ณัฐพงษ์ ชี้ร่างเวนคืนท้องถิ่นปลดล็อกพัฒนาถิ่นฐาน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. เวนคืนที่ดิน โดยเสนอให้กระจายอำนาจการเวนคืนจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่นเพื่อเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่ และวิพากษ์ปัญหาข้อจำกัดของกฎหมายปัจจุบันที่ทำให้โครงการล่าช้า พร้อมชี้แจงเหตุผลหลังถูกตีความว่าร่างดังกล่าวเป็นกฎหมายทางการเงิน

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขอชี้แจงเพื่อนสมาชิกผ่าน ท่านประธานว่าในส่วนของร่างที่ ครม. เสนอมานั้นโดยส่วนตัวของผมไม่ได้มีความเห็น คัดค้านอันใด จริง ๆ แล้วเนื้อหาสาระจะเป็นเรื่องของที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๔๘ ที่ยังคง รักษาสิทธิหรือไม่ตัดสิทธิผู้ที่จะได้รับเงินชดเชยภายหลังจากการพ้นระยะเวลาการรับเงิน ชดเชยไปแล้ว แต่วันนี้ที่ผมจะขอลุกขึ้นอภิปรายเสริมครับท่านประธาน จริง ๆ แล้วผมต้อง บอกก่อนว่าผมเสียดายอย่างยิ่งที่เมื่อเช้าอย่างที่ผมได้นำเรียนในที่ประชุมว่า กระบวนการหากมติวิป (Whip) พรรคร่วมรัฐบาลมาตีรวนกระบวนการสภาทำให้เราต้อง ถอนร่างของ พ.ร.บ. ถอดถอนท้องถิ่นออกไป ทำให้วันนี้เราต้องพิจารณากฎหมายเวนคืน ของรัฐบาลในวันนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ถ้าวันนี้เราพิจารณาร่างถอดถอนท้องถิ่นในวันนี้ พ.ร.บ. เวนคืนอาจจะต้องไปพิจารณาในสัปดาห์หน้า ซึ่งก็ยังมีโอกาสร่างที่ผมและพรรคก้าวไกล ได้เสนอจะได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาพร้อมกันเพราะเป็นเรื่องในทำนองเดียวกัน เป็นเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. เวนคืนที่ดินเหมือนกัน ที่ผมจะลุกขึ้นอภิปรายก็คือในเรื่องของ หลักการในร่าง พ.ร.บ. เวนคืนที่ผมได้เสนอถึงแม้จะไม่ทันในวาระนี้ก็ตาม เผื่อที่ทางเพื่อนสมาชิก หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างจะหาช่องทางในการแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป ในส่วนของ ร่าง พ.ร.บ. เวนคืนที่ผมและพรรคก้าวไกลได้เสนอครับ เราให้ตั้งชื่อว่าเป็นร่างปลดล็อก เวนคืนท้องถิ่น ที่มาหลักการและเหตุผลก็คือปัจจุบันกฎหมาย พ.ร.บ. เวนคืนของประเทศไทย ตลอดทั้งประวัติศาสตร์ เราให้อำนาจในการเวนคืนที่ดิน ผู้ที่มีอำนาจในการริเริ่มกระบวนการ เวนคืนที่ดินคือคณะรัฐมนตรี เพราะจะต้องตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่จะเวนคืนที่ดิน ด้วย พ.ร.ฎ. ซึ่งเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีอย่างเดียวเท่านั้น แต่ว่าการออกแบบกระบวนการ แบบนี้เป็นกระบวนการคอขวดที่ทำให้การพัฒนาที่ดินโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดท้องถิ่น ที่อยู่ใกล้ประชาชนมากที่สุด เขาไม่สามารถดำเนินการโครงการใด ๆ ได้ ต่างจากกรณี ในต่างประเทศ ผมยกตัวอย่างกรณีหนึ่ง ตั้งแต่ผมเป็น ส.ส. สมัยแรกปีแรกที่เข้ามาผมได้ตั้ง ข้อหารือกับท่านประธานโดยตรงที่สภาทีโอที (TOT) ว่าในเขตบางแคผมมีถนนเส้นหนึ่งที่ชื่อว่า ถนนสุขาภิบาล ๑ หรือถนนบางแค ชาวบางแครู้จักดี มีการตรา พ.ร.ฎ. เวนคืนตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ สมัยยุครัฐบาลทักษิณ ต่อมามีปฏิวัติ ปี ๒๕๔๙ เกิดเหตุสะดุดล้มทางการเมืองก็ทำให้โครงการ ตรงนี้สะดุดไปไม่ได้ดำเนินการต่อ จนมีการตรา พ.ร.ฎ. เวนคืนอีกครั้งในรัฐบาลสุรยุทธ์ ในปี ๒๕๕๑ หลังจากนั้นมาก็ยังเร่งรัดกระบวนการเวนคืนไม่เสร็จจนในปี ๒๕๕๔ มีข้อสั่งการ จากนายกอภิสิทธิ์ในการเร่งรัดกระบวนการที่ดินในโครงการดังกล่าว จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ๒๑ ปีผ่านมา ถนนสุขาภิบาล ๑ ในเขตบางแคก็ยังคงเป็นถนนที่ ๒ ข้างทางมีตึกร้างเป็นจำนวนมาก ทำไมถึงเป็นตึกร้างเพราะชาวบ้านหรือนายทุนในบริเวณนั้นรู้อยู่แล้วว่าถนนเส้นนี้มีโอกาส ที่จะถูกเวนคืนในอนาคต จาก ๒ เลน (Lane) ที่เขาจะขยายเป็น ๔ เลน (Lane) เพราะฉะนั้นบรรดา ตึกแถวข้างทางตรงนั้นไม่มีใครมากล้าซื้อครับ ซื้อไปเดี๋ยวก็ต้องถูกเวนคืนอยู่ดี แต่กระบวนการ ก็ยังค้างเติ่งอยู่แบบนั้น เพราะว่าการเวนคืนที่ดินจะต้องผ่านการตราพระราชกฤษฎีกา ผ่าน ครม. อย่างเดียว แล้วเราก็ทราบกันดีอยู่ว่าภายใต้การเมืองบริบทแบบประเทศไทย ๕ ปี ๖ ปี มีการปฏิวัติรัฐประหารทีหนึ่ง บริบททางการเมืองไทยสถานการณ์ทางการเมืองไม่มั่นคง แข็งแรง ประชาธิปไตยของไทยไม่มั่นคงแข็งแรง เพราะฉะนั้นโครงการแบบนี้ผมจะชี้ให้เห็นว่า ในฐานะ ส.ส. เขต ถนนเส้นเล็ก ๆ เส้นเดียวในกรุงเทพมหานคร ๒๑ ปีเวนคืนไม่ได้ครับ เพราะกฎหมายเวนคืนมีคอขวดอยู่ที่คณะรัฐมนตรี สิ่งที่ผมได้เสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่ทันมาพิจารณาในวาระนี้ ก็คือการที่กระจายอำนาจการเวนคืนที่ดินลงไปที่ท้องถิ่น ในระดับจังหวัด ซึ่งเรามีตัวอย่างที่ดีจากประเทศที่พัฒนาแล้วหลาย ๆ ประเทศ อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอังกฤษ และประเทศเยอรมนี ทุกประเทศที่ผมได้นำเรียนมานี้เป็นรัฐเดี่ยว แบบเราทั้งหมดซึ่งเขาให้ท้องถิ่นในระดับจังหวัดหรือจริง ๆ กรณีที่ดีที่สุดก็คือตัวอย่างกรณี ประเทศญี่ปุ่น เขาให้ผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้ว่าจังหวัดมีอำนาจในการอนุมัติ กระบวนการ การเวนคืนที่ดินได้ อันนี้คือเป็นที่มาที่ทำให้ผมจำเป็นจะต้องเสนอร่าง พ.ร.บ. เวนคืนเข้าสู่สภา ผมขอทิ้งท้ายในช่วง ๒ นาทีนี้นะครับท่านประธาน จริง ๆ แล้วผมได้รับหนังสือชี้แจงกลับมา เป็นการพิจารณาจากประธาน เข้าใจว่าเป็นเรื่องการทำงานของคณะทำงานของเจ้าหน้าที่ ที่ว่า พ.ร.บ. เวนคืนที่พรรคก้าวไกลเสนอมานี้เป็นกฎหมายว่าด้วยการเงิน ผมอยากจะชี้แจง เพื่อนสมาชิกเพียงเล็กน้อยนะครับ จริง ๆ แล้วการตีความว่าเป็นร่างการเงินหรือไม่ร่างการเงิน ก็คือเรากำลังจะบอกว่ากฎหมายฉบับนั้นทำให้หน่วยงานของรัฐต้องมีภาระเพิ่มหรือเปล่า ต้องใช้เจ้าหน้าที่เพิ่มหรือเปล่า มีภารกิจเพิ่มหรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้วร่างกฎหมายเวนคืน ที่เรากำลังกระจายอำนาจลงไปให้ท้องถิ่นอนุมัติกระบวนการเวนคืนที่ดินได้นี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่ม ภาระทางงบประมาณ เจ้าหน้าที่อาจจะตีความเจตนารมณ์ของผมผิดครับ เพราะว่าในจดหมาย ที่เขาชี้แจงกลับมาว่าเป็นร่างการเงินนี้ เขาใช้คำว่า ไปเพิ่มภารกิจให้ท้องถิ่น แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ สิ่งที่พวกเรากำลังแก้ไขนี้ แค่แก้ไขให้นายก อบจ. นะครับ ในขณะนี้ถ้าพูดถึงบริบทปัจจุบัน มีอำนาจในการอนุมัติ กระบวนการเวนคืนที่ดินในจังหวัดตนเองครับ แต่เขาไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของโครงการ นะครับท่านประธาน ความหมายก็คือยกตัวอย่างในถนนสุขาภิบาล ๑ เขตบางแคของผม ถ้ากรมทางหลวง หรือกรมทางหลวงชนบทอยากจะต้องการขยายถนนเส้นนี้ต่อ เขาเป็น เจ้าของโครงการ เขาเป็นเจ้าของงบประมาณครับ ไม่จำเป็นจะต้องไปขอถึงคณะรัฐมนตรี ขอแค่ผู้ว่า กทม. ผ่านการตราเป็นข้อบัญญัติของสภา กทม. ก็ริเริ่มกระบวนการเวนคืนที่ดินได้ เป็นการแก้ปัญหาคอขวด เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าร่างที่ผมและพรรคก้าวไกลเสนอมานี้ไม่ได้ เป็นการเพิ่มภาระงบประมาณของท้องถิ่นนะครับ และไม่ควรเป็นร่างการเงิน ซึ่งผมจะนำเรียน ชี้แจงท่านประธานและประธานคณะกรรมาธิการทั้ง ๓๕ คณะโดยตรงในวันศุกร์นี้นะครับ ก็ขอความกรุณาทุกท่านช่วยกันสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. เวนคืนปลดล็อกท้องถิ่นด้วยนะครับ ขอบคุณครับ