของประเทศไทย สัดส่วนของมหาวิทยาลัยที่อยู่ในระบบและนอกระบบควรจะเป็นสัดส่วนเท่าไร เพราะว่า มหาวิทยาลัยนอกระบบก็จะมีข้อกังวลเรื่องของค่าเทอมที่เพิ่มขึ้นใช่ไหมครับ ถึงแม้จะไม่ได้ ปรับขึ้นมากก็ตาม เพราะว่าถ้าเราจะอนุมัติหลักการในการออกนอกระบบกีฬามหาวิทยาลัย ไปเรื่อย ๆ คำถามก็คือว่าแล้วในภาพรวมของทั้งประเทศเราควรจะมีสัดส่วนของในและ นอกระบบอย่างไร เพื่อไม่ให้มีการตกหล่นของนักศึกษากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนะครับ โดยเฉพาะ กลุ่มที่อาจจะมีต้นทุนต่ำกว่านักศึกษาท่านอื่น ทีนี้ข้อกังวลเวลาที่จะออกจากระบบก็แน่นอน มันจะมีตัวอย่างจากหลายมหาวิทยาลัยนะครับ ที่เมื่อออกระบบแล้วมีปัญหาในเรื่องของ บุคลากร แล้วก็เรื่องค่าเทอมนักศึกษา แต่ทีนี้ถ้าออกนอกระบบได้อย่างละมุนละม่อมที่สุดนะครับ สร้างการมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดครับ และค่าเทอมนักศึกษาที่ปรับเปลี่ยนไปออกนอกระบบ แน่นอนมาพูดถึงประสิทธิภาพใช่ไหมครับ อิสระในการบริหารจัดการ ทีนี้หลายครั้งมหาวิทยาลัย ก็จะไปลงทุนกับตึกและสิ่งก่อสร้างมากกว่า แต่ว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือส่วนที่เป็น ซอฟต์แวร์ (Software) ที่ไม่ใช้ตึกสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นอาจจะได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควรนะครับ ทีนี้ถ้าเวลล์ บีอิง (Well Being) หรือว่าเป็นสวัสดิภาพของนักศึกษาเป็นหัวใจสำคัญก็ต้องคง มีการเพิ่มเติมในหลายมาตราเข้าไป แล้วก็เราพูดถึงเวลล์ บีอิง (Well Being) ของนักศึกษา เราคงต้องพูดถึงการบริหารพื้นที่นอกรั้วมหาวิทยาลัยด้วยนะครับ เพราะว่าเวลาที่มหาวิทยาลัย มีการเปลี่ยนแปลงก็จะกระทบกับพี่น้องประชาชน หรือว่าผู้ประกอบการที่อยู่ในรอบรั้ว มหาวิทยาลัย เพราะพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่ามหาวิทยาลัย ท่านประธานครับ สิ่งที่เป็นหัวใจของการคัดสรรบุคลากรหรือว่าเป็นบอร์ด (Board) ของมหาวิทยาลัยนั้นก็คือ สภามหาวิทยาลัยใช่ไหม ทีนี้ถ้าเราคิดถึงสภามหาวิทยาลัยที่ยึดโยงกับภารกิจของมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าเราอาจจะต้องคิดถึงส่วนประกอบใหม่ ๆ เพราะว่าเมื่อเราย้อนดูสภามหาวิทยาลัย หลาย ๆ ครั้ง หรือว่าในมหาวิทยาลัยนเรศวรก็จะมีการแต่งตั้งองคมนตรีนะครับ แม่ทัพ นายพล ทั้งที่ไม่ใช่โรงเรียนเตรียมทหารนะครับ แต่ก็ไปกำกับมหาวิทยาลัยอีกทีหนึ่ง ทีนี้ถ้าเรา สามารถเพิ่ม ๒ ๓ ส่วนได้ เช่น ส่วนที่ ๑ ก็คือส่วนของอาชีพหลักนะครับ ที่มหาวิทยาลัย นเรศวรจะต้องผลิตบุคลากรเพื่อภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งอาจจะคิดถึงตัวแทนของเกษตรกรของ สภาเกษตร เราคิดถึงสภานิสิตนักศึกษา ที่เขาควรจะต้องมีที่อยู่ในสภามหาวิทยาลัยด้วย เพราะว่าพวกเขาเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงต่อการขึ้นหรือลงของตำแหน่งผู้บริหาร เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เราพูดถึงผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิพอเราไปย้อนดูในหลาย ๆ มหาวิทยาลัยผูกขาดอำนาจกว่า ๓๐ ปีก็มีนะครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วควรจะต้องทำให้ สภามหาวิทยาลัยมีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ยึดโยงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุด แล้วก็ทำให้มันเกิดระบบการบริหารที่โปร่งใส ไม่ใช่การผูกขาดอำนาจในระหว่างชนชั้นนำ ของมหาวิทยาลัยกันเอง ท่านประธานครับ มาตราที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งอธิการบดี คณบดี ผมอยากให้มาตรานี้หรือหมวดนี้มีความก้าวหน้ามากขึ้นไป เราจะการันตีได้อย่างไร ครับว่าบุคลากรที่เราได้สรรหาและคัดเลือกเพื่อให้เป็นคณบดีและอธิการบดีเป็นการสรรหา