ธีรัจชัย พันธุมาศ ระบุว่าใน พ.ร.บ. ระเบียบ ราชการฝ่ายอัยการ มีมาตรา 7 ที่ให้นำความกราบทูลฯ เพื่อมีราชโองการให้พ้นตำแหน่ง หากถูกลงโทษ ไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก และไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขให้เหมือนกับอัยการ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตแสดง ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการฝ่ายอัยการ ซึ่งได้มีการ เสนอมา เรื่องนี้ครับท่านประธาน โดยหลักการแล้วการเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในราชการ โดยเฉพาะฝ่ายเกี่ยวกับการยุติธรรมนั้น การเกิด การดำรงอยู่ การจากไป มันมีนัยของการ ที่จะทำให้ข้าราชการแต่ละท่านได้ปฏิบัติหน้าที่โดยซื่อสัตย์สุจริตจริง ๆ หรือไม่ การเกิด การเข้าไป ถ้าเกิดเข้าไปโดยการยึดโยงจากประชาชนหรือมีการอนุมัติจากตัวแทนประชาชน ก็จะทำให้ข้าราชการนั้นไม่กล้าที่จะออกนอกกรอบ แต่กระบวนการของประเทศเรายังไม่ถึง ขั้นนั้น การดำรงอยู่ถ้าเกิดมีการตรวจสอบจากฝ่ายที่มาจากประชาชนก็สามารถที่จะทำให้ ข้าราชการนั้นปฏิบัติได้ดีขึ้น โดยเฉพาะข้าราชการอัยการ หรือตุลาการ หรืออื่น ๆ ก็แล้วแต่ การจากไปถ้าผ่านโดยประชาชน โดยสภาก็จะเป็นสิ่งที่ดี นั่นคือเป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ในกรณีรัฐธรรมนูญของเรานะครับ ในมาตรา ๑๘๐ มาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๘๐ คือการแต่งตั้งและให้พ้นตำแหน่งข้าราชการประจำฝ่ายพลเรือนคือ ปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า และการให้พ้นตำแหน่ง ก็ต้องผ่านโดยพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุข ของประเทศ เว้นแต่การพ้นตำแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ หรือพ้นเพราะถูกลงโทษ กรณีอย่างนี้ก็มีดีกรี (Degree) ที่เป็นนัย ในส่วนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้ง และให้ผู้พิพากษา และตุลาการพ้นจากตำแหน่ง แต่ในกรณีพ้นจากตำแหน่ง เพราะความตาย เกษียณอายุตามวาระ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ ให้นำความ เพื่อทูลเกล้าฯ ทรงทราบ ดีกรีอยู่อย่างนี้ครับ ถ้าจะให้ข้าราชการนั้นรู้สึกระมัดระวังไม่กล้า กระทำผิดนะครับ ก็ต้องให้ประมุขของประเทศนั้นสั่งให้พ้นจะมีดีกรีที่เข้มแข็งแล้วก็จะกลัว จะเกรงประวัติเสื่อมเสียของตัวเอง แต่กรณีที่ไม่ต้องการให้เข้มแข็งก็คือให้ทราบ ให้ทรงทราบ คือแจ้งเพื่อทราบเท่านั้นเอง ดีกรี (Degree) ๒ ตัวนี้ครับ ทำให้คนที่กล้าความผิดน้ำหนัก ไม่เหมือนกันนะครับ ผมเรียนอย่างนี้ข้าราชการในส่วนของปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า เขาใช้ดีกรี (Degree) ตามรัฐธรรมนูญใช้ดีกรีคือเอามาปนกันโดยหลักที่อาจจะไม่สอดคล้องกับ ในรัฐธรรมนูญหลักคือถ้าตาย ถ้าเกษียณ หรือย้ายอะไรอย่างนี้ก็แจ้งทรงทราบในส่วนนี้ ของตุลาการก็เหมือนกันครับ แต่ไปเอาไล่ออก ปลดออกไปอยู่ด้วย คือเขาเรียกว่าทรงให้พ้น จากตำแหน่ง กรณีอย่างนี้ทำให้ดีกรี (Degree) ความเข้มข้นในความเกรงกลัวนั้นน้อยลงนะครับ ผมเรียนว่าในรัฐธรรมนูญไม่มีเรื่องอัยการในการพ้นตำแหน่ง ไม่มีนะครับ ใน พ.ร.บ. ระเบียบ ราชการฝ่ายอัยการที่สำคัญคือ (๗) จากเดิมอยู่ที่ให้นำความกราบทูลฯ เพื่อมีราชโองการ ให้พ้นตำแหน่ง ก็คือในเรื่องของถูกลงโทษ ไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก จะต้องมีพระราชโองการ ให้พ้นจากตำแหน่งนะครับ นั่นคือรุนแรง แต่ฉบับนี้คือให้ย้ายไปอยู่ ให้ทรงทราบเท่านั้นเอง ให้เพื่อทราบเท่านั้นเอง กรณีอย่างนี้ทำให้อ่อนลงไปเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ จะอ้างบอกไป เทียบเคียงก็ไม่มีรัฐธรรมนูญรองรับ จะบอกว่าปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญก็ไม่มี บอกว่าอัยการจะต้องเป็นแบบนี้ ในเมื่อแบบเดิมมันดีอยู่แล้ว ทำให้คนที่เป็นอัยการนั้นไม่กล้า ที่จะกระทำผิด เพราะกลัวจะถูกพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ทำไมไม่คงไว้ละครับ แล้วทำไมถ้าเกิดว่าแบบนี้ดีจริงทำไมไม่ทำให้หมดเลยครับ ศาลอัยการทำให้เหมือนกัน ทำให้เป็นอย่างนี้ครับ นั่นคือเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ใช่หรือไม่ ท่านกำลังจะไปปรับ อัยการให้เหมือนกันใช่หรือไม่ กรณีนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุดที่ถูกให้ออกจาก ตำแหน่งรองอัยการสูงสุดแบบสมประโยชน์ในคดีวรยุทธ อยู่วิทยา นะครับ ก็คือให้ออก ตรงกับวันที่ประสงค์จะลาออก มันเข้ากรณีแบบเดิมใช่ไหมครับ ไม่ใช่มาแบบใหม่นะ แบบเดิมคือมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ไม่ใช่แบบแจ้งเพื่อทรงทราบเท่านั้นเอง นี่คือนัยอยู่ตรงนี้เท่านั้นเองครับท่านประธานครับ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่มี จะมากล่าวอ้างว่า เป็นการแก้ให้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ แต่บอกว่าการเทียบเคียง แล้วทำไม รัฐธรรมนูญไม่ร่างตั้งแต่ต้นว่าให้อัยการต้องแก้แบบนี้ด้วยล่ะครับ ผมเรียนถามว่าท่านรอง นายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ท่านเป็นนักกฎหมายที่เป็นระดับปรมาจารย์ก็ได้ ทำไมท่านถึง ไม่ทำแบบตรงไปตรงมา ไม่มีก็ไม่มี ไม่ต้องไปใส่ก็ได้ ปล่อยไว้ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ ทางที่ดี ควรแก้รัฐธรรมนูญให้ส่งกลับไปเหมือนกับอัยการไม่ดีกว่าหรือครับ เพราะทำให้ข้าราชการนั้น ไม่กล้าที่จะไปทำสิ่งที่ผิดเพราะจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง นี่กำลังทำให้เป็น การผ่อนคลายแล้วก็เอื้อให้คนกล้าหาญในการกระทำผิดมากขึ้น ให้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกมากขึ้นใช่หรือไม่ ผมมองแล้วนะครับ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจน จะไปทำให้เปรียบเทียบมันก็ไม่ควรเพราะว่าที่รัฐธรรมนูญเขียน ผมว่ามันอ่อนไปด้วยซ้ำ น่าจะแก้ไขกลับไปด้วยซ้ำ ดังนั้นผมจึงเห็นว่าไม่ควรจะแก้ไขในส่วนนี้ครับ ควรให้เป็นแบบเดิม ดีอยู่แล้วเพราะจะทำให้ข้าราชการอัยการนั้นจะต้องไม่กล้ากระทำผิดถึงขั้นถูกลงโทษไล่ออก และปลดออกเพราะเกรงว่าจะถูกมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งครับ