ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยหารือเกี่ยวกับระบบช่วยเหลือนักศึกษา ระบบโครงสร้างของมหาวิทยาลัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและความเชื่อมโยงระหว่างนักศึกษากับมหาวิทยาลัย
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายในขั้นรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนเรศวร ความจริงฟังท่านผู้ชี้แจงก็เกือบคล้อยตามและเคลิ้มตามนะครับว่า ควรจะต้องรับหลักการในกฎหมายฉบับดังกล่าว มีคำถามครับว่าคนจังหวัดอ่างทองไปเกี่ยว อะไรกับมหาวิทยาลัยนเรศวรซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก ก็ต้องเรียนด้วยความเคารพครับ สมัยครั้งเมื่อยังเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลก คุณป้าผมจากจังหวัด อ่างทองก็ต้องไปขึ้นรถไฟที่อำเภอท่าเรือ พระนครศรีอยุธยา ไปลงที่พิษณุโลก เดินไปเรียนที่ มศว. พิษณุโลกสมัยนั้น แล้วมหาวิทยาลัยนเรศวรเองนั้นยังเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน ที่อยู่ในภาคกลางครับแต่เป็นภาคกลางตอนบน เช่น นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กำแพงเพชร พิจิตร ได้โอกาส มีโควตามีโอกาสที่จะเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั่นคือ คุณูปการของนเรศวรแล้วก็เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมจะอภิปรายในประการลำดับถัดไปครับ ท่านประธานครับ ประการที่ ๑ เลยครับ ผมจำเป็นว่าต้องถามในเชิงหลักการครับ ถึงแม้ หลักการกฎหมายฉบับนี้จะเป็นหลักการที่กว้างที่บอกว่าให้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย มหาวิทยาลัยนเรศวร แต่ผมจำเป็นต้องถามในเชิงปรัชญาครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณี ข้อความที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๗ เป็นต้นไปครับ ว่าทิศทางอนาคตของมหาวิทยาลัยนเรศวรนั้น ท่านจะเน้นอย่างไร ในเหตุและผลท่านบอกชัดเจนนะครับว่ามหาวิทยาลัยนเรศวรนั้น ให้ความสำคัญกับความต้องการของประชาชนในเขตภาคเหนือตอนล่างของประเทศนะครับ แต่ในรายละเอียดทั้งหมด ๙๒ มาตราผมไม่พบข้อความที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของภาคเหนือ ตอนล่างแต่ประการใด ภาคเหนือตอนล่างต้องการอะไรครับ ๑. นี่คือพื้นที่เกษตรกรรม ๒. นี่คือพื้นที่ชุ่มน้ำแต่มิใช่พื้นที่ที่รองรับน้ำท่วม เราต้องเลิกครับในกรณีที่บอกว่าอำเภอบางระกำ พิษณุโลก ต้องระกำทนทุกข์กับน้ำท่วมตลอดไป นี่ไม่ใช่ ภาคเหนือตอนล่างต้องการประเด็น เรื่องของโลจิสติกส์ (Logistic) ผ่านสี่แยกอินโดจีน ขึ้นไปในภาคเหนือตอนบนออกไปทาง ภาคตะวันออก ออกไปในประเทศลาว ขึ้นไปในประเทศจีนหรือประเทศเมียนมาร์ได้ แต่สิ่งที่ท่าน ไม่ได้เขียนเลยคือภาคเหนือตอนล่างจำเป็นที่ต้องการมหาวิทยาลัยชั้นนำในทางการแพทย์ สมัยผมยังเป็นเอ็นจีโอ (NGO) ดูแลเด็ก ๆ ที่ถูกทำร้ายมีหลายเคส (Case) ครับ เด็ก ๆ จาก กำแพงเพชรหมอไม่รู้จะส่งไปที่ไหนระหว่างส่งไปนเรศวร ส่งไปโรงพยาบาลสวนปรุงที่เชียงใหม่ หรือเลี้ยวขวาเข้ากรุงเทพมหานคร ฉะนั้นสิ่งที่ท่านบอกในเหตุและผลนั้นผมไม่พบว่าอยู่ใน รายละเอียดว่าท่านต้องการให้ มน. เป็นศูนย์กลางรองรับความจำเป็นและความต้องการของ ภาคเหนือตอนล่างแต่ประการใด สิ่งที่เห็นในมาตรา ๗ นั้นก็เป็นคำเดิม ๆ ที่ท่านต้องการให้ นักศึกษาบรรลุธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ บอกต้องรอบรู้วิชาการ เชี่ยวชาญวิชาชีพ มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้เป็นแบบอย่างที่ดี มีจริยธรรมรักถิ่นฐาน ภูมิใจในชาติ ทุกมหาลัยของท่านเขียนแบบนี้ไหมครับผมชักสงสัย นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ
ประการที่ ๒ ท่านประธานผมอยากจะพูดว่าในระบบช่วยเหลือนักศึกษา เพราะว่าระบบช่วยเหลือนักศึกษาที่ท่านพูดว่ามีหลักประกันว่าคนจนต้องได้เรียน นเรศวร กำหนดออกมาเลยว่าตกลงวันนี้ท่านรับนักศึกษาโครงการพิเศษที่เรียกว่าโครงการช้างเผือก แบบผมที่จบช้างเผือกจากธรรมศาสตร์ ซึ่งท่านเคยเป็นคณบดีรัฐศาสตร์ แบบเพื่อนที่เรียนจบ แพทย์จุฬาลงกรณ์ชนบทต่าง ๆ มีไหมครับในมหาวิทยาลัยนเรศวร แล้วไม่ใช่แค่ความยากจน อย่างเดียว ปัญหาที่พี่น้องประชาชนในภาคเหนือประสบอีกเป็นจำนวนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง ที่อุตรดิตถ์ พี่น้องที่เชียงราย พี่น้องที่พะเยา ซึ่งในอดีตก็ มน. พะเยาวันนี้เป็นมหาวิทยาลัย พะเยา พี่น้องที่กำแพงเพชร พี่น้องที่ตากไปเรียนที่ มน. ก็คือประเด็นเรื่องของสถานะบุคคล ท่านให้หลักประกันหรือเขียนไว้ตรงไหนไหมครับว่าเด็ก ๆ ที่จบ ม.๖ ถึงแม้อาจจะยังไม่มี สถานะบุคคล แต่เมื่อมาเรียนที่มหาวิทยาลัยนเรศวร นเรศวรซึ่งมีศูนย์เซ็นเตอร์ (Center) ด้วยนะครับ มีอาจารย์จบจากคณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ไปดูแลเรื่องคณะนิติ มีสถานีคล้าย ๆ กับสถานีสัญชาติแบบที่ท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตราทำที่จะมีหลักประกันว่าคนที่มาเรียน มน. นั้นจะได้รับการส่งเสริมจนได้สถานะบุคคลเป็นทรัพยากรเป็นกำลังของประเทศ มีเลขประจำตัว ๑๓ หลักมีสัญชาติไทย ฉะนั้นท่านอย่าตอบแต่เพียงเรื่องความยากจน ซึ่งผมเองก็ไม่ชัดว่าท่านจะปฏิเสธหรือไม่ แต่ท่านต้องตอบเรื่องการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลด้วย นั่นเป็นประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ท่านประธานก็คือระบบโครงสร้าง ผมพยายามจะอ่านนะครับ ก็พบว่าท่านมีโครงสร้างที่อาจจะไม่ได้แตกต่างกับกรณีของมหาวิทยาลัยนอกระบบอื่น ๆ มาก นัก มีสภามหาวิทยาลัยซึ่งไม่อยากให้มีอีกแล้วครับที่อธิการบดีเมื่อพ้นวาระขึ้นไป เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย มีสภาคณาจารย์ มีสภาพนักงาน มีคณะกรรมการอยู่ ๒ ชุด เรียกว่าคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย คณะกรรมการพิจารณาตำแหน่ง ทางวิชาการ ผมไม่เห็นความเชื่อมโยงของนักศึกษาครับ ท่านอาจจะบอกว่าการเป็นนักศึกษา ไม่จำเป็นต้องเขียนในนี้ก็ได้ แต่สิ่งที่ท่านเปิดรับฟังความคิดเห็นในร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คือ ฟังเสียงของนักศึกษาแล้วนักศึกษาเขาอยากมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัย เขาอย่างไร อย่าบอกว่านักศึกษามาก็ไปครับ ผมเจอท่านอาจารย์เอนกตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ ที่ธรรมศาสตร์ผมเองก็ยังผูกพันกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉะนั้นไม่ใช่พวกผมจบ ๔ ปีที่ใดมาก็ไป แต่ความผูกพันการรู้สึก การมีส่วนร่วม การเห็นอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยนั้น ผมไม่เห็นในร่าง พ.ร.บ. ของมหาวิทยาลัยนเรศวรแล้วผมคิดว่าจำเป็นที่ต้องมีรายละเอียด เหล่านั้นให้ชัดเจนครับ
ประการที่ ๔ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งคือเรื่องของบุคลากรและ งบประมาณครับ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ล่าช้าครับท่านมีการประมาณการถึงปี ๒๕๖๖ ท่านบอกปี ๒๕๖๓ จะใช้เงินอยู่ประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๔ ขึ้นมา ปี ๒๕๖๖ ท้ายที่สุดจะใช้อยู่ที่ ๒,๑๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นเงินของการลงทุนแค่ ๓๓ ล้านบาทเองครับ ที่เหลือเป็นงบบุคลากรหมดเลย แต่เนื่องจากรายงานฉบับนี้เก่าครับ ผมขอเวลาท่านประธาน อีกสัก ๑ นาทีครับ เพื่อเป็นประโยชน์ของพี่น้องประชาชนที่จะเข้าเรียนระดับปริญญา รายงานฉบับนี้เก่าไปนิดท่านชี้แจงได้ไหมครับแล้วประมาณการหลังจากกฎหมายฉบับนี้ จะมีผลบังคับใช้ก็คือตั้งแต่ปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ และปี ๒๕๖๙ งบประมาณมันจะบาน ไปมากน้อยขนาดไหนอย่างไรมันขัดกับปรัชญาที่เรากำลังจะบอกว่ามหาวิทยาลัยจะออกนอก ระบบจะมีศักยภาพในการหารายได้ แต่ท้ายที่สุดงบยังบานครับ แล้วไปบานที่งบประมาณ ของบุคลากรซึ่งคำถามสุดท้ายที่เพื่อนพี่น้องจากมหาวิทยานเรศวรที่ไม่ใช่พนักงานราชการ ไม่ใช่ข้าราชการเขาฝากถามผมมาก็คือว่าในกรณีที่ท่านไม่มีระบบของกฎหมายแรงงานมาช่วย ดูแลเช่นในข้อความมาตรา ๑๔ คนที่เป็นลูกจ้างชั่วคราว คนที่เป็นลูกจ้างประจำ คนเหล่านี้จะมี สถานะอย่างไรหากมีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ผมคิดว่าจำเป็นที่ต้องได้รับคำตอบที่ชัดเจน ผมไม่ใช่คนพิษณุโลก แต่ผมยืนยันว่าการพัฒนามหาวิทยาลัยนเรศวรไม่ได้ผูกขาดเฉพาะศิษย์เก่า แต่ผูกขาดกับพี่น้องประชาชนทุกคนในประเทศแห่งนี้ผมขอตั้งคำถามก่อนที่จะรับหรือไม่รับ หลักการกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณครับ