วิษณุ เครืองาม ชี้แจงเหตุผลการเสนอแก้ไขกฎหมายทีละฉบับแทนการรวมทั้งระบบ เนื่องจากมีข้อเสนอเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแตกต่างกัน ทำให้กระบวนการล่าช้า จึงต้องเร่งดำเนินการเป็นส่วนๆ เพื่อให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว พร้อมอธิบายหลักการพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 และมาตรา 190 รวมถึงเหตุผลที่อัยการต้องเชื่อมโยงระบบกับผู้พิพากษาและตุลาการ แม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้ระบุโดยตรงก็ตาม
ท่านประธานที่เคารพครับ ขอกราบเรียนท่านประธานย้อนไปถึงข้อสังเกตที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านี้ บางท่านได้ตั้งข้อสังเกตไว้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กำลังจะพยายามแก้ไขทั้งระบบให้มันเข้าเป็น ระบบเดียวกัน แต่กฎหมายนั้นมันกระจัดกระจายกันอยู่หลายฉบับ ตำรวจฉบับหนึ่ง ทหารฉบับหนึ่ง อัยการฉบับหนึ่ง ศาลฉบับหนึ่ง ศาลนั้นก็ยังมีศาลยุติธรรมฉบับหนึ่ง ศาลปกครองฉบับหนึ่ง ศาลชำนาญพิเศษอีกหลายฉบับ ความตั้งใจแต่แรกก็คือต้องการมา ทีเดียว ที่เรียกกันว่าเป็นพวงหรือเป็นแพกเกจ (Package) แต่ก็ไม่สามารถจะทำเช่นนั้นได้ เพราะว่าผู้ที่เกี่ยวข้องหรือหน่วยงานเจ้าของร่างกฎหมายบางฉบับท่านก็คิดว่าเมื่อจะแก้แล้ว ท่านก็ประสงค์จะแก้อย่างอื่นด้วยเพื่อที่จะให้สมบูรณ์ในเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องก็เลยทำให้ รั้งรอกันอยู่ อย่างกรณีของอัยการทีแรกก็คิดว่าจะแก้มาตราอื่นอีกด้วย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับ มาตราที่เสนอเข้ามาในวันนี้ แต่ภายหลังก็พิจารณาแล้วเห็นว่าอาจจะล่าช้าก็เสนอฉบับนี้มาก่อน คือแก้เฉพาะมาตรา ๕๕ ส่วนข้าราชการพลเรือนนั้นก็ควรจะต้องแก้เสียด้วยให้เข้ากับระบบ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๐ ที่ได้ตั้งหลักใหม่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทางนั้น ก.พ. ก็เห็นว่าเมื่อจะแก้แล้วควรจะแก้เสียอีกหลายเรื่องก็เลยยังไม่สามารถจะมาสภาได้ นี่คือ เหตุผลว่าทำไมจึงค่อยทยอยกันมา เป็นคำถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งผมเอง ก็ได้เคยถามมาก่อนหน้านี้ เพราะมีความรู้สึกไม่อยากจะรบกวนสภาเหมือนกัน เสนอมาทั้งที แก้อยู่มาตราเดียว มันก็มีที่มาดังที่ได้กราบเรียนท่านประธานนี่ล่ะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องอนุโลมหรือเรื่องเทียบเคียงนั้น ขออนุญาตกราบเรียน อย่างนี้นะครับว่าโดยระบบแล้วมันถือหลักว่าอย่างนี้ครับว่า ถ้าหากว่าการเข้าสู่ตำแหน่งใด จะต้องไปเกี่ยวพันกับพระมหากษัตริย์ คือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เข้าสู่ตำแหน่ง หลักมันก็มีว่าเมื่อจะต้องพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าจะพ้นด้วยเหตุใดก็ตาม อย่างที่ได้กราบเรียนว่า ตายก็ถือว่าพ้น เกษียณก็ถือว่าพ้น ลาออกก็ถือว่าพ้น ถูกไล่ออกก็ถือว่าพ้น เมื่อตอนเข้ามาต้องอาศัยพระบรมราชโองการ ตอนจะออกก็ควรจะต้องมีการอาศัยพระบรมราชโองการด้วย นี่คือหลักที่ถือกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ภายหลังเมื่อปรากฏว่าข้าราชการมีจำนวนมากขึ้นแล้วก็ มีเหตุที่จะต้องพ้นจากราชการมากขึ้นก็มาคิดว่าเพื่อที่จะเป็นการลดพระราชภาระ ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ได้คิดเอง เป็นเรื่องที่ได้หารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำนักพระราชวังแล้วว่าเมื่อเวลา ที่จะพ้นจากตำแหน่งหากจะต้องนำความกราบบังคมทูลทั้งหมดเพื่อให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งให้พ้นจากตำแหน่งบางทีก็อาจจะดูประหลาด รัฐบาลเคยได้รับคำถามจากสำนักพระราชวัง ในอดีตว่าทำไมข้าราชการคนหนึ่งเมื่อเขาเสียชีวิต ซึ่งการเสียชีวิตก็คือการพ้นจากตำแหน่ง จะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งอีกหนหนึ่ง