และคัดเลือกตามความรู้ ความสามารถ และความเป็นเลิศในการบริหารมากกว่าเส้นสาย ในสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นข้อครหาในหลาย ๆ ที่นะครับ ในเมื่อจะออกจากระบบราชการ ในเมื่อจะออกจากระบบ และบริหารจัดการได้ มีความเป็นอิสระมากขึ้น และมีประสิทธิภาพ มากขึ้น โครงสร้างภายในแบบนี้ล่ะครับจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะสามารถทำให้มหาวิทยาลัยนั้น ตอบโจทย์ต่อโลกที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็ยึดโยงกับนิสิตนักศึกษาและประชาชน มากขึ้นได้อย่างไร ท่านประธานครับ มีอีกบางอย่างที่พูดถึงภารกิจของมหาวิทยาลัย อย่างเช่น ในมาตร ๘ ผมเข้าใจว่าเนื้อหาของกฎหมายก็จะล้อมากับการออกนอกระบบของจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย หรือว่ามหิดลนะครับ แต่ว่าสิ่งที่แตกต่างมันก็อยู่ในมาตรา ๘ (๔) ที่พูดถึง หลักการจัดการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษาจะต้องเติมหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงไปด้วย ผมไม่ได้มีปัญหากับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนะครับ แต่ถ้าผม อยู่ในคณะเศรษฐศาสตร์ผมก็จะกังวลว่าแล้วอย่างนี้ผมจะสอนเศรษฐศาสตร์อื่นได้หรือเปล่า ผมจะสามารถผลักดันทุนนิยมเสรีได้หรือเปล่า ผมจะสามารถพูดถึงสังคมนิยมในหลัก เศรษฐศาสตร์ได้หรือเปล่า เพราะว่าสุดท้ายมันโดนบังคับไว้ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง แล้วถ้าเราจะทำให้ภารกิจของมหาวิทยาลัยมันปรับเข้ากับยุคกับสมัย ตอนนี้สิ่งที่ นักศึกษาต้องการมากที่สุดคือบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัย มันต้องมีสักมาตราที่พูดถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของนักศึกษา มหาวิทยาลัย ต้องพูดถึงสิทธิเสรีภาพและการปกป้องในเสรีภาพทางวิชาการของนักวิชาการ ในมหาวิทยาลัย สิ่งเหล่านี้ล่ะครับมันจะส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยเหมาะสมกับโลก ที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น มากกว่าการออกกฎหมายในปี ๒๕๖๕ แต่เราใช้กฎหมาย ที่เหมือนกับมหาวิทยาลัยใน ๑๐ ๒๐ ปีก่อน ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ตอบโจทย์นะครับ ท่านประธานครับ ในมาตราต่าง ๆ ผมคิดว่าในเชิงหลักการนั้นถ้าท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง ให้ความกระจ่างในเรื่องของข้อดีของการออกนอกระบบ แล้วก็คลายความกังวลของบุคลากร และนิสิตนักศึกษาได้ พรรคก้าวไกลก็จะไม่มีในเรื่องของวาระหนึ่ง และในส่วนของวาระสอง ในเรื่องของการจะปรับปรุงให้ พ.ร.บ. นี้เอื้อต่อการก้าวกระโดดหรือเอื้อต่อประสิทธิภาพของ มหาวิทยาลัยและเอื้อกับระบบการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศ ในวาระสองผมเองก็จะเข้าไปเป็นกรรมาธิการด้วย เพื่อได้แสดงความคิดเห็นในหลายมาตรา ที่ผมอยากจะเสนอต่อทางคณะกรรมาธิการ และเราก็จะมีศิษย์เก่าหลายท่านนะครับ แล้วก็ ควรจะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นคู่ขนานไป แน่นอนกฎหมายฉบับนี้ผ่านการรับฟัง ความคิดเห็นมาแล้ว แต่พอเราจะลงรายมาตรา ผมคิดว่าเรายังต้องการให้มีส่วนร่วมของ บุคลากรนะครับ อาจารย์ใน มน. แล้วก็นิสิตนักศึกษามากขึ้นและมากขึ้น และตอนนี้ มน. เอง ก็เปิดโรงเรียนสาธิต มน. ด้วยและเปิดไปถึงระดับอนุบาลแล้วด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า การทำงานของชั้นกรรมาธิการที่เปิดการรับฟังนะครับ แล้วก็สร้างการมีส่วนร่วมในเวทีต่าง ๆ ในระดับจังหวัดพิษณุโลกและภาคเหนือตอนล่างจะเป็นประโยชน์ที่ทำให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ สมบูรณ์ขึ้นนะครับ ขอบคุณมากครับ