เสียด้วย ก็เขาตายครับ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ภายหลังจากที่มีคำถามนี้มาจากสำนักพระราชวัง จึงทำให้การยกร่างรัฐธรรมนูญก็ดี หรือกฎหมายธรรมดาอื่นหลังจากนั้นก็ดีมีการจัดระบบเสียใหม่ บัดนี้ก็ได้จัดระบบไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๐ และมาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๘๐ เป็นเรื่อง ของข้าราชการพลเรือนและข้าราชการทหารระดับสูง มาตรา ๑๙๐ เป็นกรณีของผู้พิพากษา และตุลาการ ส่วนอัยการนั้นไม่ได้เคยเขียนเอาไว้ ถ้าจะมีก็ไปอยู่ในพระราชบัญญัติธรรมดา แต่ไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่อัยการนั้นได้ยึดโยงอย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วิรัช พันธุมะผล ได้กราบเรียนท่านประธานเป็นอย่างนั้นจริง ๆ คือได้อิงกันมาตลอดระหว่าง ผู้พิพากษา อัยการ กับตุลาการ เพราะฉะนั้นแม้ในส่วนของอัยการจะไม่ได้เคยเขียนเอาไว้ แต่ในพระราชบัญญัติเขาก็เขียน อย่างเช่นในกรณีของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ก็ได้เขียนเอาไว้ว่าเมื่อแต่งตั้งอัยการก็จะต้องทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นี่คือตอนเข้าสู่ตำแหน่ง แล้วก็ตอนออกจากตำแหน่งหรือพ้นจาก ราชการก็ต้องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง หรือแม้แต่กรณีที่จะต้องเข้าเฝ้า ถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อผู้พิพากษา ตุลาการมีการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ อัยการก็มีบทบัญญัติ ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการให้ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยเช่นกัน นี่คืออิงกัน มาตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อบัดนี้มาตรา ๑๘๐ ในรัฐธรรมนูญพูดถึงเรื่องข้าราชการพลเรือนและ ข้าราชการทหาร แล้วก็จำแนกออกเป็น ๒ ระบบ สำหรับการพ้นจากตำแหน่งว่าถ้าเป็นการพ้นจาก ตำแหน่งเพราะว่าตาย พ้นจากตำแหน่งเพราะว่าเกษียณอายุ พ้นจากตำแหน่งก็เพราะว่า ถูกออกเนื่องจากถูกลงโทษให้แค่นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบก็พอ แต่ถ้าเป็นการออก เพราะเหตุอย่างอื่นจึงจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งให้พ้นจากตำแหน่ง นี่เป็นระบบที่วางไว้ ในมาตรา ๑๘๐ ส่วนมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเป็นเรื่องผู้พิพากษาและตุลาการนั้นก็มาเขียน อีกแบบหนึ่งนะครับว่า ถ้าเป็นเรื่องกรณีที่ผู้พิพากษาหรือตุลาการ ๑. ตาย ๒. เกษียณอายุ ๓. ออกตามวาระ มีคำว่า ตามวาระโผล่เข้ามาสำหรับตุลาการและผู้พิพากษา ก็เพราะว่า ตำแหน่งบางตำแหน่งมันมีวาระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญมีวาระ ๗ ปี กรณีตาย กรณีเกษียณ กรณีออกตามวาระ หรือกรณีถูกลงโทษก็ให้ใช้วิธีกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบก็พอครับ โดยไม่ต้องโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเสียอีกทีหนึ่ง นอกจากนั้นจึงจะให้พ้นจากตำแหน่ง ระบบอย่างนี้เป็นระบบที่วางเอาไว้ในรัฐธรรมนูญจึงต้องมาทำกฎหมายทั้งหลาย ในระดับพระราชบัญญัติให้สอดคล้องกัน อัยการนั้นถ้าจะว่าโดยเคร่งครัดก็ไม่มีกรณีที่จะต้อง ไปทำให้สอดคล้องเพราะว่าในรัฐธรรมนูญไม่ได้พูดถึงจริง ๆ อย่างที่ท่านได้ยกขึ้นนะครับ แต่ก็เพราะเหตุว่าโดยธรรมเนียมโดยประเพณีแล้วก็โดยหลักปฏิบัติครับ หรือแม้แต่ โดยพระราชบัญญัติของอัยการเขาอิงตุลาการมาโดยตลอด อิงในเรื่องเงินเดือน อิงในเรื่อง ถวายสัตย์ อิงในเรื่องเข้าสู่ตำแหน่งมันก็เลยต้องมาอิงตอนที่จะออกจากตำแหน่งเมื่อตุลาการ จะต้องใช้วิธีทรงทราบหรือใช้วิธีโปรดเกล้าฯ อัยการก็มาใช้วิธีกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ หรืออิงกับเรื่องการที่จะโปรดเกล้าฯ เพื่อให้มันมีผลทำนองเดียวกัน ก็ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานดังนี้ครับ